
“บิดหนี้” กับดักที่หลายคน กำลังคิดว่าเป็นทางออก
4 ส.ค. 2026
ไม่กี่วันมานี้ มีประเด็นที่ถูกพูดถึงในออนไลน์เกี่ยวกับกลุ่ม “นักบิด” ซึ่งไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการแข่งขันมอเตอร์ไซค์
แต่เป็นกลุ่มคนที่พยายามหาหนทางในการไม่จ่ายหนี้ ซึ่งถูกเรียกกันว่าเป็นการ “บิด” หนี้ที่ตัวเองมีอยู่กับแอปกู้เงินต่าง ๆ ไม่ว่าจะในและนอกระบบ
อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ที่ดูเหมือนจะเป็นทางออกในยามยากสำหรับลูกหนี้
ความเป็นจริงแล้ว สามารถกลายเป็นกับดัก ที่ทำให้ลูกหนี้ ต้องเจอกับเรื่องปวดหัวที่ตามมา มากกว่าการหาเงินมาจ่ายหนี้เสียอีก
แล้วการบิดหนี้ จะทำให้เราต้องเจอกับอะไร ที่จะทำให้อนาคตทางการเงินของเราเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
สำหรับในกรณีของการบิดหนี้ แอปพลิเคชันปล่อยเงินกู้นอกระบบที่ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นเป้าหมายแรกเริ่มของกลุ่มนักบิด
แม้หลายแห่งจะมาจากต่างประเทศ ทำให้ไม่สามารถส่งคนมาตามข่มขู่หรือดักทำร้ายร่างกาย เหมือนกับการกู้นอกระบบทั่วไปได้
และแน่นอนว่าไม่สามารถไปฟ้องศาลในไทย เพราะตัวแอปพลิเคชันเองก็ไม่ได้มีสถานะถูกต้องตามกฎหมาย
แต่การที่หลายคนเผลอให้ข้อมูลส่วนตัวของจริงไป ตอนขอกู้ หรือ เปิดให้แอปพลิเคชัน เข้าถึงข้อมูลผู้ติดต่อในโทรศัพท์
จะทำให้ทางผู้ให้กู้ โทรไปรังควาญ ทั้งญาติพี่น้องคนรู้จักของลูกหนี้ตามข้อมูลผู้ติดต่อในโทรศัพท์ จนคนรอบข้างเดือดร้อน หรือบางครั้งเอาข้อมูลส่วนตัวไปประจานในโลกออนไลน์
แต่ที่เลวร้ายกว่านั้น คือการนำข้อมูลส่วนตัวของเรา ไปใช้ในทางไม่ชอบ หรือ หลอกลวงคนอื่นต่อ
รวมถึงการไปรับกู้เงินจากแอปพลิเคชันกู้เงินผิดกฎหมายแบบนี้ ก็ทำให้เราเสี่ยงเข้าข่ายบัญชีม้า จนโดนอายัดบัญชีธนาคารโดยไม่รู้ตัว
เพราะบางแอปพลิเคชัน เงินที่ให้มาก็คือเงินที่มาจากการหลอกลวงคนอื่น แต่เอามาปล่อยกู้อีกทอดหนึ่ง เพื่อเป็นการฟอกเงิน
ทีนี้ถ้าเป็นในแอปพลิเคชันปล่อยกู้ที่ถูกกฎหมาย บัตรเครดิต หรือ สินเชื่อส่วนบุคคล
เมื่อถึงจุดที่ลูกหนี้จ่ายไม่ไหว แต่ตัดสินใจที่จะบิดหนี้ ด่านแรกที่ต้องเจอเลย ก็คือดอกเบี้ยที่ยังทำให้หนี้เราพอกพูนต่อไปเรื่อย ๆ
โดยดอกเบี้ยของบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล จะสูงถึง 16% ต่อปี และ 25% ต่อปี ตามลำดับ
บางคนอาจคิดว่า ยอดหนี้เพียงแค่หลักหมื่น ไม่ได้มากมายเป็นหลักแสนหลักล้าน เหมือนกู้ซื้อรถ ซื้อบ้าน คงไม่คุ้มค่าที่ธนาคารจะมาไล่ฟ้องร้องคนธรรมดา ๆ
ซึ่งจริง ๆ แล้วในทางกฎหมาย ไม่ได้มีข้อไหนกำหนดว่า ถ้ายอดเงินน้อยกว่าเท่านี้ จะไม่สามารถฟ้องได้ เพราะถ้าเป็นแบบนั้นจริง ก็คงไม่มีใครยอมปล่อยกู้วงเงินน้อย ๆ
แถมเมื่อดูข้อมูลของศาลยุติธรรม เมื่อปี 2564 ก็พบว่า ข้อหาที่เกี่ยวกับบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งเข้าสู่การพิจารณาของศาลชั้นต้นทั่วประเทศ รวมกันแล้วได้กว่า 289,755 คดี
หรือถ้าหารเฉลี่ยแล้ว ก็คือฟ้องร้องกันเฉลี่ยเกือบ 800 คดีต่อวัน..
