
Hermès บริษัทอายุ 189 ปี เจ้าของตำนานกระเป๋ายอดฮิต ที่มีเงินอย่างเดียว ก็ซื้อไม่ได้
20 พ.ค. 2026
ในโลกนี้คงมีสินค้าไม่กี่อย่าง ที่ราคามือสอง แพงกว่าซื้อของใหม่จากร้าน
ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ กระเป๋าหรูนามว่า Birkin โดยบริษัทเจ้าของที่อยู่เบื้องหลังการสร้างกระเป๋าระดับตำนานรุ่นนี้ ก็คือ Hermès
บริษัทอายุ 189 ปี ที่ไม่เพียงแค่ไม่ทำการโฆษณาสินค้าของตัวเองเท่านั้น แต่ยังทำให้การซื้อกระเป๋า Birkin สักใบกลายเป็นเรื่องยาก ที่ทำให้มีเพียงแค่เงินก็ยังซื้อไม่ได้
หากสงสัยว่า เรื่องราวของ Hermès เป็นมาอย่างไร ทำไมถึงกลายมาเป็น เสาหลักวงการแฟชั่นหรูของโลก แบบนี้ได้ ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
เรื่องราวของ Hermès เริ่มต้นขึ้นในปี 1837 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
เมื่อคุณ Thierry Hermès ชายหนุ่มเชื้อสายเยอรมัน เดินทางมาเมืองนี้แค่เพียงลำพัง เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่
เขาเปิดร้านเครื่องหนังเล็ก ๆ เพื่อทำบังเหียนและอานม้า ให้กับขุนนางชาวปารีส
หากมองดูเผิน ๆ สินค้าของเขาอาจจะเหมือนธรรมดา แต่จริง ๆ แล้วความสามารถของคุณ Thierry จัดว่าเป็นยอดฝีมือ เพราะเขาเคยได้รับรางวัลจากงาน World's Fair ที่ปารีสในปี 1867 ด้วย
แต่แล้วยุคสมัยก็ได้เปลี่ยนไป..
ในต้นศตวรรษที่ 20 เมื่อรถยนต์เริ่มเข้ามาแทนที่การใช้งานม้า ความต้องการอานม้าและบังเหียน ก็ค่อย ๆ หดหายไป
ทายาทรุ่นที่ 3 อย่างคุณ Émile-Maurice Hermès ต้องเผชิญหน้ากับการตั้งคำถามครั้งสำคัญ ซึ่งจะส่งผลต่ออนาคตของกิจการไปอีกเป็น 100 ปีข้างหน้าว่า
“แล้วต่อจากนี้ พวกเราควรจะทำอะไรต่อกันดี ?”
คำตอบที่เขาได้รับ ไม่ใช่เป็นการทิ้งทุกอย่างเพื่อเริ่มต้นใหม่ แต่กลับเป็นการปรับทักษะที่มีอยู่แล้ว ให้มาใช้ได้อย่างสอดคล้องกับโลกใบใหม่
ทักษะที่ว่าก็คือ การนำงานฝีมือด้านเครื่องหนัง ที่ถ่ายทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นในตระกูล เป็นเวลาหลายสิบปี มาต่อยอดเป็นการทำกระเป๋าและเครื่องหนัง ให้กับบรรดาผู้หญิงที่มีรสนิยมชั้นเลิศแทน..
จุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ของ Hermès เกิดขึ้นในปี 1983 บนเที่ยวบินจากปารีสไปลอนดอน
เมื่อคุณ Jane Birkin นักแสดงสาวชาวอังกฤษ กำลังพยายามยัดของขึ้นช่องเก็บสัมภาระ แต่กระเป๋าฟางที่เธอถืออยู่เป็นประจำ ก็ร่วงหล่นลงมา จนของข้างในตกกระจายเต็มทางเดิน
ระหว่างที่คุณ Jane ก้มลงไปเก็บของ พร้อมกับบ่นให้ผู้ชายคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เธอฟังว่า
“ทำไมโลกนี้ ถึงไม่มีกระเป๋าที่ทั้งสวย และใหญ่พอให้ใช้งานได้จริง สำหรับคุณแม่ลูกอ่อน ที่ต้องพกของทุกอย่างให้ติดตัวไปด้วยนะ ?”
