LTCM กองทุนที่บริหารโดยอัจฉริยะรางวัลโนเบล แต่ล้มเหลว ไม่เป็นท่า

LTCM กองทุนที่บริหารโดยอัจฉริยะรางวัลโนเบล แต่ล้มเหลว ไม่เป็นท่า

24 ส.ค. 2026
วันพุธที่ 23 กันยายน 1998 ห้องประชุมของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา สาขานิวยอร์ก ถูกเปิดใช้งานแบบกะทันหัน
คนที่ถูกเรียกตัวมานั่งอยู่ในห้องนั้น คือเหล่าผู้บริหารระดับสูงของธนาคารและวาณิชธนกิจ ยักษ์ใหญ่ของโลก รวมกันถึง 14 ราย
พวกเขาไม่ได้มาเพื่อช่วยอุ้มธนาคารที่กำลังจะล้ม และก็ไม่ได้มาเพื่อช่วยกอบกู้เศรษฐกิจของประเทศไหน
แต่มาเพื่อช่วยกันลงเงินคนละก้อน เพื่อไปอุ้มกองทุนเฮดจ์ฟันด์เพียงแค่กองเดียว ให้อยู่รอดต่อไป จนไม่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลก ให้ยับเยินมากไปกว่านี้..
กองทุนที่ว่า มีผู้ร่วมก่อตั้งถึง 2 คน เพิ่งคว้ารางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์มาหมาด ๆ ยังไม่ครบ 1 ปีเสียด้วยซ้ำ
เรากำลังพูดกันถึง กองทุน Long-Term Capital Management หรือ LTCM อดีตกองทุนชื่อดังก้องโลก ที่ว่ากันว่า ครั้งหนึ่งเคยรวบรวมกลุ่มคนฉลาดที่สุดในโลก เอาไว้มากที่สุด
หากสงสัยว่า ทำไมกองทุน LTCM ที่อัดแน่นไปด้วยอัจฉริยะของโลก กลับพบเจอกับจุดจบแบบนี้ ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
เรื่องราวทั้งหมดนี้ ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงปี 1970 เมื่อคุณ Fischer Black และคุณ Myron Scholes ได้ร่วมกันค้นหาคำตอบของคำถาม ที่ค้างคาอยู่ในโลกการเงินกันมานาน
นั่นคือ ออปชัน หรือสัญญาที่ให้สิทธิ์เราซื้อหรือขายหุ้น ในราคาที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้านั้น แท้จริงแล้ว มีวิธีในการคำนวณหามูลค่าที่แท้จริงอย่างไรกันแน่
ต่อมางานวิจัยของทั้งคู่ได้รับการตีพิมพ์ และถูกต่อยอดให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นโดยคุณ Robert Merton หลังจากนั้นอีกไม่นาน
นี่คือเรื่องราวต้นกำเนิดของ Black-Scholes 1 ใน 17 สมการเปลี่ยนโลกเพียงสมการเดียว ที่มาจากฝั่งโลกการเงิน
และเอาไว้ใช้คำนวณหามูลค่าที่แท้จริงของออปชัน ที่บรรดานักลงทุนในตลาด กำลังตามหากันอยู่..
