
ตลาดหุ้นสิงคโปร์ ไม่ได้ใหญ่กว่า ตลาดหุ้นไทยมาก แต่ทำไมโลกนี้ถึงขาดไม่ได้
22 มิ.ย. 2026
มีตลาดหุ้นแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่บนเกาะเล็ก ๆ ขนาดใหญ่กว่าจังหวัดภูเก็ตของประเทศไทยเพียงเล็กน้อย
โดยบริษัทจดทะเบียนก็มีอยู่แค่ประมาณ 600 บริษัท แถมจำนวนหุ้นกว่า 2 ใน 3 ก็ยังมีราคาซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีของตัวเองเสียอีก
ฟังดูแล้ว ตลาดที่ว่ามานี้ ก็น่าจะไม่ได้มีความสลักสำคัญ หรือน่าสนใจอะไรสักเท่าไรนัก เพราะคงจะมีแต่หุ้นโตช้า พื้นฐานธรรมดา ๆ จดทะเบียนอยู่เต็มไปหมด จนไม่มีใครสนใจอยากจะมาลงทุน
แถมขนาดก็ไม่ได้ใหญ่ไปกว่าตลาดหุ้นไทยมาก ด้วยมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ประมาณ 28 ล้านล้านบาท ส่วนตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 20 ล้านล้านบาท
แม้เรื่องนี้จะมีส่วนจริงอยู่บ้าง แต่ก็เป็นเพียงด้านหนึ่งของเหรียญเท่านั้น..
เพราะความคึกคักของตลาดหุ้นนี้ ไม่ได้มาจากนักลงทุนรายย่อย แต่คือบรรดาบริษัทการเงินยักษ์ใหญ่ระดับโลก รวมถึงกองทุนบำเหน็จบำนาญจากทั่วทุกมุมโลก
ที่ต้องมาใช้บริการอยู่แทบทุกวัน เพื่อกำหนดกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงพอร์ตการลงทุนฝั่งเอเชียทั้งหมด
เพราะที่นี่เป็นสถานที่เดียวในโลก ที่มีความพรั่งพร้อม ประกอบกับมาตรฐานระดับชั้นนำไม่แพ้ใคร
เรากำลังพูดกันถึง Singapore Exchange หรือ SGX ที่เป็นเจ้าของทั้งตลาดหุ้นของประเทศสิงคโปร์ และตลาดการซื้อขายอนุพันธ์ ที่สำคัญเทียบชั้นระดับโลก
หากสงสัยว่า แล้ว SGX ทำอย่างไร จึงได้เปลี่ยนตัวเองจากบริษัทที่เริ่มต้นบนเกาะเล็ก ๆ กลายมาเป็นอีกหนึ่งตลาดการเงินการลงทุนสำคัญ จนโลกนี้ขาดไปไม่ได้แบบนี้ ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า กลยุทธ์หลักของ SGX ไม่ใช่การแข่งขันในเกมเดียวกันกับตลาดหุ้นที่เราเห็นอยู่ทั่วไป เช่น ตลาดหุ้นไทยอย่าง SET หรือตลาดที่ใหญ่ระดับโลกอย่าง NYSE และ NASDAQ
เพราะตลาดเหล่านี้ มักจะแข่งขันกันที่การดึงดูดบริษัทชื่อดังให้มาจดทะเบียน และพยายามผลักดันให้มีมูลค่าการซื้อขายต่อวันให้มากที่สุด
เพราะสิ่งที่ SGX เลือกทำนั้น แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงหลักคิดในการสอดแทรกตัวเอง ให้ไปยืนอยู่เป็นส่วนหนึ่งในแถวหน้าของโลกนี้ สไตล์สิงคโปร์
ด้วยการทำให้ตัวเองเป็นเหมือน สนามบินชางงี ที่เป็น Hub การบินของโลก ที่ใครจะผ่านไปไหนก็ต้องแวะมาใช้ แม้สิงคโปร์เอง จะไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวระดับโลกก็ตาม
