NISA Poverty คนญี่ปุ่นรุ่นใหม่กำลัง “รวยหุ้น แต่จนเงินสด”

NISA Poverty คนญี่ปุ่นรุ่นใหม่กำลัง “รวยหุ้น แต่จนเงินสด”

28 เม.ย. 2026
“ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา คนรุ่นใหม่ในช่วงวัย 20 มีเงินออมต่อเดือนเพิ่มขึ้น” 
ถ้าสิ่งนี้กลายเป็นพาดหัวข่าวที่เกิดขึ้นในบ้านเรา หลายคนก็คงจะรู้สึกดีไม่น้อย เพราะแสดงให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่ ใส่ใจกับวินัยทางการเงินมากขึ้น 
แต่ทว่าปรากฏการณ์แบบนี้ กลับก่อให้เกิดความกังวลขึ้นในสังคมญี่ปุ่น แทนที่จะกลายเป็นความรู้สึกดี ๆ 
เพราะเงินออมในหมู่คนรุ่นใหม่ที่เพิ่มขึ้น และกำลังหลั่งไหลไปลงทุนใน NISA หรือบัญชีลงทุนปลอดภาษีของญี่ปุ่นนั้น 
แลกมากับการตัดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอย่างสุดโต่ง ในระดับที่เรียกว่าลดทอนคุณภาพชีวิตจนต่ำเตี้ย จึงเกิดการเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “NISA Poverty” หรือ ความยากจนจาก NISA 
ที่แม้ในบัญชีลงทุนในตลาดหุ้นจะโชว์ว่ามีกำไรมากมาย แต่กลับเหลือเงินมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น 
แล้ว NISA Poverty เกิดขึ้นได้อย่างไร ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
แต่ก่อนการลงทุนใน NISA จะต้องเลือกระหว่างจะลงทุนในบัญชี NISA แบบทั่วไป ที่วงเงินลงทุนสะสม อยู่ที่ 6 ล้านเยน มีระยะเวลาปลอดภาษี 5 ปี
หรือ NISA แบบสะสมทรัพย์ ที่วงเงินลงทุนสะสม อยู่ที่ 8 ล้านเยน มีระยะเวลาปลอดภาษี 20 ปี
แถมถ้าขายหุ้นหรือกองทุนในบัญชี NISA เหล่านี้ออกไป ก็จะเสียโควตาวงเงินในการลงทุน ไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่
จนกระทั่งในปี 2024 รัฐบาลญี่ปุ่นได้เปิดตัว Shin NISA หรือ NISA แบบใหม่ ที่ไม่จำเป็นต้องเลือกประเภทบัญชี NISA แถมเพิ่มวงเงินลงทุนสะสมให้ถึง 18 ล้านเยน ไม่จำกัดระยะเวลาปลอดภาษี 
แถมถ้าขายหุ้นหรือกองทุนในบัญชี NISA ออกไป ยังสามารถได้โควตาวงเงินลงทุนกลับมาใช้ใหม่ในปีหน้าด้วย 
เมื่อเป็นแบบนี้ จึงทำให้บัญชี NISA นั้นได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหมู่คนรุ่นใหม่ของญี่ปุ่น ที่ต้องการสร้างเนื้อสร้างตัว 
จนเกิดเป็นเทรนด์ในโลกออนไลน์ที่เชิญชวนให้คนวัยทำงาน ลงทุนให้ได้ 18 ล้านเยน (ประมาณ 3,600,000 บาท) ให้เร็วที่สุดเพื่อไม่ให้เสียสิทธิประโยชน์ทางภาษี 
ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นที่กลับมาสูงขึ้นตั้งแต่ปี 2022 หลังจากอยู่ในระดับต่ำมานานเกือบ 30 ปี ก็เป็นแรงกดดันให้คนรุ่นใหม่ของญี่ปุ่น ต้องเก็บเงินเกษียณให้มากกว่าเดิม 
เพราะถ้าหากใช้ตัวเลขสำหรับวางแผนเกษียณแบบเดิม ๆ ในสมัยที่เงินเฟ้อยังคงต่ำอยู่ ในอนาคตอาจจะมีเงินไม่พอใช้ 
อย่างไรก็ตาม ถ้าหากเป็นการประหยัดอดออมทั่วไป สังคมญี่ปุ่นก็คงไม่เรียกสิ่งนี้ว่า “ความยากจนจาก NISA” 
เพราะกลายเป็นว่าเงินที่เหล่าคนรุ่นใหม่เก็บเพิ่มมานั้น มาจากการลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน อย่างค่าอาหาร และค่าเดินทางลง 
จนทำให้ตัวเองต้องใช้ชีวิตราวคนยากจน แม้มูลค่าพอร์ตการลงทุนใน NISA จะเติบโตขึ้นก็ตาม เพราะเอาเงินไปลงทุนจนเกือบหมดแล้ว 
อย่างเช่น หนุ่มวัย 26 ปี จากเมืองโตเกียวคนหนึ่ง ที่ได้ให้สัมภาษณ์กับทางโทรทัศน์ว่า แม้จะมีเงินเก็บเดือนละ 100,000 เยน จากเงินเดือน 250,000 เยน  
แต่ทุกวันนี้เขาใช้โทรศัพท์หน้าจอแตก ๆ เครื่องเดิมอยู่ เพราะไม่เหลือเงินซ่อม 
