คู่หูนักฟิสิกส์นี้ ไม่เคยลงทุน แต่ใช้ทฤษฎีคณิตศาสตร์ มาทำกำไรในตลาดหุ้น เป็นกอบเป็นกำ

คู่หูนักฟิสิกส์นี้ ไม่เคยลงทุน แต่ใช้ทฤษฎีคณิตศาสตร์ มาทำกำไรในตลาดหุ้น เป็นกอบเป็นกำ

9 ก.ย. 2026
ในโลกการเงิน มีความเชื่อข้อหนึ่ง ที่ถูกยกให้เป็นเสมือนอีกหนึ่งกฎเหล็กมาตลอดหลายปี จนถึงวันนี้
นั่นคือ ราคาหุ้นจะเคลื่อนไหวแบบสุ่ม ไม่มีใครทำนายความเปลี่ยนแปลงได้ และการที่จะมีใครสักคน สามารถมองเห็นรูปแบบ จนเอาชนะตลาดได้ ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
แต่รู้หรือไม่ว่า เคยมีบริษัทเล็ก ๆ อยู่แห่งหนึ่ง ที่คู่หูผู้ก่อตั้ง ไม่ใช่ทั้งเทรดเดอร์มากประสบการณ์ และไม่เคยทำงานในตลาดหุ้นมาก่อนเลยแม้แต่วันเดียว
สามารถทำสิ่งที่สวนทางกับความเชื่อนี้ได้ จนกลายมาเป็นตำนานอยู่คู่กับโลกการเงิน ไปโดยปริยาย..
เรากำลังพูดกันถึง คุณ J. Doyne Farmer และคุณ Norman Packard คู่หูนักฟิสิกส์ ที่นำแนวคิด Chaos Theory หรือทฤษฎีความโกลาหล อีกหนึ่งใน 17 สมการเปลี่ยนโลก ที่ถูกนำมาปรับใช้จริงกับตลาดหุ้น
หากสงสัยว่า Chaos Theory คืออะไร และเรื่องราวของทั้งคู่ กว่าจะกลายเป็นตำนาน มีอะไรน่าสนใจบ้าง ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
ก่อนอื่นเรามารู้จักกับ Chaos Theory หรือทฤษฎีความโกลาหลกันก่อน
จุดเริ่มต้นของแนวคิดนี้ สามารถย้อนกลับไปได้ถึงผลงานของนักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศสผู้ยิ่งใหญ่อย่างคุณ Henri Poincaré เมื่อประมาณ 130 ปีก่อนเลย
แต่คนที่ทำให้โลกนี้ได้เห็นประโยชน์ของแนวคิดนี้ชัดเจนมากที่สุด ก็คือคุณ Edward Lorenz นักอุตุนิยมวิทยาจาก MIT
เรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่งเมื่อราว 70 ปีก่อน คุณ Lorenz ต้องการจะทดสอบแบบจำลองสภาพอากาศซ้ำอีกครั้ง
แทนที่เขาจะใส่ตัวเลขเดิมคือ 0.506127 เขากลับป้อนเข้าไปเพียงแค่ 0.506 เพราะคิดว่า ตัวเลขต่างกันเพียงจุดทศนิยมเล็ก ๆ แค่นี้เอง คงจะไม่ได้สร้างความแตกต่างอะไรมากมายเท่าไรนัก
แต่ผลที่ออกมา กลับสร้างความน่าตกใจให้กับเขาเป็นอย่างมาก เพราะแบบจำลองสภาพอากาศทั้ง 2 ชุด ที่มีจุดเริ่มต้นแทบจะเหมือนกันทุกอย่าง
กลับค่อย ๆ สร้างรูปแบบที่แตกต่างกันมากขึ้น ๆ ทีละน้อย จนทำให้ผลลัพธ์สุดท้าย ไม่เหมือนกันเลยแม้แต่นิดเดียว..
