
สรุปเทคนิค ถอนกองทุน สร้างเงินบำนาญหลังเกษียณ ที่มนุษย์เงินเดือนก็ทำได้
1 ก.ย. 2026
เมื่อพูดถึงเรื่องการมีบำนาญที่มั่นคง เรามักจะนึกถึงอาชีพข้าราชการ ไม่ใช่การเป็นมนุษย์เงินเดือนทำงานบริษัท
แต่รู้ไหมว่า พนักงานเอกชน ก็สามารถสร้างรายได้แบบเงินบำนาญได้ง่ายกว่าที่ใครหลายคนคิด โดยใช้เครื่องมือที่เราคุ้นเคยกันดีอย่าง กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุน PVD และกองทุน RMF
แล้วพนักงานเอกชน จะใช้เครื่องมือเหล่านี้ สร้างบำนาญให้ตัวเองหลังเกษียณได้อย่างไร ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
บริษัทหลายแห่ง มักจะมีการจัดตั้งกองทุน PVD เพื่อเป็นหลักประกันสำหรับเงินทุนหลังเกษียณอายุให้กับพนักงาน
ข้อดีของกองทุน PVD ก็คือ การหักเงินเดือนของเราออกไปบางส่วน ตั้งแต่ก่อนที่เงินก้อนนั้นจะโอนเข้าบัญชีธนาคารของเราเสียอีก
มันจึงเหมือนเป็นการบังคับออมเงินทุกเดือนแบบกลาย ๆ แถมเงินที่ออมไว้ ก็ไม่ได้นอนนิ่งไว้ในบัญชีธนาคารเฉย ๆ
เพราะ บลจ. ที่บริหารกองทุน PVD ก็จะนำเงินของเราไปลงทุน บริหารเงินให้งอกเงย ตามที่เราเลือกแผนการลงทุนไว้
นอกจากนี้ บริษัทยังช่วยส่งเงินสมทบให้เราในอัตราส่วนตั้งแต่ 2% ถึง 15% ตามนโยบายของแต่ละบริษัทด้วย
นั่นแปลว่า เราจะได้ประโยชน์จาก กองทุน PVD ถึง 3 ส่วน ส่วนแรกคือ กำไรจากการลงทุน ส่วนที่ 2 คือ เงินสมทบที่บริษัทช่วยสมทบให้ทุก ๆ เดือน
และส่วนสุดท้ายคือ สิทธิในการลดหย่อนภาษี ที่สามารถนำไปลดหย่อนได้สูงสุดถึง 15% ของเงินได้
แต่ต้องไม่เกิน 500,000 บาท เมื่อรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอื่น ๆ เช่น กองทุน RMF และเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ
ดังนั้นในช่วงที่เราทำงานอยู่ ก้าวแรกของการสร้างระบบเงินบำนาญหลังเกษียณ ก็คือการใช้สิทธิส่งเงินเข้ากองทุน PVD ให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้
ซึ่งเงื่อนไขในการถอนเงินกองทุน PVD แบบไม่ให้เสียภาษีเงินได้ ก็คือต้องเป็นสมาชิกกองทุน PVD ครบ 5 ปี และมีอายุ 55 ปีบริบูรณ์
ทีนี้ถ้าเราใช้สิทธินำเงินส่งเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพเต็มที่ ที่ 15% ของเงินเดือนแล้ว
แต่ยังลดหย่อนไม่ครบ 500,000 บาทต่อปี และยังลดหย่อนไม่เกิน 30% ของรายได้ที่ต้องเสียภาษีต่อปี
ก็สามารถไปซื้อกองทุน RMF ต่อได้ โดย RMF มีกฎอยู่ว่า ต้องซื้อต่อเนื่องทุกปี หรือปีเว้นปีก็ได้
โดย RMF มีเงื่อนไขการถือครองคล้าย ๆ กองทุน PVD ก็คือ ต้องถือจนครบ 5 ปี และจะขายได้ก็ต่อเมื่อเราอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์
ข้อควรระวังก็คือ ถ้าหากขายก่อนครบกำหนด 5 ปี แม้จะมีอายุ 55 ปีบริบูรณ์แล้วก็ตาม เงินที่ได้จากการขายกองทุน ต้องถูกนำไปคำนวณภาษีเงินได้ด้วย แถมต้องคืนภาษีทุกปีที่ลดหย่อนไปด้วย
ปัญหาของพนักงานบริษัทหลายคนก็คือ เมื่อถึงวัยเกษียณ หรืออายุครบ 55 ปีแล้ว มักเลือกที่จะถอนเงินออกไปทั้งก้อน
แล้วนำเงินทั้งก้อน ไปฝากไว้ในบัญชีธนาคาร ทำให้เราเสียโอกาสในการสร้างผลตอบแทนต่อ
และอาจจะทำให้เราเผลอใช้เงินแบบขาดการวางแผนให้รัดกุม จนทำให้เงินหมดไปก่อน ในช่วงที่เรายังมีชีวิตอยู่
ดังนั้นเราก็ต้องมีการสร้างระบบเงินบำนาญหลังเกษียณเพื่อสร้างกระแสเงินสดให้ไหลเข้ามาทุกเดือน และควบคุมวินัยในการใช้เงินของเรา โดยไม่เสียโอกาสในการสร้างผลตอบแทน
วิธีการสร้างระบบเงินบำนาญหลังเกษียณก็คือ การทยอยรับเงินจากกองทุน RMF และกองทุน PVD เป็นงวด ๆ
