“แนวคิดเงินต่อเงิน” บทเรียนสร้างความมั่งคั่งด้วยตัวเอง ของคุณตัน ภาสกรนที

“แนวคิดเงินต่อเงิน” บทเรียนสร้างความมั่งคั่งด้วยตัวเอง ของคุณตัน ภาสกรนที

1 เม.ย. 2026
กว่า “คุณตัน ภาสกรนที” จะเป็นที่รู้จักในภาพเจ้าพ่อชาเขียว ผู้สร้างตำนานการตลาดแบบแจกหนัก แจกจริง 
รู้หรือไม่ว่า คุณตันได้รับเงินเดือนตอนเริ่มทำงานเมื่ออายุเพียง 17 ปี แค่ 700 บาท 
ก่อนจะค่อย ๆ สร้างตัวขึ้นมา พร้อมผ่านวิกฤติ และบทเรียนการล้มแล้วลุกนับครั้งไม่ถ้วน 
จนมาวันนี้ หุ้นของ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ICHI ที่คุณตันมี ก็ทำให้เขาได้กระแสเงินสดจากเงินปันผลสูงถึงปีละ 600 ล้านบาท
ถ้าเป็นเราได้เงินมากมายขนาดนี้เข้าบัญชีทุกปี ก็คงเลือกที่จะหยุดทำงานแล้วใช้เงินสบาย ๆ 
แต่ไม่ใช่กับคุณตันที่นำเงินก้อนนี้ไปต่อยอดลงทุนให้มันงอกเงย วนลูปไปแบบไม่รู้จบ
ซึ่งคุณตันเรียกสิ่งนี้ว่าเป็น “แนวคิดเงินต่อเงิน” โดยให้สัมภาษณ์ไว้ในรายการ D:Code Podcast ผ่านช่อง YouTube ของ Shark Tank Thailand
แล้วแนวคิดเงินต่อเงินนี้เป็นอย่างไร ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
แนวคิดเงินต่อเงินของคุณตัน ไม่ใช่แค่การหาเงินให้ได้มากขึ้น แต่คือการเปลี่ยนเงินที่ได้มาให้กลายเป็นเหมือนเครื่องจักรผลิตกระแสเงินสดในระยะยาว 
จนถึงจุดที่เงินนั้นสามารถเติบโตต่อได้ด้วยตัวมันเอง..
โดยแนวคิดนี้ สามารถสรุปออกมาได้เป็น 4 ช่วงสำคัญ นั่นคือ
ช่วงที่ 1 ใช้แรงแลกเงิน
คุณตันเล่าว่าในช่วงเริ่มต้นของการสร้างตัว ต้องใช้แรงกาย หยาดเหงื่อ และความลำบาก เพื่อสั่งสมประสบการณ์ขึ้นมาก่อน
เพราะในวันที่ยังไม่มีเงินทุน สิ่งที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่เงิน แต่คือประสบการณ์ ทักษะ และความขยัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนเงินในอนาคต ที่มีมูลค่ายิ่งกว่าเงินสดในกระเป๋า
ดังนั้น หากอยากไปถึงจุดที่สามารถนำเงินไปต่อยอดได้
สิ่งที่ต้องโฟกัสและทำให้สำเร็จก่อนคือ การสร้าง Active Income
ซึ่งก็คือการลงแรงสร้างรายได้จากการทำงานให้แข็งแกร่งและมั่นคงมากพอนั่นเอง
ช่วงที่ 2 ใช้เงินเพื่อสร้างธุรกิจใหม่
เมื่อธุรกิจเริ่มเติบโตและมีกำไร คุณตันไม่ได้หยุดอยู่แค่การทำเงิน แต่เริ่มมองหาวิธีทำให้ธุรกิจนั้นสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นไปอีก
หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือ การปลดล็อกมูลค่าธุรกิจ (Value Unlocking) อย่างการเอาบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น
