เจาะลึก PHAT หุ้นเกษตรไทย ใน Early Stage ที่พร้อมทะยานสู่ตลาดโลก

เจาะลึก PHAT หุ้นเกษตรไทย ใน Early Stage ที่พร้อมทะยานสู่ตลาดโลก

15 ก.ค. 2026
อุตสาหกรรมเก่า เติบโตเชื่องช้า พึ่งพาวัฏจักรดินฟ้าอากาศ นั่นคือสิ่งที่เป็นภาพจำของนักลงทุนหุ้นที่ทำธุรกิจเกษตรในตลาดหุ้นไทย
ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ได้มีข้อจำกัดใด ๆ เลยว่า ธุรกิจการเกษตรในตลาดหุ้นไทย จะกลายเป็นหุ้นที่เติบโตและสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ไม่ได้
เหมือนอย่างเช่น บริษัท กลุ่มภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ PHAT ซึ่งเป็นบริษัทที่เริ่มเข้าสู่ธุรกิจน้ำมันปาล์มอย่างเต็มตัวได้เพียงแค่ประมาณ 10 ปีเท่านั้น
แต่วันนี้กำลังจะเป็นบริษัทที่ได้ IPO เข้าตลาดหุ้น mai พร้อมทั้งตั้งเป้าหมายว่า จะเปลี่ยนตัวเองจากธุรกิจเกษตรทั่วไป ให้กลายเป็น Sustainable Company
แล้ว PHAT มีแผนธุรกิจอะไรที่น่าสนใจ และมีความแตกต่างอย่างไร กับบริษัทในธุรกิจการเกษตรทั่ว ๆ ไปบ้าง ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
จากประสบการณ์ในการก่อสร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม ที่คุณสมนึก จันทวงศ์ ผู้เป็นผู้ก่อตั้งและ CEO ปัจจุบันของ PHAT ได้สั่งสมมาเป็นเวลานาน จนได้เห็นทั้งปัญหาและโอกาส ในการทำธุรกิจน้ำมันปาล์มด้วยตัวเองอย่างครบถ้วน
คุณสมนึก จึงตัดสินใจกระโดดเข้าสู่ธุรกิจน้ำมันปาล์มอย่างเต็มตัว ด้วยการสร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม ที่เสร็จสิ้นและเริ่มการผลิตในปี 2560 ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ยังถือว่าเป็นโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มที่มีเทคโนโลยีทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของไทย
โดยหลังจากนั้นบริษัทก็มีการพัฒนาและนำเทคโนโลยีมากมายมาใช้ ในกระบวนการผลิต ไม่ว่าจะเป็น ระบบควบคุมคุณภาพแบบ Real-Time และการวางระบบ SAP เพื่อช่วยบริหารจัดการกระบวนการทำงาน
พร้อมกับรายได้ที่ค่อย ๆ เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ แม้ในปี 2566 และ 2567 รายได้ของบริษัทจะหดตัวลงจากช่วงก่อนหน้า จากราคาน้ำมันปาล์มดิบที่ตกลง
แต่หลังจากนั้นรายได้ของบริษัทก็ฟื้นตัวกลับมาได้ พร้อมทำรายได้ New High ในปี 2568 ที่ผ่านมาด้วยรายได้กว่า 2,372 ล้านบาท
ซึ่งบริษัทยังมีอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จาก 2.24% และ 2.73% ในปี 2565 และ 2566
ก็เพิ่มขึ้นเป็น 6.67% ในปี 2567 และ 8.11% ในปี 2568
การเพิ่มขึ้นของอัตรากำไรขั้นต้นนี้เอง ได้สะท้อนความสามารถในการควบคุมต้นทุนของธุรกิจ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับธุรกิจการเกษตร เพราะทางบริษัทนั้นไม่สามารถกำหนดราคาน้ำมันปาล์มเองได้
นอกจากนี้บริษัทยังแสดงความสามารถในการใช้เงินทุนที่คุ้มค่า เพราะหลังจากที่ได้เงินทุนสนับสนุนจากกองทุน Venture Capital ของ SME Bank ในปี 2568 ที่ผ่านมา ก็สามารถนำเงินที่ได้ ไปสร้างเป็นผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น หรือ ROE ได้มากถึง 39.2%
ผ่านการลงทุนเพิ่มการจัดเก็บน้ำมัน จนบริษัทสามารถบริหารสต๊อกเพียงพอที่จะส่งออกน้ำมันไปยังประเทศอินเดียได้สำเร็จ และกลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่ของบริษัททันที
ถึงตรงนี้หลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมทาง PHAT ถึงต้อง IPO เข้าตลาดหุ้นด้วย เพราะที่ผ่านมาบริษัทอยู่นอกตลาดหุ้นก็เติบโตได้ดีอยู่แล้ว ?