โดยเมื่อถึงวัยเกษียณ เราสามารถขอให้กองทุน PVD ทยอยถอนเงินจากกองทุนออกมาเป็นงวด ๆ คล้ายกับที่ข้าราชการรับเงินแบบบำนาญได้เลย
โดยเราต้องแจ้งกับนายทะเบียนกองทุน และคณะกรรมการกองทุนเพื่อขอถอนเงินเป็นรายเดือน รายไตรมาส ครึ่งปี หรือรายปีก็ได้
อย่างไรก็ตาม ก็ต้องบอกไว้ก่อนว่า การถอนเงินเป็นงวด ๆ จากกองทุน PVD ก็มีค่าใช้จ่าย
เพราะทุกครั้งที่เราถอนเงินเป็นรายงวด จะถูกคิดค่าธรรมเนียมการถอนเป็นงวดครั้งแรกจำนวนหนึ่ง และมีค่าธรรมเนียมการถอนงวดต่อไป
ซึ่งจำนวนค่าธรรมเนียมที่เก็บนั้น ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของ บลจ. ที่กำหนดไว้
อย่างเช่น กองทุน PVD ของทาง TISCO จะมีค่าธรรมเนียมในการถอนเงินงวดแรก 500 บาท และงวดต่อไป 100 บาท
ดังนั้นถ้าใครยังพอมีเงินจากกองทุน RMF เหลืออยู่ ก็อาจพิจารณาแบ่งทยอยขายกองทุน RMF ออกมาเป็นงวดก่อน
เพราะการทยอยขาย RMF ออกมาเป็นงวด ไม่มีค่าธรรมเนียมการถอนเป็นงวด เหมือนการถอนเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
หรือถ้าใครไม่อยากเสียค่าธรรมเนียมการถอนรายงวดจริง ๆ ก็สามารถโอนย้ายเงินในกองทุน PVD ไปยังกองทุน RMF ก่อน แล้วค่อยถอนก็ได้
สิ่งสำคัญอีกอย่าง คือการไปตรวจสอบดูว่า เราจะได้เงินบำนาญจากประกันสังคมหลังเกษียณปีละเท่าไรด้วย
ความพิเศษของกองทุนประกันสังคมก็คือ จะจ่ายเงินบำนาญให้เราไปจนตลอดชีวิต
ดังนั้นรายได้ในส่วนนี้ จึงเป็นตัวช่วยให้เราถอนเงินจากกองทุนเกษียณของเราน้อยลงอีกทางได้ด้วย
ตัวอย่างวิธีการคำนวณเงินบำนาญที่ต้องถอนออกมาต่อเดือนก็อย่างเช่น
สมมติว่าเรามีภาระค่าใช้จ่ายหลังเกษียณอยู่ที่เดือนละ 40,000 บาท ถ้าเราได้เงินบำนาญจากกองทุนประกันสังคมไปแล้ว 4,000 บาทต่อเดือน
แปลว่าเรายังขาดเงินอยู่อีก 36,000 บาท เงินจำนวนนี้ก็คือเงินที่เราจะถอนจากกองทุน RMF และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแบบรายเดือนนั่นเอง
และจะต้องคิดด้วยว่า หากเรามีอัตราการถอนเงินประมาณ 36,000 บาทต่อเดือน แล้วเราคาดว่าเราจะมีอายุอยู่บนโลกนี้สัก 100 ปี ซึ่งก็คือ 40 ปีหลังเกษียณ เงินทุนที่เราต้องมีคือเท่าไร ?
สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราต้องคิดตั้งแต่อยู่ในวัยทำงาน เพื่อวางแผนให้มีเงินทุนเหลือพอเกษียณอย่างไม่ลำบาก
อีกข้อควรระวังก็คือ เมื่อเราอยู่ในวัยเกษียณ สิ่งสำคัญจะไม่ใช่การเร่งสร้างผลตอบแทนอีกต่อไป แต่เป็นการรักษาเงินต้นมากกว่า
ในตอนเพิ่งเริ่มทำงาน เราอาจจะให้น้ำหนักสินทรัพย์เสี่ยงสูงเยอะประมาณหนึ่งได้ แต่เมื่อถึงวัยเกษียณ ก็ต้องให้ความสำคัญกับสินทรัพย์เสี่ยงต่ำอย่างตราสารหนี้มากขึ้น ซึ่งต้องแลกกับผลตอบแทนโดยรวมที่ลดลง
โดยการปรับพอร์ต ควรจะปรับก่อนที่เราจะเกษียณอายุจากการทำงานอย่างน้อย 5 ปี เพราะเราอาจจะโชคร้าย เกษียณจากการทำงานในช่วงที่ตลาดหุ้นตกหนัก หรือมีวิกฤติเศรษฐกิจพอดีก็ได้
ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้ มักจะทำให้มูลค่าพอร์ตการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูงของเราลดลงเป็นอย่างมาก
และทั้งหมดนี้ก็คือ เทคนิคสร้างระบบเงินบำนาญหลังเกษียณ ตามแบบฉบับมนุษย์เงินเดือน ที่เราสามารถทำตามได้ตั้งแต่วันนี้
เพราะการเกษียณที่มั่นคง เพื่อชีวิตที่ยังสะดวกสบายของตัวเราเองในวันข้างหน้า ล้วนมาจากวินัยการเงินของตัวเราเองในวันนี้..
#WealthPreservation
#กองทุน
#วางแผนเกษียณ
References