เพราะการถือหุ้นไว้คนเดียว 100% มูลค่าของธุรกิจจะยังไม่ถูกสะท้อนออกมาเป็นตัวเงินที่ชัดเจน 
แต่เมื่อเข้าตลาด หุ้นที่มีจะถูกแปลงเป็นราคาตลาดที่ซื้อขายกันทันที ทำให้ความมั่งคั่งถูกแปลงออกมาเป็นตัวเลขที่จับต้องได้
อีกทั้งเมื่อธุรกิจนั้นแข็งแกร่งจนสามารถจ่ายปันผลออกมาได้ กระแสเงินสดก้อนนั้น เราก็สามารถนำไปเป็นกระสุนไว้สำหรับใช้ลงทุนต่อยอดสร้างโปรเจกต์ใหม่ ๆ ในอนาคตได้
อย่างกรณีของคุณตัน ที่ได้รับเงินปันผลปีละ 600 ล้านบาท และเมื่อรวมกับกระแสเงินสดจากธุรกิจส่วนตัวอื่น ๆ สมมุติเหลือเก็บเดือนละ 100 ล้านบาท
คุณตันก็จะเอาเงินสดก้อนนี้สะสมไว้ แล้วเอาไปลงทุนสร้างโรงแรม โดยทยอยจ่ายเป็นค่าก่อสร้างไปเรื่อย ๆ ทำให้สามารถสร้างโรงแรมระดับพันล้านบาทได้จนเสร็จ โดยไม่ต้องกู้แบงก์เลยแม้แต่บาทเดียว
ทีนี้เมื่อโรงแรมนี้เริ่มสร้างรายได้ เงินก้อนนี้บวกกับก้อนเก่าที่มีอยู่แล้ว ก็จะถูกนำไปต่อยอดอีกครั้ง กลายเป็นวัฏจักรเงินต่อเงินที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องแบบไม่รู้จบ
ช่วงที่ 3 เปลี่ยนเงินเป็นทรัพย์สิน
คุณตันมองว่า การเก็บเงินสดไว้ในธนาคารเฉย ๆ คือการปล่อยให้มูลค่าของเงินถูกเงินเฟ้อกัดกิน ทำให้มูลค่าลดลงไปเรื่อย ๆ 
ดังนั้น เมื่อมีเงินสดอยู่ในมือ จึงไม่ควรถูกเก็บไว้เฉย ๆ แต่ควรนำเงินไปเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินที่ช่วยรักษามูลค่าและชนะเงินเฟ้อได้ในระยะยาว อย่างที่ดิน
โดยคุณตันได้ยกตัวอย่างจากประสบการณ์จริงว่า หากเราเลือกซื้อที่ดินในทำเลทอง มูลค่าของมันก็มีโอกาสเติบโต 5 ถึง 10 เท่าได้สบาย ๆ
เหมือนกับที่คุณตันซื้อที่ดินทำเลทองหล่อ ซอย 10 มาในราคาราว 1,000 กว่าล้านบาท และขายไปได้ในราคา 6,700 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นการเติบโตเกือบ 7 เท่าตัว
แต่หากมองการณ์ไกลอีกนิด และสามารถมองเห็นศักยภาพของที่ดินผืนนั้น ว่าวันหนึ่งมันจะกลายเป็นอะไร
จากนั้นก็ลงมือสร้างมูลค่าเพิ่มลงไปบนที่ดินเปล่าผืนนั้น ผ่านการพัฒนาและต่อยอดเป็นธุรกิจ มูลค่าของมันก็มีโอกาสพุ่งทะยานเพิ่มขึ้นไปได้ถึง 20 ถึง 30 เท่าตัวได้เลย
โดยคุณตันเน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญคือการเริ่มต้นก่อน เพื่อทำให้โอกาสนั้นเกิดขึ้นจริง
หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือกรณีที่คุณตันกว้านซื้อที่ดินบริเวณถนนนิมมานเหมินท์ ที่เชียงใหม่ เมื่อ 15 ปีก่อน ตั้งแต่ตอนที่ยังเงียบเหงาและแทบไม่มีคนพลุกพล่าน
