
บล.ภัทร ตำนานการเฉือนคมธุรกิจ ระหว่างนักการเงินไทย กับวอลล์สตรีต
28 พ.ค. 2026
หลายคนอาจจะเคยเห็นการชิงไหวชิงพริบกันอย่างดุเดือดของนักการเงิน เพื่อยื่นข้อเสนอซื้อกิจการกันจากในซีรีส์ หรือหนังต่างประเทศ
แต่รู้ไหมว่า ในประเทศไทยเอง ก็เคยมีเหตุการณ์ชิงไหวชิงพริบกันระหว่างนักการเงินคนไทย กับนักการเงินจากวอลล์สตรีตเช่นกัน
นั่นคือ เรื่องราวการแยกตัวของบริษัทหลักทรัพย์ ภัทร ออกจากการเป็นบริษัทลูกของ Merrill Lynch ธนาคารยักษ์ใหญ่ระดับโลกจากวอลล์สตรีต
ที่จบลงด้วยการเปิดตำนานบทใหม่ของ บล.ภัทร
หากสงสัยว่าเรื่องราวของ บล.ภัทร จะเข้มข้น และน่าติดตามแค่ไหน ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
ชื่อของ บล.ภัทร อาจจะไม่ใช่สถาบันการเงินที่คุ้นหูคนทั่วไปเท่าไรนัก เพราะบริษัทนี้แทบไม่ได้ทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับคนทั่วไปเลย
โดยในช่วงที่เกิดเหตุการณ์นี้ บล.ภัทร ทำธุรกิจหลัก ๆ อยู่ 3 อย่าง คือ
1. ธุรกิจโบรกเกอร์
รู้ไหมว่า บล.ภัทร คือเบอร์ 1 ในวงการธุรกิจโบรกเกอร์ในไทย ที่กินส่วนแบ่งมูลค่าซื้อขายในตลาดหุ้นไทยมากที่สุดมาตั้งแต่ปี 2535 จวบจนถึงปัจจุบัน
จากโมเดลธุรกิจที่คิดสวนทางกับโบรกเกอร์รายอื่น ๆ เพราะแทนที่ บล.ภัทร จะให้นักลงทุนรายย่อยมาเปิดบัญชีกับบริษัท
แต่บริษัทกลับเน้นหาลูกค้าที่เป็นนักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนรายใหญ่เท่านั้น ซึ่งข้อดีของลูกค้ากลุ่มนี้คือ มีมูลค่าการซื้อขายที่สูงมาก
2. ธุรกิจวาณิชธนกิจ
ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้กับบริษัทที่ต้องการ IPO เข้าตลาดหุ้น รวมทั้งการซื้อ และควบรวมกิจการ (M&A) ด้วย
โดยบริษัทที่ บล.ภัทร พาเข้าตลาดหุ้นนั้น ต่างก็เป็นบริษัทใหญ่ ๆ ที่ปัจจุบันมีมูลค่าบริษัทหลักแสนล้าน ไปจนถึงหลักล้านล้านบาท เช่น PTT, AOT, CPALL และ CRC
ส่วนดีลการทำ M&A ที่โด่งดังก็คือ การควบรวมกิจการระหว่าง กลุ่มโรงพยาบาลพญาไท และกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ จนเกิดเป็นเครือ BDMS เครือข่ายโรงพยาบาลที่ใหญ่อันดับต้น ๆ ของโลก
3. ธุรกิจบริหารความมั่งคั่งส่วนบุคคล หรือธุรกิจ Private Wealth
เป็นธุรกิจบริหารความมั่งคั่งให้กับเศรษฐี โดยในสมัยนั้นธุรกิจนี้ยังเป็นธุรกิจใหม่อยู่
ทีนี้เรื่องราวทั้งหมดนั้น เริ่มในช่วงวิกฤติการเงินปี 40