ตรงนี้เอง คุณ Lorenz จึงได้ไอเดียมาทำเป็นงานวิจัย ซึ่งต่อมากลายเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของ Chaos Theory
และนำมาสู่แนวคิดที่คนทั่วไปคุ้นหูกันในชื่อ “Butterfly Effect” หรือปรากฏการณ์ผีเสื้อขยับปีก
ที่แม้ความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย แต่หากปล่อยให้เป็นแบบนั้นต่อไปในระยะเวลาที่นานมากพอ ก็สามารถขยายผล จนสร้างผลกระทบมหาศาลในเวลาต่อมาได้
ซึ่งในขณะเดียวกันเอง Chaos Theory ก็ยังได้เปิดประเด็นความรู้ในแนวทางใหม่ ให้กับมนุษย์เราได้เห็นข้อจำกัดของการทำนายอนาคตด้วย
เพราะนอกจากทฤษฎีนี้จะบอกเราเป็นนัย ๆ ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้เกิดขึ้นแบบมั่ว ๆ ไม่มีเหตุผลแล้ว
มันกลับมีรูปแบบของตัวเอง ซ่อนอยู่ภายใต้ระบบที่มีความซับซ้อนมากเกินไป จนทำให้เราแทบจะไม่สามารถทำนายอะไรในระยะยาวได้อย่างแม่นยำเลย
ถึงอย่างนั้นในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ซึ่งเป็นตอนที่ตัวแปรทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกันภายในระบบ ยังไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงมากนัก
เราก็ยังจะมีโอกาสทำนายรูปแบบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต่อจากนี้ ได้อยู่บ้างเหมือนกัน..
และคนที่เห็นโอกาสจากแนวคิดนี้ก็คือ คุณ J. Doyne Farmer และคุณ Norman Packard
โดยทั้งคู่เติบโตมาด้วยกันที่รัฐนิวเม็กซิโก ประเทศสหรัฐอเมริกา และแยกย้ายกันไปเรียนต่อคนละที่
ก่อนที่โชคชะตาจะพัดพาทั้งคู่ให้กลับมาเจอกันอีกครั้ง ตอนเรียนปริญญาเอกสาขาฟิสิกส์ ที่ University of California, Santa Cruz
ที่นี่เอง หลังจากพวกเขาได้รับรู้มาว่า มี 2 อัจฉริยะจาก MIT อย่างคุณ Claude Shannon และคุณ Edward Thorp
เคยนำความรู้ด้านคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ มาสร้างอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก เพื่อคำนวณการเคลื่อนที่ของลูกบอลบนโต๊ะรูเล็ตต์ และพยายามสร้างความได้เปรียบเหนือกาสิโนมาก่อน
เรื่องราวนี้จุดประกายให้ทั้งคุณ Farmer และคุณ Packard ตั้งคำถามขึ้นมาว่า เกมที่ดูเหมือนจะมีแต่เรื่องของการสุ่มอย่างรูเล็ตต์ ยังสามารถค้นหารูปแบบบางอย่างที่ซ่อนอยู่ได้
แล้วพวกเขาจะสามารถทำแบบเดียวกันนี้ กับเรื่องอื่น ๆ ต่อได้หรือไม่..
สิ่งแรกที่พวกเขาทำ คือการกลับไปเริ่มต้นจากโต๊ะรูเล็ตต์เหมือนรุ่นพี่ทั้ง 2 คน
โดยพวกเขาและกลุ่มเพื่อน ในนามกลุ่มลับที่ชื่อ Eudaemons ได้ซื้อโต๊ะรูเล็ตต์มาตั้งไว้ทดลองเป็นของตัวเอง พร้อมกับใช้เวลาอีกหลายปี สร้างสมการเพื่อคำนวณการเคลื่อนไหวของลูกบอลและวงล้อ
และได้ต่อยอดกัน จนประดิษฐ์คอมพิวเตอร์ขนาดจิ๋วออกมา ซ่อนเอาไว้ในรองเท้า เพื่อนำไปใช้งานจริงในกาสิโน
โดยจะให้แบ่งทีมกันทำงาน คือให้คนหนึ่งใช้ปลายเท้ากดจับจังหวะความเร็วของลูกบอลและวงล้อ
จากนั้นคอมพิวเตอร์ ก็จะคำนวณออกมาว่า ลูกบอลมีโอกาสไปตกอยู่ในบริเวณไหนมากที่สุด แล้วส่งสัญญาณต่อให้อีกคนหนึ่งรีบลงเงินเดิมพัน
ผลลัพธ์จากการทดลอง ถือว่าทำออกมาได้ดีไม่น้อย เพราะระบบที่พวกเขาคิดขึ้น สามารถสร้างความได้เปรียบเหนือกาสิโนได้ถึง 20%
ถึงแม้สุดท้าย ทั้งคู่จะไม่ได้ร่ำรวยจากกาสิโน เพราะอุปกรณ์ในยุคนั้นยังมีปัญหาอยู่บ่อยครั้ง แต่สิ่งที่พวกเขาได้รับกลับมา มีค่ามากกว่าเงินเสียอีก
เพราะมันพิสูจน์ให้เห็นว่า สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นแค่เรื่องของการสุ่มโดยสมบูรณ์ ที่คนทั่วไปมักจะมองว่า ไม่มีรูปแบบตายตัว จนทำนายความเป็นไปไม่ได้นั้น
แท้จริงแล้ว หากเราเข้าใจโครงสร้าง และระบบที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังของสิ่งนั้น ๆ ดีพอ เราก็สามารถนำไปต่อยอดจนสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งคนอื่น ๆ ได้..