ก่อนจะลงทุนพัฒนาทั้งโรงแรมและคอมมิวนิตีมอลล์สไตล์ญี่ปุ่น เพื่อสร้างแม่เหล็กดึงดูดผู้คน และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนใหม่ ๆ ในพื้นที่ตามมา
จนในที่สุด พื้นที่ตรงนั้นก็ถูกพลิกโฉมให้กลายเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญของเมืองเชียงใหม่ ที่ถูกขนานนามว่า ชิบูย่าเมืองไทย
ช่วงที่ 4 ให้เงินทำงาน แม้แต่ตอนที่นอนหลับ
เป้าหมายสูงสุดของแนวคิดเงินต่อเงิน คือการก้าวไปสู่อิสรภาพทางการเงิน หรือการมีรายได้ที่งอกเงยต่อเนื่องแม้กระทั่งในตอนที่เรากำลังนอนหลับอยู่ก็ตาม
คุณตันอธิบายเรื่องนี้ไว้ได้อย่างเห็นภาพ โดยเปรียบเทียบกับการเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวว่า
เราจะมีรายได้ก็ต่อเมื่อเรายืนลวกเส้นและเปิดร้าน แต่ทันทีที่เราหยุด ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหนื่อยหรือกำลังนอนหลับ รายได้ก็หายไปทันที
แต่ในทางกลับกัน หากเราสามารถนำกระแสเงินสดไปต่อยอดเป็นทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นการสะสมที่ดิน หรือธุรกิจที่ดี
ทรัพย์สินเหล่านั้นจะกลายเป็นเครื่องจักรผลิตกระแสเงินสด ที่ทำงานแทนเราตลอด 24 ชั่วโมง โดยที่เราไม่จำเป็นต้องอยู่ตรงนั้นเลย
และทั้งหมดนี้ คือบทสรุปของแนวคิดเงินต่อเงิน สไตล์คุณตัน ภาสกรนที ซึ่งถ้าสรุปกันอีกครั้งก็คือ
ให้เริ่มต้นจากการยอมเหนื่อย ใช้ความขยัน เพื่อสร้าง Active Income ก่อนจะนำกระแสเงินสดที่ได้ไปต่อยอด เป็น Passive Income
และคุณตันเองก็ได้ฝากข้อคิดสำคัญไว้ว่า ปาฏิหาริย์ ไม่ได้เกิดจากการนั่งรอโชคชะตา แต่เกิดจากการวางแผนอย่างรอบคอบ และทุ่มเทลงมือทำอย่างต่อเนื่อง
โดยมีปัจจัยสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยนั่นคือ เงินเย็น เพราะหากเราใช้เงินกู้มาลงทุน ต้นทุนดอกเบี้ยจะคอยกดดันอยู่ตลอดเวลา 
ซึ่งอาจจะทำให้เราไม่สามารถรอให้การลงทุนนั้นงอกเงยออกผลได้จริงในระยะยาว
และสุดท้ายที่ขาดไม่ได้เลยคือ คอนเน็กชัน หรือการออกไปเรียนรู้ พบเจอผู้คน และเปิดรับโอกาสใหม่ ๆ
เพราะในหลายครั้ง จุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต แหล่งเงินทุน หรือพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจ ก็มักจะเกิดขึ้นจากผู้คนรอบตัวที่เราพาตัวเองออกไปทำความรู้จักนั่นเอง..
#WealthCreation
#ธุรกิจไทย
#คุณตัน
Reference
- วิชา “เงินต่อเงิน” กฎแห่งทรัพย์สินผลิตเงินแม้ในยามหลับ - คุณตัน ภาสกรนที | D:Code Podcast EP.30 ทางช่อง YouTube ของ Shark Tank Thailand
© 2026 WealthThink. All rights reserved. Privacy Policy.