ผลงานความสำเร็จจากการคิดค้นสมการนี้เอง ในภายหลังเกือบ 30 ปี ก็ส่งให้ทั้งคุณ Scholes และคุณ Merton ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ไปในปี 1997
โดยคุณ Black เสียชีวิตไปก่อนหน้านั้นเพียง 2 ปี จึงทำให้ เขาพลาดการมีส่วนร่วมในรางวัลนี้ไป
การถือกำเนิดขึ้นของสมการ Black-Scholes เรียกได้ว่า ปฏิวัติโลกการเงินและการลงทุนไปตลอดกาลเลย
เพราะก่อนหน้านั้นเอง การประเมินมูลค่าออปชัน ยังไม่มีวิธีที่เป็นมาตรฐาน และน่าเชื่อถือพอมารองรับ ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาด มักจะคาดเดากันไปเองต่าง ๆ นานา
เมื่อมีสมการนี้เกิดขึ้น การประเมินมูลค่าของออปชัน ก็ทำได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม
แถมยังเป็นตัวช่วยเบิกทาง ให้มีการต่อยอดองค์ความรู้ รวมถึงเทคนิคใหม่ ๆ ในการลงทุน จากฐานความรู้ใหม่ที่ Black-Scholes ได้สร้างขึ้น ให้เกิดความก้าวหน้าต่อไปอีกในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาหลายปีหลังสมการนี้ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ ก็ยังมีคนจำนวนเพียงหยิบมือเดียว รู้วิธีนำมันไปใช้งาน เพื่อหาโอกาสทำกำไร
ที่เป็นแบบนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด เพราะว่าสมการนี้มีรากฐานมาจากคณิตศาสตร์ อันซับซ้อนอยู่ไม่น้อย
ทำให้คนที่จะสามารถนำไปใช้งานได้เต็มที่ จึงมีแค่คนเพียงจำนวนน้อยนิดบนโลก ที่มีพื้นฐานทางคณิตศาสตร์เป็นอย่างดีเท่านั้น
ซึ่งหนึ่งในคนจำนวนน้อยเหล่านั้น ที่มองเห็นเป็นโอกาสครั้งใหญ่ ก็คือคุณ John Meriwether อดีตหัวหน้าโต๊ะเทรดพันธบัตรของ Salomon Brothers ที่ลาออกมา หลังจากบริษัทเกิดเรื่องอื้อฉาวขึ้น..
ในปี 1994 คุณ Meriwether ตัดสินใจก่อตั้งอาณาจักรใหม่ของตัวเองขึ้น ในชื่อกองทุน Long-Term Capital Management หรือ LTCM
การริเริ่มกองทุนใหม่นี้ ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับโลกการเงินครั้งใหญ่ เพราะเขาใช้วิธีรวบรวมเหล่าคนที่เก่งที่สุดในแต่ละด้าน ให้เข้ามาทำงานร่วมกัน
โดยเริ่มจากการกวาดต้อนมือดีจากบริษัทเดิมของเขาคือ Salomon Brothers และรับสมัครคนจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง ที่มีความสามารถทางคณิตศาสตร์เป็นจำนวนมากเข้ามา
แต่เท่านั้นก็ยังไม่พอ เพราะเขายังไปขอให้ทั้งคุณ Scholes และคุณ Merton เข้ามาร่วมเป็นหุ้นส่วน เพื่อนำทางสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับกองทุน LTCM ต่อจากนี้ด้วย..
หรือพูดให้เห็นภาพแบบเข้าใจง่าย ๆ ก็คือ กองทุนแห่งนี้ไม่ธรรมดาเลย
เพราะมีทั้งเทรดเดอร์มากประสบการณ์, กองทัพนักคณิตศาสตร์อัจฉริยะความสามารถระดับโลก และยังมีผู้ให้กำเนิดสมการ Black-Scholes รวมอยู่ในที่เดียวกันเสียด้วย..
ด้วยชื่อชั้นของคุณ Meriwether ซึ่งเป็นคนดังในวงการ ประกอบกับการมีเหล่าทีมงานหัวกะทิระดับนี้
จึงทำให้ LTCM สามารถระดมทุนตั้งต้นได้เป็นมูลค่าสูงถึง 1,250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้อย่างไม่ยากเย็น
ซึ่งตัวเลขนี้ เมื่อปรับเงินเฟ้อเป็นปัจจุบันจะอยู่ที่ประมาณ 93,000 ล้านบาท นับเป็นสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์โลกการเงิน ณ เวลานั้นเลย
มาถึงตรงนี้ หลายคนก็คงจะเริ่มสงสัยกันบ้างแล้วใช่ไหมว่า แล้วกองทุน LTCM มีวิธีในการลงทุนอย่างไร ?
คำตอบคือ..