แต่สิ่งที่เธอหารู้ไม่ก็คือ ผู้ชายคนที่เธอบ่นให้ฟังอยู่นั้น คือคุณ Jean-Louis Dumas ซึ่งเป็น CEO ของ Hermès นั่นเอง
คุณ Jean-Louis ฟังจบ ก็หยิบเอาซองกระดาษบนเครื่องบินขึ้นมา แล้วเริ่มลองร่างดิไซน์กระเป๋าใบใหม่ให้เธอดูทันที
และในปี 1984 หรือ 1 ปีต่อมา กระเป๋า Birkin ในตำนาน ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ..
อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรก กระเป๋ารุ่นนี้ก็ไม่ได้ถือว่าประสบความสำเร็จ หรือมีความโด่งดังอะไรเลยแบบในปัจจุบัน
เพราะในยุคนั้น แบรนด์กระเป๋าหรู ที่นับว่าเป็นราชินีของวงการ มีแต่คนอยากได้จริง ๆ ก็คือ Chanel
จนกระทั่งในปี 2001 ซีรีส์ดังชื่อ Sex and the City ได้ออนแอร์ฉากที่ตัวละคร คือ Samantha นักประชาสัมพันธ์มือฉมัง พยายามจะใช้ชื่อของดาราซึ่งเป็นลูกค้าของตัวเอง ข้ามคิวขอซื้อ Birkin
แต่กลับถูก Hermès ตอบปฏิเสธอย่างสุภาพ
ถึงแม้ฉากนี้จะสั้นมากก็ตาม แต่ผลกระทบที่ทำได้กลับมหาศาล เพราะเป็นการบอกให้คนทั้งโลกได้รับรู้ว่า มีกระเป๋าใบหนึ่ง ที่แม้แต่คนเป็นดาราดัง ก็ซื้อไม่ได้ หากไม่ได้รับการรับเลือก..
จากวันนั้นเป็นต้นมา Birkin จึงได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของบางอย่าง ที่ลึกล้ำยิ่งกว่าแค่ความหรูหรา ที่คนทั่ว ๆ ไป แค่มีเงินก็ใช้ซื้อหามาได้
แต่ Birkin นั้นต่างออกไป เพราะสามารถมอบความรู้สึกที่ยิ่งกว่าแค่มีเงิน ให้กับคนที่ครอบครอง
นั่นก็คือความรู้สึกแห่งการเป็น “คนที่คู่ควร” ในการได้เป็นเจ้าของ Birkin นั่นเอง
ถึงแม้บริษัทเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีสินค้าช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดูดีให้กับลูกค้าอยู่เสมอ แต่ก็ใช่ว่า บริษัทจะไม่เคยเจอกับปัญหาอะไรเลย
เพราะในปี 2010 บริษัทต้องเจอกับศึกมหาโหดจากคนภายนอก ที่ต้องการจะพรากของรักของหวงที่บรรพบุรุษสร้างมา ไปจากอ้อมอกลูกหลาน..