แสดงให้เห็นว่าสถาบันการเงินต่าง ๆ นั้นเอาจริงกับการฟ้องร้องเป็นอย่างมาก
นอกจากนี้ต้นทุนในการฟ้องสำหรับสถาบันการเงินก็ไม่ได้แพงแบบที่หลายคนคิด
เนื่องจากสำนักงานกฎหมาย หรือ บริษัทบริหารสินทรัพย์ ที่ธนาคารว่าจ้าง สามารถฟ้องร้องลูกหนี้เป็นล็อต คราวละหลาย ๆ คนในแต่ละรอบได้
ทำให้ยิ่งฟ้องเยอะ ก็จะยิ่งทำให้ต้นทุนเฉลี่ยต่อลูกหนี้ในการฟ้อง 1 ครั้งถูกลงไปอีก
ยังไม่นับประวัติของลูกหนี้ที่จะต้องเสีย จากการเข้าไปติดอยู่ในเครดิตบูโร และเมื่อไม่ชำระหนี้ครบ 90 วัน ก็จะทำให้หนี้นั้น กลายเป็นหนี้เสีย ซึ่งจะทำให้กู้เงินในระบบแทบไม่ได้เลย
การฟ้องร้อง ยังถือเป็นการปิดทางออกของลูกหนี้ที่บอกว่าจะบิดหนี้ และหนีไปจนกว่าคดีหมดอายุความ
เพราะถึงแม้อายุความบัตรเครดิตโดยทั่วไปจะอยู่ที่ 2 ปี นับจากวันที่ผิดนัดชำระ และสำหรับสินเชื่อส่วนบุคคลโดยทั่วไปจะอยู่ที่ 5 ปี
แต่สถาบันการเงินปกติก็จะไม่รอให้หมดอายุอยู่แล้ว และทำการฟ้องร้องตามขั้นตอน
ทีนี้เมื่อทำการฟ้องร้อง และยิ่งลูกหนี้หนีหายไม่มาปรากฎตัวเพื่อเจรจา หรือปกป้องสิทธิของตนเองตามหมายศาล
สุดท้ายเมื่อศาลตัดสินให้ทางสถาบันการเงินชนะคดี ก็จะเข้าสู่ช่วงเวลาบังคับคดีที่ยาวนานถึง 10 ปี
ตรงนี้สถาบันการเงินผู้เป็นเจ้าหนี้ก็ไม่สนใจแล้วว่า จะต้องหาตัวเราเจอหรือไม่ เพราะเป้าหมายตอนนี้คือการตามสืบทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็น บ้าน รถ หรือแม้แต่เราได้เงินเดือนเท่าไร
เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป ให้เจ้าหน้าที่บังคับคดียึดทรัพย์ของเรามาขายทอดตลาดใช้หนี้
อาจจะมีคนที่คิดว่า ถ้าเราโอนทรัพย์สินให้เป็นชื่อคนอื่น ไม่มีเงินเดือนประจำมาให้เขายึด ก็คงไม่เป็นไร
แต่ชีวิตของเราในช่วง 10 ปีนั้น จะเข้าขั้นลำบากสุด ๆ เพราะเราจะกลายเป็นคนที่ไม่มีสินทรัพย์ติดตัวอะไร หางานมั่นคงรายได้สูง ๆ ยาก แถมไม่สามารถทำธุรกรรมการเงินได้ด้วย
ซึ่งการใช้ชีวิตแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ ไร้ความมั่นคงเป็น 10 ปี สำหรับหลายคนก็คงไม่คุ้มนัก
เพราะต้องเสียโอกาสเติบโตในหน้าที่การงาน ที่อาจจะทำให้มีรายได้มากขึ้น หรือ ต้องยอมปล่อยมรดกที่พ่อแม่ตั้งใจว่าจะให้ เพราะถ้าหากรับไว้ ก็จะถูกตามมายึดอยู่ดี
จะเห็นได้ว่า การบิดหนี้ แม้ในตอนแรกจะเป็นเหมือนแสงสว่างปลายอุโมงค์สำหรับคนที่ไม่มีเงินจ่าย แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นกับดัก
ที่เปลี่ยนการบิดหนี้ที่ใช้เวลาตัดสินใจเพียงไม่กี่นาที ให้กลายเป็นการติดหล่มความยุ่งยากทางกฎหมาย และต้องใช้ชีวิตอย่างไร้ความมั่นคงได้นับ 10 ปี
หรือในกรณีที่เป็นการกู้เงินผิดกฎหมาย ก็อาจโดนประจานให้อับอาย เสียการงาน และเดือดร้อนคนรอบข้าง รวมถึงเสี่ยงที่จะเข้าไปพัวพันกับเครือข่ายบัญชีม้าอีกด้วย
ซึ่งสำหรับคนที่ไม่ได้ตั้งใจจะกู้เงินเพื่อบิดหนี้ วิธีการหาทางออกที่ดีที่สุด เมื่อจ่ายหนี้ไม่ไหว คือการเข้าไปเจรจากับเจ้าหนี้ตรง ๆ
โดยเฉพาะเจ้าหนี้สถาบันการเงินในระบบ ที่จะทำให้เราเข้าถึงเครื่องมือในการปรับโครงสร้างหนี้และเครื่องมือในการช่วยเหลือมากมาย
เช่น การรีไฟแนนซ์, เจรจาลดอัตราดอกเบี้ย, ขยายเวลาชำระหนี้, รวมหนี้เป็นก้อนเดียว, Haircut ขอส่วนลดยอดหนี้ หรือแม้แต่ พักชำระดอกเบี้ยหรือเงินต้น
พร้อมกับปรับพฤติกรรมการใช้เงินของตัวเองเสียใหม่ ไม่ให้ไปกู้หนี้ยืมสินเพิ่ม เพื่อจบสิ้นวงจรหนี้ และใช้ชีวิตได้อย่างเสรี โดยไม่ต้องติดค้างใคร..
#WealthPreservation
#วางแผนการเงิน
#หนี้
References