- การมองหาตราสารหนี้ 2 ตัว ที่แทบจะเหมือนกันทุกประการ แต่ราคาต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
- จากนั้นกองทุนก็จะเข้าซื้อตราสารหนี้ตัวที่ราคาถูกกว่า และพร้อมกันกับขายชอร์ตตัวที่แพงกว่า เพื่อรอวันที่ราคาของทั้งคู่ จะวิ่งกลับมาบรรจบกัน ตามที่โมเดลของบริษัทได้คำนวณเอาไว้
ฟังดูแล้ว ก็น่าจะเป็นวิธีการที่ปลอดภัยแบบไร้ความเสี่ยง เพราะไม่ว่าจะเลือกทางไหน กองทุนก็จะทำกำไรจากส่วนต่างที่ควรจะต้องหดแคบลงอยู่ดี
แต่ปัญหาก็คือ ส่วนต่างที่ว่านี้ดันเล็กมาก ๆ ทำให้ทางเลือกในการทำกำไรให้ได้ก้อนโตเร็ว ๆ จึงต้องใช้เงินกู้ขนาดใหญ่ เข้ามาช่วยเร่งผลตอบแทนให้ทบทวี อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้..
ซึ่งด้วยกลยุทธ์แบบนี้เอง ก็มีผู้คนเคยเปรียบเปรยปนค่อนแคะเอาไว้ว่า เป็นกลยุทธ์ก้มลงเก็บเศษเหรียญ ตรงหน้ารถแทรกเตอร์ที่กำลังแล่นเข้ามาพอดี
หากโชคดีก็จะรอด แต่หากผิดพลาดไปเพียงนิดเดียว ก็ถึงกับมีโอกาสจบเห่เอาได้เลย..
ถึงแม้วิธีนี้จะดูเสี่ยง แต่ผลลัพธ์ในช่วงแรก ก็ออกมาดีเกินคาดกว่าที่หลายคนเคยปรามาสเอาไว้
เพราะผลตอบแทนหลังจากหักค่าธรรมเนียมกองทุนไปแล้ว สูงถึง 21% ในปีแรก, 43% ในปีที่สอง และ 41% ในปีที่สาม
และยิ่งพอถึงปี 1997 ทั้งคุณ Scholes และคุณ Merton ก็ได้รับรางวัลโนเบลกันทั้งคู่อีก
จึงทำให้ภาพของกองทุน LTCM ยิ่งดูเป็นกองทุนที่สมบูรณ์แบบที่สุด เท่าที่โลกการเงินเคยมีมาเลย..
แต่ภายใต้แสงแห่งความรุ่งโรจน์นั้นเอง รอยร้าวเล็ก ๆ ก็เริ่มปริแตกออกเป็นวงกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ จนส่งผลกระทบต่อความเชี่ยวชาญเดิมของกองทุน ให้ต้องปรับเปลี่ยนแนวทาง
เพราะยิ่งกองทุนนี้ประสบความสำเร็จมากขึ้นเท่าไร ก็มีคนเลียนแบบกลยุทธ์แบบนี้ตามกันมากขึ้นเรื่อย ๆ
จนส่วนต่างราคาตราสารหนี้ ที่สมัยก่อนเคยหาได้แบบง่าย ๆ มาในตอนหลัง ก็เริ่มหายากมากขึ้นไปทุกที ส่งผลให้ผลตอบแทนที่เคยดีงามแบบหาตัวจับได้ยาก ก็เริ่มลดลง
นำไปสู่การตัดสินใจของผู้บริหารกองทุน ให้หันไปมองหาโอกาสในสนามใหม่ที่ตัวเองไม่ค่อยถนัด
เช่น ตลาดหุ้นในประเทศเกิดใหม่, เก็งกำไรค่าเงิน ไปจนถึงการหาโอกาสจากดีลควบรวมกิจการ
ในขณะที่โอกาสการลงทุนดี ๆ เริ่มเหลือน้อยลง และนักลงทุนบางส่วนก็เริ่มถอนเงินลงทุนออกไปบ้าง เพราะได้กำไรมาเยอะแล้ว จนเงินส่วนทุนของกองทุนเองก็มีขนาดเล็กลง
ตรงกันข้าม หนี้สินที่มีอยู่กลับไม่ได้ลดน้อยลงเลย ทำให้ในตอนนั้น LTCM กำลังแบกหนี้สูงถึง 25 เท่าของเงินทุนตัวเอง
เรียกได้ว่า หากเกิดเหตุการณ์ผิดคาดไปเพียงนิดเดียว หรือเจอกับช่วงตลาดร่วงลงอย่างหนัก แบบที่โมเดลคำนวณความเสี่ยงของพวกเขาครอบคลุมไปไม่ถึงขึ้นมา
นอกจากกองทุนจะมีโอกาสเอาตัวเองไม่รอดแล้ว ก็อาจจะสร้างปัญหาใหญ่ ให้คนอื่นต้องมาคอยเก็บกวาดเอาได้..