ตอนนั้น ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ นักเศรษฐศาสตร์ของบล.ภัทร ได้วิเคราะห์ไว้อย่างแม่นยำว่า ประเทศไทยจะต้องเผชิญกับวิกฤติการเงินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่ถึงแม้ บล.ภัทร จะรู้ล่วงหน้า ก็ยังได้รับแรงกระแทกที่ค่อนข้างหนัก จากวิกฤตินี้อยู่ดี
จากการที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ภัทรธนกิจ ซึ่งเป็นบริษัทแม่ มีความเสี่ยงที่จะล้มละลาย จึงต้องขายบริษัทลูกอย่าง บล.ภัทร ออกไปเพื่อหาเงินใช้หนี้
โดย บล.ภัทร ถูกขายให้กับธนาคารจากวอลล์สตรีตอย่าง Merrill Lynch ถือครองหุ้นในสัดส่วน 51% และธนาคารกสิกรไทย ที่ถือครองหุ้นอีก 49% ที่เหลือ
ในครั้งนั้นบริษัทแม่อย่างภัทรธนกิจ ได้เงินจากการขายภัทรไปมากกว่า 5,200 ล้านบาท
พอมาปี 2546 ทางธนาคาร Merrill Lynch ต้องการปรับกลยุทธ์ด้วยการลดการทำธุรกิจในประเทศไทยลง เลยวางแผนจะยุบฝ่ายบริหารความมั่งคั่งส่วนบุคคล หรือธุรกิจ Private Wealth ออกไป
อย่างไรก็ตามผู้บริหารของบล.ภัทร ที่นำโดยคุณบรรยง พงษ์พานิช กลับไม่เห็นด้วย เพราะมองว่าธุรกิจหลักทรัพย์ในไทยยังเติบโตได้อีกมาก
ด้วยความคิดที่ขัดแย้งกับบริษัทแม่จากวอลล์สตรีต ประกอบกับก่อนหน้านี้คุณบรรยงไปเสนอขายธุรกิจ Private Wealth ให้ธนาคารอื่น แต่ไม่มีใครสนใจ เพราะยังเป็นธุรกิจใหม่ในไทย
ทำให้คุณบรรยง เริ่มมีความคิดที่จะซื้อ บล.ภัทร มาบริหารเอง
การที่ผู้บริหารของบริษัทตัดสินใจซื้อบริษัทจากเจ้าของเดิม เพื่อมาบริหารธุรกิจเอง ในทางการเงิน เรียกว่า การทำ Management Buyout หรือ MBO
ซึ่งผู้บริหารมักจะมีการรวมตัวกันเพื่อรวบรวมทุน และในหลายกรณีก็มักจะมีการกู้ยืมเงินจากธนาคารเพื่อมาซื้อกิจการด้วย
แต่ปัญหาก็คือ ถ้าคุณบรรยง เดินดุ่ม ๆ เข้าไปคุยกับผู้บริหาร Merrill Lynch ว่าเขาอยากซื้อ บล.ภัทร มาบริหารเอง
ก็คงจะโดนทาง Merrill Lynch โขกสับ ตั้งราคาขายกิจการแพง ๆ แน่นอน
คุณบรรยงรู้ดีว่าหัวใจสำคัญของการเจรจาต่อรองคือ ฝ่ายที่เสนอข้อตกลงก่อน มักจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เขาจึงต้องเก็บซ่อนความตั้งใจของตัวเองไว้
ดังนั้นแทนที่จะนัดคุยกับผู้บริหาร Merrill Lynch เพื่อติดต่อขอซื้อกิจการ เขากลับบอกผู้บริหาร Merrill Lynch ว่า Merrill Lynch ไม่ควรทำแค่ยุบธุรกิจ Private Wealth ออกไปเท่านั้น แต่ควรลดขนาดองค์กรที่เหลือด้วย
ซึ่งคำแนะนำนี้ ก็ถือว่าเป็นคำแนะนำที่สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ของ Merrill Lynch เองที่อยากลดขนาดการทำธุรกิจในไทยอยู่แล้ว