หลังเรียนจบ ทั้งคู่แยกย้ายกันไปทำงานต่อ โดยคุณ Farmer เข้าไปทำงานที่ Los Alamos National Laboratory และได้ศึกษาเรื่อง Complex Systems หรือระบบซับซ้อน ต่ออย่างจริงจัง
แต่คำถามเรื่องการนำความรู้เหล่านี้ไปใช้หาเงินจริง ก็ยังติดอยู่ในใจของเขามาตลอด ไม่เคยหายไป
จนในวันหนึ่ง เขากับคุณ Packard มองเห็นโอกาสตรงกัน บนตลาดที่มีทั้งข้อมูลมหาศาล, มีแต่ความไม่แน่นอน และเต็มเปี่ยมไปด้วยพฤติกรรมของผู้คนจำนวนมาก ซ้อนทับกันอยู่
ที่นั่นก็คือ “ตลาดหุ้น”
ทั้งคู่ตั้งคำถามแบบเดิมว่า ราคาหุ้นที่กำลังเคลื่อนไหวทุกวัน จนดูเหมือนความวุ่นวายสะเปะสะปะ และคาดเดาไม่ได้นี้ จริง ๆ แล้วกำลังมีรูปแบบบางอย่างซ่อนอยู่หรือไม่ ?
ในปี 1991 คุณ Farmer จึงตัดสินใจลาออกจากงาน และร่วมมือกับคุณ Packard อีกครั้ง ก่อตั้งบริษัทของตัวเองขึ้นมาในชื่อ “Prediction Company”
หลักการทำงานของบริษัท ไม่ใช่แค่การเอาสมการจาก Chaos Theory ไปใส่ในกราฟหุ้น แล้วจะได้เป็นผลลัพธ์ออกมาว่า พรุ่งนี้หุ้นจะขึ้นหรือลงแต่อย่างใด
แต่เป็นการผสมผสาน โดยนำหลักคิดสำคัญที่ทั้งคู่ได้เรียนรู้มาทั้งชีวิต ปรับใช้กับข้อมูลที่มากล้นในตลาดหุ้น คือการพยายามค้นหาสิ่งที่เรียกว่า “Pockets of Predictability”
อันเป็นรูปแบบทางสถิติบางอย่าง ที่โผล่ขึ้นมาท่ามกลางความวุ่นวายไร้ระเบียบของตลาดหุ้น ในช่วงเวลาสั้น ๆ จนแทบจะสังเกตกันไม่เห็น แต่พอจะใช้ทำนายสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ได้
ยกตัวอย่างเช่น หุ้น Nvidia ราคาขึ้นจากผลประกอบการดี อัลกอริทึมที่เรียนรู้รูปแบบความเชื่อมโยงทางสถิติ แล้วเห็นว่า หุ้น TSMC มักจะราคาขึ้นด้วย ในเวลาไม่กี่วินาที เพราะได้ประโยชน์จากเหตุการณ์นี้ 
ก็จะรีบส่งคำสั่งซื้อหุ้น TSMC ภายในเวลาเสี้ยววินาที ก่อนที่ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้น เพื่อทำกำไร
ซึ่งรูปแบบที่ยกตัวอย่างนี้ เป็นหนึ่งในรูปแบบที่ Prediction Company ใช้คอมพิวเตอร์ และเครื่องมือทางคณิตศาสตร์จากหลากหลายสาขา มาสร้างเป็นแบบจำลองจำนวนมาก 
เพื่อค้นหารูปแบบเหตุการณ์มากมายที่ซ่อนอยู่ในตลาดหุ้น จนเกิดเป็นคลังกลยุทธ์เตรียมไว้ใช้รับมือกับสภาพตลาดในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่แตกต่างกันไป
ซึ่งจุดสำคัญก็คือ พวกเขาไม่จำเป็นต้องทายได้ถูกต้องทุกครั้ง เพราะแค่มีระบบที่เชื่อถือได้ ประกอบกับวิธีการรับมือความเสี่ยงที่รัดกุม
แค่เราสามารถทายถูกมากกว่าผิด เพียงแค่เล็กน้อย และนำความได้เปรียบนั้น มาทำซ้ำ ๆ ต่ออีกหลายครั้ง