ซึ่งที่เกริ่นมานี้ ก็ไม่ได้ไกลไปจากความเป็นจริงที่เกิดขึ้นเลย
เพราะในปี 1998 ประเทศรัสเซียกำลังมีปัญหาเศรษฐกิจ จึงได้ตัดสินใจผ่อนผันการชำระหนี้พันธบัตรสกุลเงินรูเบิลของตัวเอง
เรื่องนี้ถือได้ว่า เป็นเหตุการณ์เกินความคิดไปกว่าที่โมเดลวิเคราะห์ความเสี่ยงตัวไหนก็ตามของโลกในเวลานั้น จะสามารถคำนึงถึงไปได้
เพราะในโลกการเงิน เรามีความเชื่อกันมาตลอดว่า หนี้รัฐบาลที่ออกในสกุลเงินตัวเอง มีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ต่ำมาก เพราะถ้าจนตรอกจริง ๆ รัฐบาลก็สามารถพิมพ์เงินมาใช้หนี้ได้ 
แต่พอความเชื่อพื้นฐานข้อนี้ พังทลายลงต่อหน้าต่อตา นักลงทุนทั่วโลกก็เกิดอาการตื่นตระหนกพร้อมกัน จนไม่สนแล้วว่า สินทรัพย์ไหนจะเสี่ยงมากหรือน้อย
และพร้อมใจกันเทขายสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหมดที่ไม่ใช่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ออกมาพร้อมกันทั้งหมดทั่วโลก
ตรงนี้เอง คือฝันร้ายที่สุด ที่โมเดลการประเมินความเสี่ยงของ LTCM ต้องเจอ เพราะหัวใจของโมเดลที่กองทุนนี้ใช้ ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า ทุกตลาดในโลกนี้ จะไม่มีทางร่วงลงพร้อมกันหมด
และได้วางแนวทางกระจายความเสี่ยง ผ่านการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ ที่อยู่ในหลายตลาดทั่วโลก โดยที่แต่ละตลาดนั้น ก็ดูจะไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย
จนแทบจะมองไม่เห็นโอกาสที่หากตลาดหนึ่งเกิดมีปัญหา ก็จะลุกลามไปสร้างปัญหาให้ตลาดอื่น ๆ พังลงต่อเนื่องเป็นโดมิโนได้
และด้วยมุมมองแบบนี้เอง ทางกองทุนจึงเชื่อมั่นว่า ต่อให้ผิดพลาดไปบ้างจริง คือมีตลาดหนึ่งมีปัญหา
แต่เมื่อได้กระจายความเสี่ยงเป็นอย่างดีแล้ว โดยยังมีตลาดอื่น ๆ สามารถเอาตัวรอดได้ ตัวกองทุนก็ยังจะไม่ได้รับความเสียหายมากมายเท่าไรนัก
แต่เหตุการณ์วิกฤติค่าเงินรูเบิลครั้งนี้ แตกต่างออกไป เพราะเป็นเหตุการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก จนส่งผลต่อความเชื่อมั่นไปทั้งโลก
ซึ่งเมื่อวิเคราะห์อย่างลึกซึ้งแล้ว ก็สามารถพูดได้เต็มปากว่า ใน 1,000 ปี จะมีโอกาสเกิดขึ้นแบบนี้ แค่เพียง 1 ครั้ง 
แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้น ก็รุนแรงมากพอ ที่จะทำให้ทุกตลาดในโลก เกิดสถานการณ์ราคาสินทรัพย์ร่วงลงอย่างหนัก ไปพร้อมกันทันที..