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เมื่อคุณ Bernard Arnault มหาเศรษฐีเจ้าของอาณาจักร LVMH ผู้มีแบรนด์ Louis Vuitton, Christian Dior และหลากหลายแบรนด์หรูในมือ
ได้ใช้กลวิธีทางการเงินอันแสนแยบยล แอบสะสมหุ้นของ Hermès มาอย่างเงียบ ๆ ตั้งแต่ปี 2001 ด้วยหมายจะเอา Hermès เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรให้ได้
กว่าคนในตระกูล Hermès จะรู้ตัว ก็เป็นในตอนที่คุณ Bernard ถือหุ้นของบริษัทอยู่ถึง 23% แล้ว
ตระกูล Hermès ที่ปกติมักจะทะเลาะกันเองตลอด ต้องรวมใจกันสู้เป็นครั้งแรก ด้วยการก่อตั้งบริษัทโฮลดิงของตระกูลในชื่อ H51
เพื่อล็อกหุ้นของครอบครัวอีก 51% เอาไว้ ไม่ให้มีใครสามารถขายออกไปได้อีก และพร้อมกันนั้นก็ได้ยื่นฟ้องคุณ Bernard ในข้อหาแย่งชิงกิจการแบบไม่เป็นมิตร
สุดท้าย ศึกครั้งนี้ ศาลฝรั่งเศสก็ตัดสินให้คุณ Bernard เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ และสั่งให้ขายหุ้น Hermès ออกมา เพื่อกระจายหุ้นอย่างเป็นธรรม
เป็นอันว่า แบรนด์หรูรายนี้ ก็สามารถเอาตัวรอดไปได้อย่างหวุดหวิด และยังยืนยงเป็นเอกเทศไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของยักษ์ใหญ่เจ้าไหนมาก่อน
หากเราลองคิดให้ลึกไปกว่านั้น ด้วยการลองตั้งคำถามดูว่า แล้วทำไมคุณ Bernard ถึงอยากได้แบรนด์ Hermès มากขนาดนั้น ทั้ง ๆ ที่เขาเอง ก็มีกองทัพแบรนด์หรูในมือมากมายที่สุดในโลกอยู่แล้ว
คำตอบก็คือ Hermès มีบางอย่างที่ต่อให้ทุ่มเงินลงทุนไปมหาศาล ก็ยังไม่มีใครสามารถทำตามได้ในเร็ว ๆ นี้เด็ดขาด
นั่นก็คือกระบวนการผลิตกระเป๋าทุกใบของ Hermès ถูกทำผ่านช่างฝีมือเพียงคนเดียว เป็นกระเป๋าหนึ่งใบต่อช่างหนึ่งคน ตั้งแต่ต้นจนจบ โดยใช้เวลา 15 ถึง 20 ชั่วโมง
โดยไม่ผ่านสายพานการผลิต, ไม่มีหุ่นยนต์ และไม่มีโรงงานขนาดใหญ่ให้ผลิตออกมา คราวละมาก ๆ
และเมื่อทำเสร็จแล้ว ช่างคนนั้น จะเซ็นชื่อของตัวเองลงไปในกระเป๋าใบนั้นด้วย
ทำให้กระเป๋า Birkin แต่ละใบ เหมือนกับงานศิลปะชั้นเลิศ ของช่างแต่ละคนที่แตกต่างกัน ซึ่งการทำแบบนี้ ยากจะมีใครหาญกล้าทำตามได้ หากยังไม่มีประวัติศาสตร์การทำงานของแบรนด์ ที่ยาวนานเทียบเท่าแบบนี้..
ซึ่งกว่าที่ช่างคนนั้น จะได้สิทธิ์ในการสร้าง Birkin ให้กับเรา ก็ต้องผ่านการฝึกงานกับ Hermès ก่อน นานถึง 5 ปี
แม้ว่าเรื่องนี้ เราฟังดูแล้ว อาจจะดูเป็นสิ่งที่เชื่องช้า ไม่มีประสิทธิภาพ สวนทางกับความเชื่อในตำราการทำธุรกิจ ที่เน้นการผลิตให้รวดเร็ว คราวละมาก ๆ เพื่อตีตลาดให้กระจุย
แต่ Hermès ไม่ได้มองว่า กระบวนการนี้เป็นความล่าช้าแต่อย่างใด
เพราะนั่นคือเสน่ห์ที่คอยบอกว่า กระเป๋าทุกใบที่ทำออกมา จะมีทั้งคุณภาพอันประณีต และจิตวิญญาณความทุ่มเท ผสานกับความเชี่ยวชาญ จากช่างฝีมือคนนั้น อัดแน่นอยู่เต็มที่
ผู้ที่ได้รับเลือกให้ซื้อไปสะพายใช้งาน จึงเหมือนกับได้มีงานศิลปะที่มีหัวใจอันลึกซึ้งของคนทำ แนบกายตลอดเวลา
นอกจากนี้เอง นโยบายอีกข้อ ที่ Hermès ยึดถือมาตลอด ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ก็คือการไม่ลดราคาเด็ดขาด เพราะบริษัทมองว่า นั่นจะเป็นการลดทอนคุณค่าของผลงานที่ทำออกมา
ซึ่งสื่อให้เห็นว่า งานศิลปะที่ดีจริง ๆ จะต้องมีราคาเพิ่มขึ้น ผ่านข้ามพ้นกาลเวลาได้..