กำไรเล็ก ๆ ในแต่ละรอบ ก็จะค่อย ๆ รวมตัวกันกลายมาเป็นเงินก้อนมหึมาไปได้นั่นเอง
และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นแบบเงียบ ๆ จากคู่หูนักฟิสิกส์ที่ไม่เคยทำงานในโลกการเงินมาก่อนเลย ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า แนวคิดนี้ไม่ได้เป็นเพียงความเพ้อฝัน 
เพราะพวกเขาทำผลตอบแทนเอาชนะตลาด ได้อย่างถล่มทลาย และสามารถทำกำไรได้ถึง 26 ปี จากตลอดช่วงเวลา 27 ปีของบริษัทเลยทีเดียว
ความสำเร็จระดับนี้ เปลี่ยนให้เรื่องราวของทั้ง 2 คน กลายมาเป็นอีกหนึ่งตำนานในโลกการลงทุน ที่คนรุ่นหลังจะต้องถอดบทเรียนแนวคิดของพวกเขาไปตลอดกาล..
และก็ได้ไปเตะตา จนดึงดูดให้มีธนาคารยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง UBS เห็นโอกาสเข้ามาลงทุน และตัดสินใจซื้อกิจการทั้งหมดของ Prediction Company ในภายหลัง
อ่านมาถึงตรงนี้ เราก็น่าจะเข้าใจถึงแนวคิดของ Chaos Theory อีกหนึ่งสมการเปลี่ยนโลก และเรื่องราวของคู่หูนักฟิสิกส์ ที่นำหลักคิดสำคัญจากสมการนี้ มาใช้งานจริงในโลกการลงทุนจนประสบความสำเร็จกันดีขึ้นแล้ว
สิ่งที่น่าสนใจจากเรื่องราวของทั้งคู่ ไม่ได้อยู่ตรงการค้นพบสมการอันสุดแสนวิเศษ จนช่วยให้เราสามารถมองเห็นอนาคตของตลาดหุ้นได้อย่างแม่นยำ
เพราะแม้แต่ Chaos Theory ที่พวกเขาเชี่ยวชาญ ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่ไม่น้อย
หากระบบยิ่งมีความซับซ้อนมากเท่าไร การที่เราพยายามทำนายอนาคตออกไปให้ไกล ก็จะยิ่งเจอกับความผิดพลาดสะสมมากขึ้น จนการคาดการณ์แทบไม่เหลือความน่าเชื่อถืออยู่เลย
แต่สิ่งที่คุณ Farmer และคุณ Packard ทำ กลับเป็นมุมมองที่ต่างออกไป เพราะพวกเขาเชื่อว่า เราไม่จำเป็นต้องรู้อนาคตทั้งหมดก็ได้
ขอแค่เราสามารถมองเห็นบางอย่าง ที่คนอื่นยังไม่เห็น ได้เร็วกว่าเพียงเล็กน้อย แล้วเปลี่ยนความได้เปรียบเล็ก ๆ นั้น ให้กลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่สามารถทำซ้ำได้อย่างมีวินัย
บางครั้งเอง ความโกลาหลที่ดูเหมือนจะไม่มีใครมีอำนาจควบคุมมันได้ 
ก็อาจจะมีโอกาสก้อนใหญ่ ซ่อนอยู่ในช่วงเวลาอันเล็กกระจ้อยร่อย ที่คนส่วนใหญ่เลือกมองข้ามไป..
#WealthCreation
#กลยุทธ์ลงทุน
#ChaosTheory
References
-หนังสือ The Predictors: How a Band of Maverick Physicists Used Chaos Theory to Trade Their Way to a Fortune on Wall Street (2000) โดย Thomas A. Bass
-หนังสือ The Eudaemonic Pie (2017) โดย Thomas A. Bass
© 2026 WealthThink. All rights reserved. Privacy Policy.