เมื่อได้เจอกับเรื่องแบบนี้ ประเดประดังเข้ามาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ภายในระยะเวลาแค่เพียงวันเดียว กองทุน LTCM ก็ขาดทุนไปถึง 550 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 37,000 ล้านบาท หลังปรับเงินเฟ้อ)
ทั้งที่โมเดลของพวกเขาเคยคำนวณไว้แล้วด้วยซ้ำว่า ต่อให้เป็นวันที่เลวร้ายที่สุด ก็จะขาดทุนแค่ไม่เกิน 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เท่านั้น 
พูดง่าย ๆ ก็คือ พวกเขาเจอการขาดทุนในวันเดียว มากกว่าที่โมเดลคำนวณไว้ถึงเกือบ 16 เท่า
แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่สมการเคยบอกว่าจะไม่มีทางเกิดขึ้น ตอนนี้ได้เกิดขึ้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว..
แต่ปัญหาของ LTCM ไม่ได้มีแค่เรื่องนี้เท่านั้น เพราะเดิมทีกองทุนก็แบกหนี้เอาไว้แล้วถึง 25 เท่าของเงินทุน
เมื่อเกิดเหตุการณ์ราคาสินทรัพย์ร่วงลงอย่างหนัก ทางเจ้าหนี้ก็ต้องทำการ Margin Call หรือขอเรียกวางเงินประกันเพิ่มขึ้น
แต่หากยิ่งราคาสินทรัพย์ร่วงลงหนักทุกวัน ๆ จำนวนเงินวางหลักประกัน ก็จะมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
จนมาถึงวันที่ สถานการณ์ของ LTCM หนักหนาสาหัส จนดูจะกู่ไม่กลับแล้ว และกองทุนก็ไม่สามารถหาเงินมาวางเป็นหลักประกันเพิ่มได้อีกแล้ว
วันนั้นเอง ภาพของ LTCM จึงได้เปลี่ยนไปเป็น กองทุนของเหล่าอัจฉริยะ ที่กำลังแบกหนี้กว่า 250 เท่าของเงินทุนตัวเอง และกำลังจะล่มสลายลง ในเร็ววันนี้..
เมื่อไม่เหลือใครกล้าพอให้ปล่อยกู้อีกต่อไป เรื่องราวทั้งหมดจึงได้เดินมาบรรจบกันที่ ห้องประชุมของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา สาขานิวยอร์ก
โดยเจ้าหนี้รายใหญ่ทั้ง 14 ราย ถูกเรียกตัวมานั่งในห้องนั้น เพื่อช่วยกันลงขันเป็นเงินกว่า 120,000 ล้านบาท เพื่อเข้าไปอุ้มกองทุนให้อยู่รอด แลกกับการได้ถือหุ้น 90%
ที่พวกเขาเหล่านี้ยอมช่วย ไม่ใช่เพราะมีความเห็นอกเห็นใจ แต่เป็นเพราะว่า หากปล่อยให้ LTCM ล้มลง
สินทรัพย์ที่บริษัทถืออยู่ จะถูกเทขายออกไปในตลาดพร้อมกันทีเดียว ทำให้ราคาสินทรัพย์จะยิ่งร่วงลงหนักขึ้นไปอีก
และทีนี้คนที่จะเจ็บหนักต่อมา ก็จะกลายเป็นเจ้าหนี้ทั้ง 14 รายแทนนั่นเอง..