SGX เอง ก็เลือกเส้นทางแบบเดียวกันนี้เหมือนกันเป๊ะ แต่เป็นในด้านโลกการเงิน
โดยเริ่มจากการสร้างตัวเองให้เป็นตลาดกลางสำคัญ ที่บรรดานักลงทุนทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นฝั่งรายย่อย หรือฝั่งสถาบันขนาดใหญ่ ต้องมาเลือกใช้บริการ หากอยากจะซื้อขายสัญญาป้องกันความเสี่ยงในการลงทุน
ซึ่งวิสัยทัศน์นี้ เริ่มต้นตั้งแต่ปี 1984 สมัยเพิ่งเริ่มต้นก่อตั้งประเทศมาได้แค่ 19 ปี
ในยุคนั้น โลกการเงินยังมีช่องว่างทางเวลาเหลืออยู่ คือแค่ระหว่างหลังตลาดฝั่งอเมริกาปิดทำการ และตลาดฝั่งยุโรปยังไม่เปิด
เวลาที่เหลืออยู่อีกไม่กี่ชั่วโมงนี้ นักลงทุนสถาบันทั่วโลก ที่ต้องการซื้อสัญญาอนุพันธ์ เพื่อบริหารความเสี่ยงพอร์ตการลงทุน จะไม่มีทางเลือกในการลงทุนเหลือเลย
รัฐบาลสิงคโปร์ภายใต้การนำของมหาบุรุษนามว่าลี กวน ยู เห็นโอกาสที่ยังไม่มีใครครอบครองนี้ จึงได้ทำสิ่งที่กล้าหาญ คือกระโดดเข้าไปคว้าเอามา
ถึงแม้ว่าในตอนนั้น สิงคโปร์ที่เพิ่งเริ่มก่อตั้งประเทศมาได้ไม่นาน และยังไม่ได้มีปัจจัยความพรั่งพร้อมสักเท่าไรนัก
ด้วยการก่อตั้ง SIMEX หรือ Singapore International Monetary Exchange ซึ่งทำหน้าที่เป็นตลาดอนุพันธ์ทางการเงิน ที่ช่วยให้นักลงทุนสถาบันสามารถซื้อขาย และบริหารความเสี่ยงข้ามเขตเวลา ได้ต่อเนื่องมากขึ้น
พร้อมกับจับมือเป็นพันธมิตรกับบริษัท CME ซึ่งเป็นเจ้าของตลาดซื้อขายอนุพันธ์ใหญ่สุดในโลกจากสหรัฐฯ เพื่อสร้างระบบให้สิงคโปร์กลายเป็นส่วนหนึ่งในตลาดซื้อขายอนุพันธ์ ที่สำคัญระดับโลกได้
ผลจากการจับมือครั้งนี้ เกิดเป็นระบบที่เรียกว่า Mutual Offset System ซึ่งในประวัติศาสตร์ของวงการอนุพันธ์ ถือว่าเป็นหนึ่งในการเชื่อมต่อตลาด ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดครั้งหนึ่งเลย
เพราะจะทำให้สัญญาที่นักลงทุนซื้อไว้ ผ่านตลาดอนุพันธ์ที่ชิคาโก ตอนที่ตลาดฝั่งอเมริกายังเปิดทำการอยู่
เมื่อตลาดฝั่งอเมริกาปิดไปแล้ว นักลงทุนก็สามารถย้ายมาใช้บริการผ่านตลาดของสิงคโปร์ได้ทันทีเลย ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสัญญาเพิ่ม หรือจะขายสัญญาออกไปก็ตาม
หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ การที่สิงคโปร์เข้าไปสอดแทรกในช่วงเวลาที่เหลืออยู่นี้ ทำให้ตลาดการเงินของทั้งโลก จะเชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์ แบบไร้รอยต่อ..
และแล้วในปี 1986 ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญ ต่อการเปิดประตูให้กับตลาดการลงทุนฝั่งเอเชียก็มาถึง
เมื่อ SIMEX ได้เปิดตัว Nikkei 225 Futures ซึ่งเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ที่อิงกับดัชนีหุ้นสำคัญของตลาดโตเกียว โดยนับเป็นสัญญาแบบนี้ตัวแรก ที่เกิดขึ้นในเอเชีย
ความสำคัญของผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ ช่วยให้บรรดากองทุนทั่วโลก ที่ลงทุนอยู่ในญี่ปุ่น สามารถซื้อหาสัญญา เพื่อใช้ป้องกันความเสี่ยง ได้สะดวกยิ่งขึ้น
ซึ่งหากเป็นก่อนหน้านี้ สมมติว่ากองทุนจากอเมริกา ที่ถือหุ้นญี่ปุ่นจำนวนมาก แล้วต้องการซื้อสัญญาป้องกันความเสี่ยงในช่วงกลางคืน จะไม่สามารถทำได้เลย เพราะตลาดหุ้นของญี่ปุ่นปิดไปแล้ว
อีกทั้งฝั่งตลาดอเมริกา ก็ไม่มีเครื่องมือพร้อมสำหรับการลงทุนในหุ้นญี่ปุ่นอีกด้วย
ตรงนี้เอง เมื่อมี Nikkei 225 Futures ทุกอย่างจึงเปลี่ยนไป เพราะนักลงทุนทั่วโลกสามารถหันมาใช้บริการผ่านตลาดของสิงคโปร์ ที่เตรียมสิ่งอำนวยความสะดวก ไว้ให้พร้อมอยู่แล้ว
ด้วยกลยุทธ์ในการสร้างสรรค์ธุรกิจ ผ่านมุมมองที่แปลกใหม่ และการขยันหาโอกาสไม่หยุดหย่อนนี้เอง ทำให้ SIMEX เติบโตเคียงคู่กับระบบการเงินของทั้งโลกอย่างต่อเนื่อง
จนถึงปี 1999 ก็ได้ทำการควบรวมกับธุรกิจ Stock Exchange of Singapore หรือตลาดหุ้นหลักของประเทศ กลายมาเป็นบริษัทเดียวคือ Singapore Exchange หรือเรียกย่อ ๆ ว่า SGX
ซึ่งปัจจุบัน SGX ได้รวมทั้งฝั่งตลาดหุ้นในประเทศ ที่ใช้ระดมทุนให้กับบริษัทต่าง ๆ ไม่จำกัดแค่บริษัทในสิงคโปร์เท่านั้น และตลาดอนุพันธ์ ที่นักลงทุนทั่วโลกต้องมาใช้บริการ ไว้ภายในบริษัทเดียวกัน
หลังการควบรวมเป็น SGX บริษัทก็ยังไม่ได้หยุดความสำเร็จเอาไว้แค่นั้น แต่ยังพยายามเดินหน้าขยายเข้าไปสู่ตลาดใหม่ ๆ อย่างเช่น ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์
ปี 2009 SGX ได้เปิดตัว Iron Ore Futures หรือสัญญาซื้อขายแร่เหล็กล่วงหน้า เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการ ใช้ตลาดนี้ในการวางแผนควบคุมต้นทุนการผลิต ให้รัดกุมยิ่งขึ้น
เครื่องมือนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะหากสมมติว่าเราเป็นเจ้าของโรงงานเหล็ก ที่ต้องสั่งซื้อแร่เหล็กจากต่างประเทศ ล่วงหน้าไว้ก่อนหลายเดือน
ถ้าไม่มีเครื่องมือนี้ เมื่อมีเหตุการณ์ทำให้ราคาแร่เหล็กในตลาดโลกเกิดพุ่งสูงขึ้นมา ต้นทุนของเราก็อาจจะบานปลาย จนส่งผลเสียต่อธุรกิจอย่างมหาศาล
แต่เมื่อมี Iron Ore Futures เราจะสามารถซื้อสัญญาล็อกราคาเหล็กล่วงหน้า เพื่อป้องกันความเสี่ยงเอาไว้ก่อนได้เลย
แม้จะเริ่มต้นผลิตภัณฑ์ใหม่นี้มาได้ไม่กี่ปี แต่ก็ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว เพราะได้เปลี่ยนให้ SGX กลายเป็นตลาดอ้างอิงสำคัญของสัญญาประเภทนี้ในระดับโลก
และยิ่งดึงดูดให้บรรดาผู้ประกอบการ ไปจนถึงเหล่าเทรดเดอร์ เข้ามาใช้บริการตลาดนี้มากขึ้น
เกิดเป็นวงจรแห่งความรุ่งเรือง ที่ยิ่งมีคนมาใช้มากขึ้น ก็ยิ่งมีสภาพคล่องสูงขึ้น และพอสภาพคล่องสูงขึ้น ก็ยิ่งดึงดูดให้มีคนเข้ามาในระบบ มากยิ่งขึ้นไปอีก
จนทำให้ในปี 2024 ปริมาณการซื้อขายสัญญา Iron Ore Futures ของ SGX สูงถึง 5,800 ล้านเมตริกตัน มากกว่าปริมาณแร่เหล็กที่ขุดขึ้นมาได้บนโลกนี้จริง ๆ ถึง 2 เท่า..
และนอกจากนี้ หากมองย้อนดู ก็จะเห็นว่า กระบวนการมองหาโอกาส แล้วเข้าไปบุกเบิกก่อนคนอื่น ก็เป็นสิ่งที่ SGX ทำซ้ำเสมอด้วย เช่น
การได้เปิดตัว FTSE China A50 Index Futures ในปี 2006 ซึ่งเป็นการเปิดประตูให้นักลงทุนต่างชาติ สามารถเข้าถึงหุ้นจีนได้
ผ่านการลงทุนในสัญญาที่อ้างอิงกับหุ้นชั้นนำของจีน 50 ตัว โดยไม่ต้องไปเปิดบัญชีที่ตลาดจีนโดยตรง
เพราะสำหรับกองทุนส่วนใหญ่ทั่วโลกในเวลานั้นแล้ว การจะเข้าถึงหุ้นจีน ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย จากข้อจำกัดที่มีอยู่มากมาย เช่น การควบคุมเงินทุนต่างชาติที่เข้มงวด
SGX จึงได้ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมสำคัญอีกครั้งหนึ่ง จนส่งผลมาถึงปัจจุบัน ที่สัญญาตัวนี้ ก็ยังเป็นสัญญาซื้อขายหุ้นนอกประเทศจีน ที่มีสภาพคล่องสูงที่สุดในโลก
แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุด ที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ก็คือหลังปี 2020 ด้วยความไม่แน่นอนทางการเมืองและกฎระเบียบในฮ่องกง
ทำให้นักลงทุนสถาบันจำนวนไม่น้อย หันมาให้ความสำคัญกับสิงคโปร์มากขึ้น ในฐานะศูนย์กลางการเงินที่มีเสถียรภาพสูง และมีกฎระเบียบชัดเจนแทน
ผลจากเรื่องนี้ ช่วยยกระดับให้สิงคโปร์ ก้าวมาเป็นตลาดซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยน อันดับ 3 ของโลก รองจากแค่ลอนดอนและนิวยอร์กเท่านั้น
ซึ่งก็ส่งผลสืบเนื่องให้ SGX ได้ประโยชน์ กลายเป็นตลาดซื้อขายอนุพันธ์ ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในโลก
อ่านมาถึงตรงนี้ เราก็น่าจะเข้าใจกันดีขึ้นแล้วว่า ทำไมประเทศที่เป็นเกาะเล็ก ๆ ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิงคโปร์ ถึงสามารถผลักดันตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบ จนสร้างตลาดการเงินที่สำคัญระดับโลกได้แบบนี้
จะว่าไปแล้ว หากเราลองมีโอกาสได้ศึกษาประวัติศาสตร์ตำนานการสร้างชาติของสิงคโปร์ดู ก็คงจะเห็นปรัชญาที่ลึกซึ้ง ที่ทั้งผู้นำและคนสิงคโปร์ทำมาตลอดอยู่เหมือนกัน
นั่นก็คือ ประเทศนี้มักจะไม่เลือกพยายามไปแข่งขันในเกมที่คนอื่นได้เปรียบ และตัวเองเสียเปรียบเลย
แต่จะพลิกมุมมอง หาช่องว่าง และใช้โอกาสที่เห็นอยู่นั้นให้เป็นประโยชน์ จนสร้างที่ยืนของตัวเอง ในระดับโลกได้เสมอ
เฉกเช่นเดียวกับ กรณีของตลาดอย่าง SGX ที่เริ่มต้นจากนโยบายสำคัญระดับชาติ ที่เลือกไปคว้าเวลาสำคัญในโลกการเงินที่เหลืออยู่มาครองไว้
และ SGX ก็ค่อย ๆ ต่อยอดจากจุดนั้น ผสานกันอย่างลงตัว จากปัจจัยภายนอกและภายใน ด้วยการเพิ่มผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ ที่รู้ว่าจะต้องมีคนทั้งโลกเข้ามาใช้บริการไม่ขาดสาย
ลู่ทางที่มองเห็น พร้อมกับวิธีการถูกต้อง ที่ทำซ้ำ ๆ มานานหลาย 10 ปี วันนี้เราจึงได้เห็น ภาพของตลาด SGX ที่ตั้งอยู่บนเกาะเล็ก ๆ ที่ชื่อสิงคโปร์
กลายมาเป็นตลาดการเงินที่โลกนี้ขาดไปไม่ได้ สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าตลาดชื่อดังอื่น ๆ ทั่วโลกนั่นเอง..
#WealthCreation
#ธุรกิจต่างประเทศ
#SGX
References
-SIMEX Stories from Within
-SGX Founding Futures - Documentary
-Singapore Exchange Limited Financial Results For the Financial Year Ended 30 June 2024