และสิ่งสุดท้ายที่แปลกที่สุดอีกอย่างของ Hermès ก็คือ หากเราสังเกตให้ดี จะเห็นว่า โฆษณาของบริษัทมีอยู่น้อยมาก หากเทียบกับแบรนด์คู่แข่งอื่น ๆ
เพราะทางบริษัทเชื่อว่า สินค้าที่ดี ไม่มีความจำเป็นต้องให้ใครมาบอกว่ามันดี
และผลลัพธ์จากปรัชญาการทำธุรกิจ ที่ดูสวนกระแสความเป็นไปของโลก ทำให้เคยมีการเก็บข้อมูลแล้วพบว่า ในช่วงปี 1980 ถึง 2015
กระเป๋า Birkin กลายเป็นสินทรัพย์ ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 14% ต่อปี
หรือก็คือ คนที่ซื้อ Birkin เก็บไว้ตอนนั้น แล้วรักษาให้ดี ยังมีผลตอบแทนมากกว่าดัชนีหุ้นที่เอาชนะยากที่สุดในโลก อย่าง S&P 500 ในช่วงเวลาเดียวกันเสียอีก..
อ่านมาถึงตรงนี้ ก็เชื่อว่า เราน่าจะเข้าใจถึงเรื่องราว และแก่นในการสร้างธุรกิจให้เติบโต เหมือนกับการสร้างงานศิลปะชั้นเลิศ ผ่านแบรนด์กระเป๋าหรู อย่าง Hermès กันดีขึ้นแล้ว
189 ปีที่ผ่านมา ก็เป็นเวลาที่ยาวนานพอให้หลายสิ่งหลายอย่างในโลกนี้ ได้เปลี่ยนไปมาก
การเดินทางด้วยม้า ก็ไม่มีอีกแล้ว เพราะรถยนต์เข้ามาแทนที่ โทรศัพท์มือถือจากเมื่อก่อนต้องใช้ปุ่มกด ตอนนี้ก็เหลือแค่ไม่กี่ปุ่ม
ส่วนทางฝั่งเทรนด์แฟชั่น ก็เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พลิกไปพลิกมา เฉกเช่นเดียวกัน
แต่ Hermès กลับเป็นบริษัท ที่รักษาสิ่งหนึ่งไว้ไม่เคยเปลี่ยนไป คือการเป็นผู้เชี่ยวชาญในเครื่องหนัง ผ่านงานทำมือ ที่ใช้เวลานานเป็นวัน
นั่นก็เพราะ พวกเขาไม่เคยหลงลืมว่าพวกเขาเป็นใคร
ปรัชญาในการทำธุรกิจแบบ Hermès ไม่ใช่แค่เรื่องของกระเป๋า หรือแบรนด์หรูที่มีคนหลงรัก แต่มันคือความกล้าที่จะยอมรับความแตกต่าง ว่าตัวเองคือใคร
และกล้าที่จะปฏิเสธโลกทั้งใบ หากนั่นไม่ใช่วิถีทางที่เหมาะสมกับเราเลย
เพราะถึงที่สุดแล้ว แก่นในการทำธุรกิจแบบของบริษัทที่ชื่อ Hermès ได้สอนวิธีให้เรายืนยงอยู่บนโลกใบนี้ต่อไป อย่างไม่หวั่นเกรง
ซึ่งไม่ใช่แค่การดิ้นรนปรับตัวให้เร็วที่สุดอยู่ตลอด จนกายใจต้องอ่อนล้า เพราะกลัวถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
แต่กลับเป็น การเข้าใจแก่นความเป็นตัวของเราเอง และเลือกปรับอย่างพอดี ให้ผสานกับความเป็นไปของโลก เท่านั้นก็เพียงพอ..
#WealthTransfer
#ธุรกิจครอบครัว
#Hermès
References
-Hermès ($RMS): Outperforming the Market paying a Luxury Premium
-Hermès Stock Deep Dive | The World's Most Prestigious Luxury Brand w/ Shree Viswanathan (TIP659)
-The Luxury Strategy | Why LVMH & Hermès have Outperformed the Market w/ Christian Billinger (TIP643)
-รายงานประจำปีบริษัท Hermès ปี FY2025