นั่นก็เป็นเพราะว่า PHAT นั้น ไม่ได้อยากจะเป็นเพียงแค่บริษัทน้ำมันปาล์ม ที่เติบโตเร็วในช่วงแรก ๆ แล้วพอใหญ่ขึ้น ก็เติบโตช้าแล้วกลายเป็นธุรกิจที่ต้องพึ่งพาวัฏจักรราคาน้ำมันปาล์มเพียงอย่างเดียว
แต่ต้องการที่จะปรับเปลี่ยนบริษัท ให้กลายเป็น Sustainable Company ที่สามารถทำกำไรได้ จากธุรกิจ S-Curve ใหม่ ๆ ไปพร้อมกับการรักษาสิ่งแวดล้อมด้วย เห็นได้จากการที่ในปี 2567 บริษัทได้ทำการเปลี่ยนชื่อจาก บริษัท ภัทร ปาล์มออยล์ จำกัด เป็น “บริษัท กลุ่มภัทร จำกัด” เพื่อแสดงความมุ่งมั่นในวิสัยทัศน์นี้
แต่แน่นอนว่าการจะริเริ่มโครงการ S-Curve ใหม่ พร้อม ๆ กับปรับปรุงธุรกิจที่มีอยู่แล้ว ให้แข่งขันได้มากยิ่งขึ้น บริษัทขนาดเล็กที่กำลังอยู่ในช่วงเติบโตเร็วอย่าง PHAT ก็ย่อมต้องการเงินทุน เพื่อขับเคลื่อนแผนธุรกิจที่วางไว้หลังจาก IPO ได้แก่
1. บุกตลาดโลก ขยายฐานลูกค้าใหม่ เติบโตได้อย่างมั่นคง
บริษัทได้เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันปาล์มจาก 1,400 ตันผลปาล์ม/วัน เป็น 2,100 ตันผลปาล์ม/วัน เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดทั้งในและต่างประเทศ
ซึ่งการเพิ่มกำลังการผลิต นอกจากจะทำให้บริษัทมีศักยภาพในการส่งออกน้ำมันปาล์ม เพื่อขยายตลาดไปยังต่างประเทศ ที่ยังมีช่องว่างของความต้องการ เห็นได้จากที่บริษัทเพิ่งเริ่มส่งออกได้เมื่อไตรมาส 3 ปี 2568 แต่รายได้จากต่างประเทศนั้น ก็คิดเป็นสัดส่วนมากถึงเกือบ 20% ของรายได้ทั้งหมดในปี 2568 แล้ว
ยังช่วยให้บริษัทได้ประโยชน์ จากสิ่งที่เรียกว่า Economies of Scale หรือ การประหยัดจากขนาด ที่ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยในการผลิตน้ำมันปาล์มลดลง
ผ่านการกระจายต้นทุนคงที่ การที่เครื่องจักรจะได้ถูกใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น และการบริหารต้นทุนการผลิตที่ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยให้อัตรากำไรของบริษัท มีแนวโน้มที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นในระยะยาว

อีกทั้งบริษัทยังสร้างความมั่นคงทางด้านรายได้ จากการมีพันธมิตรในการส่งออกจากต่างประเทศที่แข็งแกร่ง ด้วยการเลือกคู่ค้าที่เป็นบริษัทที่มีความมั่นคงสูง รวมทั้งขยายคู่ค้าไปยังประเทศอื่น ๆ เพิ่มเติม
