
ทำไมมหาเศรษฐีหลายคน ไม่ยกสมบัติทั้งหมดให้ลูก แต่ยกให้องค์กรการกุศล
7 ก.ค. 2026
หากพูดถึงมหาเศรษฐีระดับโลกอย่าง Warren Buffett นักลงทุนระดับตำนาน Bill Gates ผู้ก่อตั้ง Microsoft หรือแม้แต่ Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้ง Facebook
ชื่อเหล่านี้ คือคนที่เราก็รู้กันดีว่า เป็นเจ้าของอาณาจักรธุรกิจระดับโลก และความมั่งคั่งมหาศาลที่มากพอจะเลี้ยงดูลูกหลานให้สุขสบายไปได้อีกหลายเจเนอเรชัน
แต่ความน่าสนใจคือ มหาเศรษฐีเหล่านี้กลับไม่ได้เตรียมส่งต่อความมั่งคั่งทั้งหมดให้ลูก
ตรงกันข้ามกลับเลือกจะบริจาคทรัพย์สินเกือบทั้งหมดเพื่อสังคม ผ่านมูลนิธิ หรือองค์กรการกุศลแทน
การตัดสินใจแบบนี้ สวนทางกับค่านิยมของมหาเศรษฐีฝั่งเอเชีย ที่มักให้ความสำคัญกับการสืบทอดธุรกิจ และการส่งต่อความมั่งคั่งข้ามรุ่น
แน่นอนว่า เหตุผลสำคัญคือความตั้งใจในการช่วยเหลือสังคมและแก้ปัญหาสำคัญของโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษา สาธารณสุข ความยากจน หรือสิ่งแวดล้อม
แต่คำถามที่น่าสนใจกว่านั้นคือ นอกจากความตั้งใจในการช่วยเหลือสังคมแล้ว การตัดสินใจมูลค่าหลายล้านล้านบาทนี้ ยังมีเหตุผลอะไรซ่อนอยู่อีกบ้าง ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
1. ขับเคลื่อนสังคมในด้านที่ตัวเองให้ความสำคัญ
เมื่อก้าวถึงจุดที่เงินไม่ใช่ข้อจำกัด ความมั่งคั่งจึงไม่ได้มีไว้แค่ใช้เพื่อความสุขส่วนตัวหรือเก็บไว้ให้ลูกหลาน แต่ยังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่พวกเขาเชื่อมั่น
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Warren Buffett ที่มองว่าตัวเองเป็นคนที่โชคดีมาก เมื่อเทียบกับผู้คนอีกมากมายบนโลกที่เกิดมาแล้วไม่มีโอกาสแบบเดียวกัน
เขามองว่า ทรัพย์สินเพียง 1% ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เขาและครอบครัวมีความสุข และใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบาย การมีเงินมากกว่านั้นไม่ได้ทำให้เขามีความสุขมากขึ้น
เพราะแบบนี้เขาจึงตั้งใจบริจาคทรัพย์สินที่เหลือกว่า 99% เพื่อให้นำไปสร้างประโยชน์ในด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ของคนอื่น ๆ
ส่วน Bill Gates เองก็มีความตั้งใจเช่นเดียวกัน โดยเขาประกาศว่าจะทยอยบริจาคทรัพย์สินแทบทั้งหมดที่มี เพื่อช่วยเหลือและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วโลก
ขณะเดียวกัน Mark Zuckerberg และภรรยา ก็ประกาศว่าจะบริจาคหุ้นถึง 99% ผ่านองค์กร Chan Zuckerberg Initiative เพื่อสนับสนุนการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการรักษา ป้องกัน และจัดการกับโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ
สรุปง่าย ๆ คือ มหาเศรษฐีเหล่านี้ไม่ได้แค่บริจาคเงิน แต่กำลังแปลงความมั่งคั่งให้กลายเป็นอุดมการณ์ เพื่อส่งต่อคุณค่าและสร้างโลกในแบบที่พวกเขาอยากเห็นนั่นเอง
2. ไม่ต้องเสียภาษีส่วนต่างกำไร และใช้ลดหย่อนภาษี
ความมั่งคั่งของมหาเศรษฐีมักไม่ได้อยู่ในรูปของเงินในบัญชีธนาคาร แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของ หุ้น คฤหาสน์ หรือแม้แต่งานศิลปะ ที่มูลค่าเพิ่มขึ้นมหาศาลตามเวลา