รวมไปถึงไม่มีเพื่อนฝูงติดต่อเขาอีกเลย เพราะเขาไม่เคยออกไปพบเจอกับเพื่อน ๆ นานกว่า 2 ปีแล้ว จากการเอาเงินไปลงทุนจนหมด 
อีกทั้งยังไม่ได้ลงทุนในการเรียนทักษะอื่น ๆ เพื่อพัฒนาตัวเองในการทำงานอีกด้วย 
เช่นเดียวกันกับ ชายหนุ่มอายุ 20 ปี ที่กำลังเรียนคณะนิติศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังในกรุงโตเกียว 
ที่ก็ได้ให้สัมภาษณ์ว่า เขานำเงินทั้งหมดที่ได้จากการทำงานพาร์ตไทม์ ไปลงทุน จนแทบไม่เหลือเงินให้ตัวเองกินข้าวข้างนอก หรือใช้จ่ายในการเข้าสังคมกับเพื่อน ๆ เลย 
จากตรงนี้เองจะเห็นได้ว่า แม้การลงทุนจะสำคัญ เพราะทำให้มูลค่าเงินของเราเติบโตชนะเงินเฟ้อ พร้อมทั้งสร้างความมั่งคั่งให้เราในอนาคต
แต่เราก็ควรที่จะต้องทำการเก็บออม ด้วยการเก็บเงินไว้เป็นเงินสด หรือเงินสำรองฉุกเฉินในบัญชีธนาคารบ้าง 
แม้ว่าการเก็บออมนั้น อาจจะไม่ได้ช่วยเราในเรื่องการสร้างความมั่งคั่งเท่าไร ด้วยผลตอบแทนจากดอกเบี้ยเงินฝากอันน้อยนิด
แต่การแบ่งเงินจากการลงทุนมาเก็บเป็นเงินสดสักก้อน จะช่วยเราหลัก ๆ อยู่ 2 เรื่องนั่นก็คือ 
1. สามารถรับมือเหตุฉุกเฉินได้อย่างทันที 
เพราะแม้หุ้นหรือกองทุนจะสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือกันได้ แต่ในบางครั้งก็ต้องใช้เวลา โดยเฉพาะถ้าเรามีหุ้นจำนวนมาก แล้วต้องการขายออกมาในทีเดียว
ส่วนกองทุนหรือบางโบรกเกอร์เองก็ต้องใช้เวลาในการส่งคำสั่งขายและโอนเงินเข้าบัญชี 
ทำให้เมื่อพบกับเหตุฉุกเฉินที่จำเป็นต้องใช้เงินทันที เช่น ประสบอุบัติเหตุ หรือเจ็บป่วยกะทันหัน 
จะรอขายหุ้นหรือกองทุน อาจจะทำให้เรามีเงินใช้ไม่ทันการณ์ได้ 
การมีเงินสดสำรองฉุกเฉินติดบัญชีไว้ จึงทำให้เราสามารถรับมือกับเหตุการณ์แบบนี้ได้ดีกว่า 
2. ไม่จำเป็นต้องขายหุ้นในจังหวะที่ไม่ควรขาย 
ตลาดหุ้นมี 2 ด้านเสมอสลับกันไป เมื่อเกิดตลาดกระทิงที่ทำให้หุ้นวิ่งขึ้นไป ก็ต้องมีตลาดหมีที่ทำให้ราคาหุ้นร่วงหล่นลงมา 
ซึ่งถ้าหากเราเกิดจำเป็นต้องใช้เงิน หรือเกษียณในช่วงตลาดหมีพอดี เราอาจจะต้องจำใจขายหุ้นในราคาขาดทุนออกมาใช้จ่าย 
ทั้งที่จริงแล้ว ตลาดหมีหลาย ๆ ครั้งกลับเป็นโอกาสที่ทำให้เราได้ช้อนซื้อของดีราคาถูก 
การเก็บเงินสดเป็นสภาพคล่องไว้ จึงทำให้เราไม่จำเป็นต้องขายหุ้นออกมาใช้จ่าย แต่สามารถใช้เงินสดเหล่านี้ไปก่อน เพื่อรอตลาดหุ้นกลับมาฟื้นตัว 
หรือแม้แต่นำเงินสดที่มีอยู่ ไปช้อนซื้อหุ้นดีราคาถูกเพิ่มได้เช่นเดียวกัน 
จะเห็นได้ว่า เราไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างสุดโต่ง ที่จะลงทุนเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีเงินเก็บ หรือเก็บเงินเพียงอย่างเดียว โดยไม่สนใจลงทุน 
เนื่องจากทั้ง 2 สิ่งนี้ก็คือสิ่งที่เราควรจะทำด้วยกันทั้งคู่ เพื่อสร้างแผนการเงินที่มั่นคงในระยะยาว
ท้ายที่สุดแล้ว การมีความมั่งคั่งที่เพิ่มมากขึ้นนั้น ควรจะต้องมอบอิสรภาพ ให้เราได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขตามที่ใจปรารถนาได้มากขึ้น เมื่อเวลาได้ผ่านไปด้วย 
ไม่ใช่กลายเป็นกรงทองคำ ที่ขังเราไว้ให้นั่งมอง มูลค่าพอร์ตการลงทุนเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ 
ในขณะที่เราเองไม่มีแม้แต่เงินจะออกไปทานอาหารดี ๆ สักมื้อ เพื่อเป็นรางวัลแก่ความเหนื่อยยากของตัวเอง..
#WealthPreservation
#วางแผนการเงิน
#ญี่ปุ่น
References 
© 2026 WealthThink. All rights reserved. Privacy Policy.