บริษัทยังมีการรับผลผลิตจากเกษตรกรที่ผ่านมาตรฐาน RSPO ซึ่งเปิดโอกาสให้บริษัท สามารถส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศที่หลากหลายได้มากขึ้น
จากการที่การปฏิบัติตามมาตรฐาน RSPO ทำให้เกษตรกรคู่ค้าของบริษัท สามารถผลิตน้ำมันปาล์มที่มีคุณภาพสูงและยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อมได้
2. เพิ่มโอกาสสร้างรายได้ด้วย Product Engine ใหม่ และพัฒนา Ecosystem ไปพร้อมกัน
บริษัทมีแผนที่จะลงทุนในโรงงานสกัดเมล็ดในปาล์ม เพื่อเป็น Product Engine ใหม่ ที่คาดว่าจะเริ่มผลิดอกออกผลเป็นรายได้อย่างเต็มที่ ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2570
ซึ่งเหตุผลที่ทำให้การสกัดน้ำมันเมล็ดในปาล์ม กลายเป็น S-Curve ใหม่ของบริษัทนั้น ก็เป็นเพราะว่า น้ำมันเมล็ดในปาล์ม จะถูกนำไปใช้เป็นสารตั้งต้น ในการผลิตเครื่องสำอาง รวมถึงของใช้ภายในบ้านอย่าง สบู่ แชมพู และผงซักฟอก
ทำให้น้ำมันเมล็ดในปาล์ม จะมีอัตรากำไรที่ค่อนข้างดีกว่า น้ำมันปาล์มดิบทั่วไป จากประโยชน์การใช้งานที่หลากหลาย มากกว่าแค่ใช้ในการบริโภค กับนำไปทำเป็นไบโอดีเซล
และถ้าหากเรายังจำกันได้ว่า หนึ่งในเป้าหมายของบริษัทก็คือการเป็น Sustainable Company ทางบริษัทก็มีโครงการสร้างความยั่งยืน ที่สามารถสนับสนุน Ecosystem ของธุรกิจไปได้พร้อม ๆ กัน
นั่นก็คือ การสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียจากกระบวนการผลิต ที่นำแก๊สไปผลิตเป็นไฟฟ้า ซึ่งบริษัทสามารถนำกลับมาใช้ เพื่อช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าได้อีกด้วย
จะเห็นได้ว่า แม้ดูเผิน ๆ แล้ว PHAT จะไม่ได้อยู่ในเทรนด์ธุรกิจใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจ เมื่อเทียบกับหุ้นตัวอื่น ๆ
แต่ถ้าหากมองถึงศักยภาพของ PHAT ที่ตอนนี้บริษัทยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเติบโต รวมถึงแผนธุรกิจของบริษัท ที่พยายามจะขยับจากธุรกิจการเกษตรที่ต้องรอฟ้าฝนเป็นใจ ให้กลายเป็นธุรกิจที่มองหาการเติบโตใหม่ สร้างรายได้จากเทรนด์ความยั่งยืนอย่างมั่นคง
บริษัทที่กำลังจะกลายเป็นน้องใหม่ ของตลาดหุ้น mai ในเร็ว ๆ นี้ ก็อาจจะเป็นโอกาสที่น่าสนใจ สำหรับนักลงทุน ที่กำลังมองหาหุ้นเติบโตได้เหมือนกัน..
References
- เอกสารไฟลิ่ง บริษัท กลุ่มภัทร จำกัด (มหาชน)
- เว็บไซต์ของบริษัท
© 2026 WealthThink. All rights reserved. Privacy Policy.