ปัญหาคือ ถ้าพวกเขาขายทรัพย์สินเหล่านี้ออกมาเป็นเงินสด ส่วนต่างระหว่างราคาที่ซื้อมากับราคาที่ขายได้ จะกลายเป็นกำไรที่ต้องเสียภาษี หรือ Capital Gains Tax ทันที
โดยในสหรัฐฯ กำไรจากการขายหุ้นหรืออสังหาฯ ระยะยาว จะถูกเก็บภาษีสูงสุด 20% และผู้มีรายได้สูงบางกลุ่มอาจต้องเสียภาษีเพิ่มจากนั้นอีก 3.8% ด้วย
ส่วนของสะสม หรืองานศิลปะ อาจถูกเก็บภาษีในอัตราที่โหดกว่า คือสูงถึง 28%
แต่ถ้าเลือกบริจาคทรัพย์สินเหล่านั้นเข้ามูลนิธิ หรือองค์กรการกุศลโดยตรง พวกเขาจะไม่ต้องเสียภาษีกำไรส่วนนี้เลย แถมยังสามารถเอาไปใช้หักลดหย่อนภาษีได้ด้วย
เท่ากับว่า ถ้าตั้งใจจะบริจาค แทนที่จะขายหุ้น จ่ายภาษี แล้วเอาเงินที่เหลือไปบริจาค การเลือกว่าจะโอนหุ้นให้มูลนิธิโดยตรงนั้นเกิดประโยชน์มากกว่ากับทั้ง 2 ฝ่าย
มูลนิธิก็ได้รับทรัพย์สินไปใช้ประโยชน์แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ส่วนมหาเศรษฐีผู้บริจาคเองก็ได้ประโยชน์จากการประหยัดภาษีไปพร้อม ๆ กัน
3. ไม่ต้องเสียภาษีมรดก สูงสุด 40%
นอกจากได้ประโยชน์ทางภาษีระหว่างมีชีวิตแล้ว การยกทรัพย์สินให้มูลนิธิ ยังเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนมรดกด้วย เพราะในสหรัฐฯ มีการเก็บภาษีมรดกในอัตราสูงสุดถึง 40%
เท่ากับว่า หากมหาเศรษฐีเสียชีวิตพร้อมทรัพย์สินจำนวนมหาศาล และส่งต่อมรดกก้อนนั้นให้กับทายาทโดยตรง ก่อนมรดกจะถึงมือทายาทก็อาจถูกหักภาษีไปแล้วเกือบครึ่งหนึ่ง
แต่หากมีการวางแผนส่งต่อล่วงหน้า โดยยกทรัพย์สินบางส่วนให้มูลนิธิหรือองค์กรการกุศล ทรัพย์สินส่วนนั้นสามารถถูกหักออกจากกองมรดกที่ต้องเสียภาษีมรดกได้
ทำให้ขนาดของกองมรดกที่ต้องเสียภาษีลดลง ส่งผลให้ภาระภาษีมรดกที่ต้องจ่ายก็จะลดลงตามไปด้วย
นี่จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่มหาเศรษฐีเลือกส่งต่อทรัพย์สินบางส่วนให้มูลนิธิ แทนการส่งต่อทั้งหมดให้กับลูกหลานเพียงอย่างเดียว
4. บริจาคไม่ได้แปลว่า สูญเสียการควบคุม
หลายคนอาจมองว่า การบริจาคทรัพย์สินจำนวนมหาศาลให้มูลนิธิหรือองค์กรการกุศล หมายถึงการยอมสูญเสียอำนาจในการกำหนดทิศทางของเงินก้อนนั้น
แต่ในความเป็นจริงแล้ว สำหรับมหาเศรษฐีหลายตระกูล การบริจาคผ่านมูลนิธิ สามารถใช้เป็นวิธีรักษาบทบาทของตระกูล
ให้ยังคงมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของความมั่งคั่งก้อนนั้นในระยะยาว
เพราะถึงแม้ในทางกฎหมาย ทรัพย์สินที่โอนเข้าไปในมูลนิธิของครอบครัว จะไม่ถือว่าเป็นทรัพย์สินของพวกเขาอีกต่อไป
แต่ความจริงพวกเขายังสามารถตั้งตัวเอง หรือลูกหลานเข้ามามีบทบาทเป็นผู้บริหาร หรือกรรมการของมูลนิธิได้อยู่ดี
นั่นหมายความว่า คนของตระกูลก็ยังคงมีอำนาจในการกำหนดทิศทางเม็ดเงินมหาศาลนี้ ว่าจะถูกนำไปบริหารจัดการ ลงทุน หรือสนับสนุนโครงการช่วยเหลือสังคมอย่างไรต่อไป ภายใต้กฎเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
ยิ่งไปกว่านั้น การที่มูลนิธิให้การสนับสนุนเงินทุนในโครงการต่าง ๆ ยังถือเป็นการสร้างคอนเน็กชันและเครือข่ายที่ดี ซึ่งช่วยให้ได้รับการเคารพยกย่อง มีความน่าเชื่อถือ และมีหน้ามีตาในสังคมต่อไปได้เรื่อย ๆ