แถมคุณบรรยง ยังพูดปิดท้ายด้วยว่า ตัวเขาจะอาสาลาออกเองด้วย หากมีการลดขนาดองค์กร เพื่อแสดงให้ทาง Merrill Lynch เห็นว่าตัวคุณบรรยงเอง ไม่ได้ยึดติดกับตัวบริษัท
สาเหตุที่คุณบรรยง กล้าให้คำแนะนำที่สวนทางกับความต้องการของตัวเองแบบนี้ แม้คุณบรรยง จะไม่เคยอธิบายสาเหตุด้วยตัวเอง
แต่เมื่อดูจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เราอาจจะพออนุมานได้ว่าคุณบรรยงคาดการณ์ไว้แล้วว่า ทาง Merrill Lynch ตั้งใจจะเก็บธุรกิจโบรกเกอร์ และวาณิชธนกิจไว้อยู่แล้ว
และก็คงไม่เลือกที่จะทำตามคำแนะนำของคุณบรรยงอย่างแน่นอน
เพราะการที่ Merrill Lynch มีกลยุทธ์ที่จะลดบทบาทการทำธุรกิจในไทย แต่กลับไม่ยอมลดขนาดธุรกิจโบรกเกอร์ และวาณิชธนกิจลง แล้วเลือกจะยุบเฉพาะธุรกิจ Private Wealth
ก็แปลว่าทาง Merrill Lynch มองว่า 2 ธุรกิจนี้เป็นบ่อเงินบ่อทองของบริษัท
สุดท้ายแล้วทาง Merrill Lynch ก็ได้คำตอบเดียวกับที่คุณบรรยง คิดเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว
หลังจากการพบกันในครั้งนั้น ผู้บริหาร Merrill Lynch โทรกลับมาหาคุณบรรยง พร้อมยื่นข้อเสนอให้คุณบรรยงทำ MBO ซื้อ บล.ภัทร ไปทำเอง
โดยทาง Merrill Lynch จะทำสัญญาเป็นหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์ในธุรกิจโบรกเกอร์ในไทยกับทาง บล.ภัทร แต่เพียงผู้เดียว
เมื่อทุกอย่างเริ่มเป็นไปในทางที่คุณบรรยงคิดไว้ คุณบรรยงเลยขอเวลาตัดสินใจ 2 วัน เพื่อวางแผนยื่นข้อเสนอที่ดีที่สุดกลับไป
เมื่อถึงกำหนดเวลา ทางคุณบรรยง เลยยื่นข้อเสนอกลับไปว่า ขอซื้อ บล.ภัทร ในมูลค่าที่เท่ากับส่วนของผู้ถือหุ้น หรือ Book Value เท่านั้น
แต่ทาง Merrill Lynch ไม่ยอม เพราะอยากเสนอขายในราคาที่บวกพรีเมียมเข้าไปด้วย
ทางคุณบรรยง เลยให้เหตุผลว่า พรีเมียมของธุรกิจการเงิน ก็คือความเชี่ยวชาญของนักการเงินในบริษัทเอง ในเมื่อผู้ซื้อเป็นผู้บริหารของบริษัทเอง ก็ไม่ควรจะจ่ายเงินซื้อค่าตัวของตัวเอง
อีกทั้งคุณบรรยง ยังยื่นคำขาดอีกครั้งว่า หากไม่ตกลงกันที่ราคา Book Value คุณบรรยงจะเดินออกจากดีลนี้
อย่างที่กล่าวไปตอนต้นว่า คุณบรรยงได้ลองนำธุรกิจ Private Wealth ไปตระเวนขายให้ธนาคารอื่น ๆ แล้ว ปรากฏว่าไม่มีใครซื้อ
แปลว่าทาง Merrill Lynch ตอนนี้มีแค่ 2 ทางเลือกเท่านั้น คือ
1. ยุบฝ่าย Private Wealth ไปแบบไม่ได้อะไร แถมอาจจะมีค่าใช้จ่ายก้อนโตจากการจ่ายค่าชดเชยในการเลิกจ้างพนักงานจำนวนมากอีกด้วย
หรือ 2. ยอมขายธุรกิจให้กับคุณบรรยง และทีมผู้บริหารคนอื่น ๆ เพื่อที่อย่างน้อยจะได้เงินคืนมาบางส่วน และไม่ต้องสำรองค่าใช้จ่ายก้อนโตจากการเลิกจ้าง