ซึ่งการอุ้มในวันนั้น ก็ไม่ได้แปลว่ากองทุนนี้จะอยู่รอด เพราะสิ่งที่เหล่าเจ้าหนี้ต้องการ ไม่ใช่การทำให้ LTCM ฟื้นกลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง
แต่เป็นการค่อย ๆ ทยอยขายสินทรัพย์ทั้งหมดออกไปอย่างเงียบเชียบที่สุด เพื่อไม่ให้ตลาดพังลงไปมากกว่านี้
โดยคุณ Meriwether และเหล่าหุ้นส่วน ต้องก้มหน้าก้มตา ทำงานที่เดิมต่อไป เพียงแต่หน้าที่ของพวกเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว
จากคนที่เคยหาเงินให้กองทุน กลับกลายเป็นคนที่ต้องมารื้อถอนกองทุน ค่อย ๆ ทุบทำลายอาณาจักรที่ครั้งหนึ่งเมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ เคยรุ่งเรืองมาก ให้ล่มสลายลงไปกับมือของตัวเอง
อ่านมาถึงตรงนี้ เราก็น่าจะเข้าใจถึงบทเรียนราคาแพงที่สุดบทหนึ่งของโลกการเงิน ที่กองทุน LTCM ได้ทิ้งเอาไว้ให้เรา กันดีขึ้นแล้ว
บางทีจุดที่เจ็บปวดที่สุดของเรื่องนี้ ก็อาจจะบอกเราเป็นนัย ๆ ว่า สุดท้ายแล้วเรื่องราวต่อจากนั้นก็คือ สมการของพวกเขาอาจจะไม่ได้ผิดพลาดแบบล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
เพราะหลังเหตุการณ์ทุกอย่างผ่านพ้นไป ราคาสินทรัพย์ส่วนใหญ่ ก็วิ่งกลับมาบรรจบตามเดิม อย่างที่โมเดลเคยบอกเอาไว้จริง ๆ และทำให้เจ้าหนี้ที่เข้ามาช่วยอุ้ม ได้เงินคืนกันครบทุกราย
จริง ๆ แล้ว ความน่าเสียดายของเรื่องนี้คือ พวกเขาคิดถูก เพียงแต่ไม่สามารถอดทนอยู่ได้จนถึงวันที่คำตอบเดินทางมาถึงเท่านั้นเอง
เพราะเงินกู้ ไม่ได้มีแค่ข้อดีคือการช่วยขยายผลตอบแทนของเราให้มากขึ้นเท่านั้น แต่ก็ยังเป็นดาบสองคม ที่แอบพรากสิทธิ์ในการรอคอย จนกว่าวันสำคัญที่สุดจะมาถึง ไปจากเราด้วย
อีกทั้งมันยังเปลี่ยนให้ คนที่เคยมีอำนาจเลือกจังหวะขายได้ด้วยตัวเอง ให้กลายมาเป็นเพียงแค่ คนที่ต้องจำใจยอมขาย ในวันที่เจ้าหนี้สั่งมา
นี่เป็นเรื่องราวของกองทุนที่ครั้งหนึ่งเคยยิ่งใหญ่มาก และมีคนจำนวนไม่น้อยเชื่อมั่นว่า มีศักยภาพสูงพอจะกลายเป็นเสาหลักต้นใหญ่ต้นสำคัญ เคียงคู่กับวงการลงทุนไปได้อีกหลายปี
แต่เมื่อได้มองย้อนดูเรื่องราวนี้กันแล้ว ก็มีความปนตลกร้ายอยู่ไม่น้อยเลย เพราะกองทุนที่เคยตั้งชื่อตัวเอง ไว้อย่างภาคภูมิใจว่า “Long-Term” หรือระยะยาว
สุดท้ายกลับต้องมาตกม้าตายเอาได้ เพียงเพราะทนกับ “เหตุการณ์ระยะสั้น” ได้ไม่นานพอ แค่นั้นเอง..
#WealthPreservation
#กองทุน
#LTCM
References
-หนังสือ When Genius Failed: The Rise and Fall of Long-Term Capital Management (2000) โดย Roger Lowenstein
-หนังสือ The Ascent of Money (2008) โดย Niall Ferguson
-หนังสือ Fooled by Randomness: The Hidden Role of Chance in Life and in the Markets (2008) โดย Nassim Taleb
-หนังสือ The Snowball: Warren Buffett and the Business of Life (2009) โดย Alice Schroeder
-หนังสือ In Pursuit of the Perfect Portfolio: The Stories, Voices, and Key Insights of the Pioneers Who Shaped the Way We Invest (2021) โดย Andrew Lo
© 2026 WealthThink. All rights reserved. Privacy Policy.