แนวทางนี้สอดคล้องกับแนวคิดของตระกูล Rockefeller ที่ว่า “จงอย่าถือครองสิ่งใด แต่จงควบคุมทุกสิ่ง”
ประโยคนี้สะท้อนหลักการสำคัญในการแยกความเป็นเจ้าของทางกฎหมาย ออกจากอำนาจในการควบคุม
ซึ่งช่วยทั้งประหยัดภาษี ปกป้องทรัพย์สิน และส่งต่อความมั่งคั่งให้กับลูกหลานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และนี่เองที่ว่ากันว่า เป็นหัวใจของการก่อตั้งมูลนิธิของครอบครัวอย่างแท้จริง
5. เป็นพื้นที่ให้ลูกหลานเรียนรู้การบริหารเงิน
อีกเหตุผลที่น่าสนใจคือ มูลนิธิของครอบครัวมักกลายเป็นพื้นที่ให้ทายาทได้เรียนรู้การบริหารความมั่งคั่งของตระกูล โดยไม่ใช่การรับเงินก้อนใหญ่ไปใช้โดยตรง
เพราะหากเซ็นเช็คเงินสดก้อนโตให้ลูกหลานทันที ความเสี่ยงที่อาจตามมาคือ บางคนอาจยังไม่เข้าใจคุณค่าของเงิน และอาจจะขาดแรงจูงใจในการสร้างชีวิตของตัวเอง
เหมือนกับแนวคิดของ Warren Buffett ที่เคยบอกไว้ว่า พ่อแม่ที่ร่ำรวยควรทิ้งเงินไว้ให้ลูกมากพอที่พวกเขาจะคิดทำอะไรก็ได้ แต่ต้องไม่มากจนทำให้พวกเขาไม่ยอมทำอะไรเลย
ซึ่งตัว Warren Buffett เองก็ได้ทำให้เห็นเป็นแบบอย่าง โดยการทยอยมอบเงินทุนให้ลูก ๆ ได้ฝึกบริหารจัดการผ่านมูลนิธิของครอบครัวมาเป็นเวลานาน
และประกาศชัดเจนว่า จะส่งมอบความมั่งคั่งให้มูลนิธิที่ลูก ๆ เป็นผู้ดูแลหลังจากที่เขาเสียชีวิตลง
ซึ่งการดึงลูกหลานเข้ามามีบทบาทในมูลนิธิ ก็เพื่อให้พวกเขาได้เรียนรู้การบริหารเงินก้อนใหญ่ ผ่านการลงมือทำจริง
ตั้งแต่การวางนโยบายการลงทุน การประเมินความเสี่ยง ไปจนถึงการตัดสินใจจัดสรรงบประมาณ เพื่อสนับสนุนโครงการต่าง ๆ
ขณะเดียวกัน เงินในมูลนิธิก็ไม่ได้เป็นเงินส่วนตัว ทำให้ต้องใช้ตามวัตถุประสงค์ภายใต้กรอบกฎหมายที่กำหนด
จึงทำให้มั่นใจได้ว่า ลูกหลานจะไม่สามารถนำเงินก้อนนี้ไปใช้จ่ายตามใจชอบ หรือใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวได้ แต่ได้เรียนรู้วิธีการใช้เงิน เพื่อสร้างประโยชน์ให้สังคมจริง ๆ
มูลนิธิของครอบครัวจึงกลายเป็นเหมือนห้องเรียนขนาดใหญ่ ที่สอนให้ทายาทเข้าใจทั้งการบริหารเงิน ความรับผิดชอบ และการใช้ความมั่งคั่งเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับสังคมไปพร้อม ๆ กัน
อ่านมาถึงตรงนี้ เราคงเห็นภาพแล้วว่า การบริจาคเงินของมหาเศรษฐีระดับโลก ไม่ได้มีแค่เรื่องของการทำบุญเพื่อสังคมเพียงมิติเดียว
แต่ยังเป็นศิลปะในการวางโครงสร้างความมั่งคั่งอย่างมีชั้นเชิง เพื่อให้เงินก้อนนั้นยังถูกใช้ต่อไปอย่างมีเป้าหมาย
การที่มหาเศรษฐีเลือกบริจาคความมั่งคั่งเข้าสู่มูลนิธิ จึงไม่ได้หมายความว่าพวกเขารักลูกหลานน้อยลง ในทางกลับกันนี่อาจเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี
เพราะหากมอบเงินให้มหาศาลอย่างไร้ขอบเขต ก็อาจเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำลายแรงจูงใจ ทำร้ายอนาคตของพวกเขาโดยไม่รู้ตัว
การสร้างมูลนิธิของครอบครัวแบบที่มหาเศรษฐีหลายคนทำ จึงถือเป็นสุดยอดกลยุทธ์ที่ผสมผสาน
การสร้างคุณค่าให้โลก การรักษาความมั่งคั่ง และการส่งต่อองค์ความรู้ ไว้ในเครื่องมือเดียวได้อย่างสมบูรณ์แบบ..
#WealthTransfer
#วางแผนมรดก
#มูลนิธิ
References