ไม่นานทาง Merrill Lynch ก็ตอบตกลงยอมขาย บล.ภัทร ให้คุณบรรยง และทีมผู้บริหารคนอื่น ๆ ในราคา Book Value
ในขณะเดียวกันทางธนาคารกสิกรไทย ก็ยินดีที่จะขายในราคานี้ด้วย
รวมกันแล้วทางคุณบรรยงต้องใช้เงินมาทำ MBO ทั้งหมด 950 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินลงทุนส่วนตัวของกลุ่มผู้บริหารและพนักงานกว่า 40 คน รวมไปถึงนักลงทุนภายนอก จำนวน 500 ล้านบาท
อีก 450 ล้านบาท เป็นเงินจากการกู้ยืมธนาคาร
โดยคุณบรรยง และกลุ่มผู้บริหารได้ร่วมกันจัดตั้งบริษัทขึ้นมา 2 แห่ง เพื่อใช้ในการกู้ยืมเงินจากธนาคาร คือ บริษัท รวมพลภัทร (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท RPIC ซึ่งจดทะเบียนอยู่ต่างประเทศ
และใช้บริษัททั้ง 2 แห่ง เป็น Holding Company ถือหุ้นแทนผู้บริหารแต่ละคน
ข้อดีของการจัดโครงสร้างหุ้นแบบนี้ ก็เพื่อไม่ให้การถือหุ้นเป็นการถือหุ้นแบบเบี้ยหัวแตก
เพราะการทำ MBO ผู้บริหารแต่ละรายมักจะถือหุ้นในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน ในสัดส่วนที่ไม่สูงมาก เพราะมีคนร่วมลงขันกันถึง 40 คน
การปล่อยให้แต่ละคนถือหุ้นในนามตัวเอง ก็อาจจะทำให้มีโอกาสถูกซื้อกิจการแบบไม่เป็นมิตรได้ง่าย จึงต้องมีการรวมหุ้นไว้ใน 2 บริษัท
หลังจากซื้อมาบริหารเองได้เพียง 6 เดือน บล.ภัทร ก็มีการจ่ายปันผลออกมาให้ผู้ถือหุ้น จากนั้น Holding ทั้ง 2 แห่งจึงสามารถนำเงินไปใช้คืนหนี้ได้อย่างรวดเร็ว
ปัจจุบันธุรกิจ Private Wealth ของบล.ภัทร ที่เคยเกือบโดน Merrill Lynch ยุบกิจการ ตอนนี้มีสินทรัพย์ภายใต้การดูแลมากกว่า 966,000 ล้านบาทแล้ว
ส่วนเงินลงทุนของกลุ่มผู้บริหารและพนักงานที่ร่วมกันลงขันซื้อกิจการกลับมาบริหาร ตอนนี้ได้เติบโตจาก 500 ล้านบาท จนมีมูลค่าถึง 10,000 ล้านบาทแล้ว
นี่คือเรื่องราวของดีลการทำ MBO ที่ประสบความสำเร็จเคสหนึ่งของไทย
และเป็นไม่กี่ครั้งที่เราจะได้เห็นนักการเงินไทย ทำดีลต่อรองกับนักการเงินจากวอลล์สตรีต จนสามารถซื้อกิจการที่เคยขายออกไป 5,200 ล้านบาท ในราคาเพียง 950 ล้านบาท และปั้นธุรกิจจนเงินลงทุนเติบโตถึง 10,000 ล้านบาทได้สำเร็จ
โดยปัจจุบัน บล.ภัทร เปลี่ยนชื่อเป็น บล.เกียรตินาคินภัทร จากการควบรวมกิจการกลายเป็นส่วนหนึ่งของ KKP
ได้สร้างผลงานมากมาย กลายเป็นตำนานของอุตสาหกรรมการเงินของไทยมาจนถึงทุกวันนี้..
#WealthCreation
#ธุรกิจไทย
#KKP
References
- รายงานประจำปี 2568 ของธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน)