ถอดวิธีคิดคุณหมอเติ้ล อภิรุจ ปั้นอาณาจักรธุรกิจอย่างไร ให้รายได้ All Time High กลางสมรภูมิ Red Ocean

ถอดวิธีคิดคุณหมอเติ้ล อภิรุจ ปั้นอาณาจักรธุรกิจอย่างไร ให้รายได้ All Time High กลางสมรภูมิ Red Ocean

19 มิ.ย. 2026
ในสมรภูมิธุรกิจปราบเซียน อย่างความงามและร้านอาหาร แค่ทำให้แบรนด์อยู่รอดได้ก็ถือว่ายากแล้ว
เพราะนี่คือตลาดที่มีผู้เล่นหน้าใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา ทำให้ต้องแข่งกันทั้งราคา โปรโมชัน และความเชื่อมั่นของแบรนด์ ใครปรับตัวช้า หรือรักษาฐานลูกค้าไม่ได้ ก็อาจต้องล้มหายตายจากไปอย่างรวดเร็ว
แต่ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดนี้ กลับมีผู้บริหารคนหนึ่งที่ไม่ได้แค่พาธุรกิจให้รอด แต่ยังสามารถปั้นหลายธุรกิจให้รุ่งพร้อมกันได้ ทั้งคลินิกความงาม ศูนย์ศัลยกรรม และร้านอาหาร จนสร้างผลประกอบการระดับ All Time High
เรากำลังพูดถึง คุณหมอเติ้ล นพ.อภิรุจ ทองวัฒน์ (ว.35438) ผู้บริหารที่หลายคนคุ้นชื่อในฐานะ Group CEO ของกลุ่มบริษัท THE KLINIQUE
ที่น่าสนใจคือ วันนี้บทบาทของคุณหมอเติ้ลไม่ได้หยุดอยู่แค่การบริหารธุรกิจความงามและศัลยกรรม ภายใต้กลุ่มบริษัท THE KLINIQUE เท่านั้น แต่ยังนำสมการความสำเร็จไปปลุกปั้นธุรกิจร้านอาหาร ให้เติบโตควบคู่กันในอีกสมรภูมิหนึ่งได้อย่างน่าจับตามอง
คำถามคือ ท่ามกลางสมรภูมิปราบเซียนเหล่านี้ คุณหมอเติ้ลมีวิธีคิดและกลยุทธ์การบริหารธุรกิจอย่างไร ถึงสามารถปั้นหลายธุรกิจให้เติบโตได้พร้อมกัน ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
หากเรากางแผนผังอาณาจักรธุรกิจภายใต้การบริหารของนพ.อภิรุจ ทองวัฒน์ หรือคุณหมอเติ้ล จะเห็นว่า ปัจจุบันธุรกิจในมือของคุณหมอไม่ได้จำกัดอยู่แค่คลินิกความงาม แต่ขยายออกไปเป็นอาณาจักรธุรกิจ ที่มีรายได้รวมกว่าปีละ 4,000 ล้านบาท
โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 เสาหลัก ได้แก่
1. กลุ่มธุรกิจคลินิกความงาม
2. กลุ่มธุรกิจศูนย์ศัลยกรรม
3. กลุ่มธุรกิจร้านอาหาร
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ทั้งสามธุรกิจนี้ ล้วนอยู่ในตลาดที่แข่งขันกันสูง แต่คุณหมอเติ้ลกลับสามารถบริหารให้ทุกธุรกิจเติบโตและประสบความสำเร็จได้อย่างโดดเด่น
เรามาเจาะลึกความสำเร็จกันทีละธุรกิจ..
เริ่มจากกลุ่มธุรกิจคลินิกความงาม กลยุทธ์สำคัญที่อยู่เบื้องหลังการเติบโตอย่างยั่งยืน คือการขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้แนวคิด “Growth Ecosystem”
แนวคิดนี้เกิดจากวิสัยทัศน์ของคุณหมอเติ้ลที่มองว่า การปั้นธุรกิจความงามให้เติบโตในระยะยาว ไม่ใช่การพึ่งพาโปรโมชันหรือการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ ที่สามารถเชื่อมโยงและดูแลลูกค้าได้ครอบคลุมในทุกช่วงของชีวิต
หัวใจสำคัญของแนวคิดนี้คือกลยุทธ์ Multi-Brand หรือการวางจุดยืนของแต่ละแบรนด์ให้ชัดเจน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม ไล่ตั้งแต่
- Acne Labs เน้นรักษาผิวหนังและสิวโดยเฉพาะ
- L’CLINIC เจาะกลุ่มวัยรุ่นไปจนถึงวัยเริ่มทำงาน
- L.A.B.X เจาะกลุ่มลูกค้าวัยทำงาน เข้าถึงความต้องการตามไลฟ์สไตล์
- THE KLINIQUE แบรนด์เรือธงที่จับตลาดกลุ่ม High-End
- KLINIQ WELLNESS SPA แบรนด์ที่ทำให้มิติของเวลเนสมีความสมบูรณ์ เพื่อการดูแลสุขภาพกาย ใจ และไลฟ์สไตล์อย่างสมดุล
เบื้องหลังการแยกแบรนด์ในลักษณะนี้เกิดจากการที่คุณหมอเติ้ลไม่ได้มองตลาดความงามเป็นแค่เรื่องของผิวพรรณ แต่มองทะลุไปถึงอินไซต์ของผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองว่าการดูแลตัวเองคือ การลงทุนกับตัวเอง ทั้งในมิติของสุขภาพ ความมั่นใจ และไลฟ์สไตล์
เมื่อความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่มแตกต่างกัน การใช้แบรนด์เดียวเพื่อตอบโจทย์ทุกคนจึงไม่ใช่คำตอบ แต่การมีหลายแบรนด์ที่ตอบโจทย์เฉพาะกลุ่มต่างหากที่ช่วยให้บริษัทขยายฐานลูกค้าได้กว้างขึ้น และเข้าใจลูกค้าได้ลึกมากขึ้น
ที่สำคัญคือ กลยุทธ์นี้ยังช่วยรองรับลูกค้าในทุกช่วงวัย ทำให้เมื่อลูกค้าโตขึ้น มีความต้องการที่ซับซ้อนขึ้น หรือมีกำลังซื้อสูงขึ้น พวกเขาก็สามารถขยับไปใช้บริการข้ามแบรนด์ที่ระดับสูงขึ้นได้ โดยที่ยังคงอยู่ภายใน Ecosystem ของบริษัท
ขณะเดียวกัน ฐานลูกค้าจำนวนมากยังทำให้บริษัทมีข้อมูลมากพอที่สามารถนำไปวิเคราะห์ต่อ เพื่อออกแบบและนำเสนอบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละกลุ่มได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
นอกจากการใช้ข้อมูลในการพัฒนาบริการแล้ว บริษัทก็ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานของแบรนด์อย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านบุคลากร เทคโนโลยี และการสร้างแบรนด์ เพื่อรักษาคุณภาพการให้บริการสูงสุด
ทั้งหมดนี้ทำให้บริษัทไม่ได้สร้างแค่ยอดขายระยะสั้น แต่เป็นการสร้างประสบการณ์ที่ดี จนนำไปสู่ความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าอย่างยั่งยืน ความแข็งแกร่งของกลยุทธ์ทั้งหมดได้สะท้อนออกมา ให้เห็นอย่างชัดเจนผ่านผลประกอบการ โดยในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ที่ผ่านมา
กลุ่มธุรกิจคลินิกความงามสามารถทำรายได้ไปถึง 907.7 ล้านบาท เติบโตโดดเด่นถึง 32.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
และที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ การเติบโตนี้ไม่ได้พึ่งพาแค่การเร่งขยายสาขาใหม่ แต่ยอดขายสาขาเดิม หรือ Same Store Sales Growth ยังคงเติบโตสูงถึง 19.5%
พูดง่าย ๆ ก็คือ สาขาเดิมที่เปิดให้บริการอยู่แล้ว ยังสามารถสร้างยอดขายได้มากขึ้น สะท้อนว่าลูกค้าไม่ได้เข้ามาใช้บริการเพียงครั้งเดียวแล้วหายไป แต่ยังกลับมาใช้บริการซ้ำอย่างต่อเนื่อง
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้กลุ่มคลินิกความงามกลายเป็นรากฐานสำคัญของอาณาจักรธุรกิจภายใต้การบริหารของคุณหมอเติ้ลในวันนี้
มาต่อกันที่ความสำเร็จของธุรกิจศูนย์ศัลยกรรม..
เมื่อฐานลูกค้าในฝั่งคลินิกความงามแข็งแกร่ง คุณหมอเติ้ลจึงมองเห็นโอกาสในการต่อยอด Growth Ecosystem ไปสู่ตลาดที่ใหญ่ขึ้น นั่นคือ ธุรกิจศัลยกรรม
โดยใช้จุดแข็งที่มีอยู่แล้ว ทั้งความน่าเชื่อถือของแบรนด์ ฐานลูกค้า และมาตรฐานทางการแพทย์ มาเป็นแต้มต่อในการพัฒนา THE KLINIQUE Surgery Center ซึ่งปัจจุบันกำลังเตรียมยกระดับสู่โรงพยาบาลศัลยกรรมเต็มรูปแบบ คาดว่าจะเปิดดำเนินการได้ภายในปี 2571
อย่างไรก็ตาม ความน่าสนใจของธุรกิจนี้ไม่ได้อยู่แค่การเพิ่มบริการใหม่ แต่อยู่ที่วิธีคิดของคุณหมอเติ้ลในการเชื่อมโยงธุรกิจศัลยกรรมและคลินิกความงามให้เติบโตไปด้วยกัน
เพราะโดยธรรมชาติแล้ว แม้ธุรกิจศัลยกรรมจะมีมูลค่าต่อบิลสูง แต่ก็มักเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้แบบครั้งเดียวจบ เนื่องจากเมื่อลูกค้าทำศัลยกรรมเสร็จ วงจรการใช้บริการก็มักจะสิ้นสุดลง
คุณหมอเติ้ลจึงแก้โจทย์เรื่องความถี่ในการมาใช้บริการนี้ ด้วยการนำบริการดูแลผิวพรรณเข้าไปให้บริการควบคู่ภายในศูนย์ศัลยกรรม หรือที่เรียกว่า Cross Selling
ทำให้ลูกค้าที่เข้ามาทำศัลยกรรมสามารถรับการดูแลได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องการฟื้นฟูผิว การดูแลรอยแผล และบริการความงามอื่น ๆ หลังการผ่าตัด
ในทางกลับกัน ลูกค้าเดิมของคลินิกความงามที่มองว่า การดูแลผิวพรรณอย่างเดียวเริ่มไม่เพียงพอ และต้องการปรับเปลี่ยนโฉมตัวเองให้ดูดีขึ้นอย่างชัดเจน ก็สามารถต่อยอดมาใช้บริการศัลยกรรมได้เช่นกัน
การเชื่อมโยงบริการของทั้งสองธุรกิจเข้าด้วยกัน นอกจากจะช่วยเพิ่มรายได้ให้มากขึ้นแล้ว ยังช่วยสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าได้ดีกว่าโมเดลศัลยกรรมแบบดั้งเดิมที่ทำครั้งเดียวจบ
นอกจากนี้ คุณหมอเติ้ลยังมองว่า ศัลยกรรมยุคใหม่ไม่ควรตอบโจทย์แค่ผลลัพธ์ด้านความงาม แต่ต้องลดผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของคนไข้ให้ได้มากที่สุด จึงสร้างจุดขายที่แตกต่าง ด้วยการชูเทคนิคทางการแพทย์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และลดข้อจำกัดในการใช้ชีวิต
อย่างเช่น การเสริมหน้าอกแผลเล็กที่มีแผลเพียง 1.2 เซนติเมตร และศูนย์ปลูกผมเทคนิคที่ไม่จำเป็นต้องโกนผม ทำให้คนไข้สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันต่อได้เร็วขึ้น
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงวิธีคิดของคุณหมอเติ้ล ที่ไม่ได้มองธุรกิจศัลยกรรมเป็นเพียงอีกหนึ่งแหล่งรายได้ แต่มองว่าเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญของ Growth Ecosystem ที่ช่วยเชื่อมโยงลูกค้า บริการ และโอกาสทางธุรกิจเข้าด้วยกัน
และความสำเร็จของกลยุทธ์นี้ ก็สะท้อนออกมาเป็นตัวเลขที่จับต้องได้ผ่านผลประกอบการในไตรมาส 1 ปี 2569 ของกลุ่มธุรกิจศูนย์ศัลยกรรมที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด สามารถทำรายได้สูงถึง 178.6 ล้านบาท เติบโต 38% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ตัวเลขนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น แต่ตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีต่อทีมแพทย์ มาตรฐานการให้บริการ และความแข็งแกร่งของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน
และเมื่อธุรกิจคลินิกความงามมีแบรนด์และความน่าเชื่อถือที่แข็งแกร่ง ขณะที่ธุรกิจศัลยกรรมเข้ามาช่วยขยายโอกาสในการสร้างรายได้จากบริการที่มีมูลค่าสูงขึ้น ทั้งสองธุรกิจจึงส่งเสริมภาพรวมการเติบโตของกลุ่มบริษัท THE KLINIQUE ได้อย่างลงตัว
ผลลัพธ์ทำให้กลุ่มบริษัท THE KLINIQUE สามารถสร้างเครื่องยนต์การเติบโตได้มากกว่าหนึ่งตัว และไม่ต้องพึ่งพารายได้จากธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งเพียงอย่างเดียว
นี่จึงกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้บริษัทสามารถสร้างสถิติรายได้และกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หรือ All Time High ได้สำเร็จ แม้อยู่ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย และการแข่งขันที่รุนแรงของตลาดความงามในปัจจุบัน
มาต่อกันที่ธุรกิจร้านอาหาร..
ความน่าสนใจของธุรกิจนี้ คือจุดเริ่มต้นที่ไม่ได้มาจากแค่การมองเห็นโอกาส แต่มาจาก Passion หรือความชอบส่วนตัวที่ชอบทานอาหารญี่ปุ่นของคุณหมอเติ้ล
แต่แน่นอนว่า แค่ความชอบอย่างเดียวคงไม่พอที่จะปั้นธุรกิจให้สำเร็จได้ คุณหมอเติ้ลจึงได้เปลี่ยน Passion นี้ให้กลายเป็นกลยุทธ์ ด้วยการเริ่มจากการตั้งคำถามพื้นฐานที่สุดของทุกธุรกิจว่า ลูกค้าของเราคือใคร
จากนั้นจึงค่อย ๆ ต่อยอดไปสู่การกำหนดคาแรกเตอร์ จุดยืนของแบรนด์ คอนเซปต์ของร้าน ไปจนถึงการใส่ใจในทุกรายละเอียดของประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับเมื่อเข้ามาในร้าน
แนวคิดนี้สะท้อนผ่านความสำเร็จของร้านอาหารญี่ปุ่นพรีเมียม SUSHI SEKI ภายใต้บริษัท เดอะเรสเตอร์รองท์ กรุ๊ป จำกัด ที่เติบโตจนล่าสุดในปี 2568 ที่ผ่านมา สร้างรายได้กว่า 429 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เติบโตขึ้น 27% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
สิ่งที่น่าสนใจคือ ความสำเร็จของ SUSHI SEKI ไม่ได้เกิดจากการหลีกหนีการแข่งขัน แต่เกิดจากการเลือกสนามแข่งขันที่ชัดเจน และสร้างจุดยืนของแบรนด์ให้แตกต่าง แทนที่จะพยายามเป็นร้านอาหารสำหรับทุกคน
นี่จึงสะท้อนว่า แม้ธุรกิจร้านอาหารจะเป็นตลาดที่มีการแข่งขันรุนแรง แต่หากเข้าใจลูกค้าและค้นหาพื้นที่ของตัวเองเจอ ธุรกิจก็สามารถเติบโตได้เช่นกัน
และทั้งหมดนี้ คือวิธีคิดเบื้องหลังการบริหารอาณาจักรธุรกิจที่ทำรายได้กว่า 4,000 ล้านบาทของคุณหมอเติ้ล ที่หากขมวดแก่นความสำเร็จ จะพบว่า
สมการความสำเร็จนั้นเรียบง่าย แต่ทรงพลังมาก นั่นคือ Customer + Passion
ซึ่งวิธีคิดนี้เอง ที่เปรียบเสมือนจิกซอว์ชิ้นสำคัญ ที่พาทุกธุรกิจเติบโตจนสร้างสถิติ All Time High ได้พร้อมกัน แม้จะต้องยืนอยู่ท่ามกลางสมรภูมิ Red Ocean ก็ตาม..
© 2026 WealthThink. All rights reserved. Privacy Policy.