
พี่น้องคามัท จากวัยรุ่นนักเทรดหุ้น สู่เจ้าของแพลตฟอร์มเทรดหุ้นออนไลน์ใหญ่สุดของอินเดีย
21 ก.ย. 2026
การเป็นเทรดเดอร์รายย่อย กับการเป็นเจ้าของโบรกเกอร์ ดูเหมือนจะเป็นเส้นทางที่ไม่น่าบรรจบกันได้สักเท่าไร
แต่รู้ไหมว่า มี 2 พี่น้องเทรดเดอร์ในอินเดีย ที่หลงใหลในการเทรดหุ้น จนมีไอเดียที่อยากจะสร้างแพลตฟอร์มการลงทุนของตัวเอง
และนี่ก็คือเรื่องราวของพี่น้องคามัท เจ้าของแพลตฟอร์มลงทุนออนไลน์ ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงที่สุดในอินเดียที่ชื่อ Zerodha
ที่น่าสนใจก็คือ Zerodha ไม่เหมือนธุรกิจสตาร์ตอัปอื่น ๆ ตรงที่ไม่พึ่งพาเงินจากนักลงทุนภายนอกเลย
แล้วพี่น้องคามัท ใช้กลยุทธ์อะไร ถึงสามารถปั้นแพลตฟอร์มของตัวเอง จนขึ้นเป็นโบรกเกอร์ออนไลน์อันดับ 1 ของอินเดีย โดยไม่พึ่งพาเงินลงทุนจากภายนอกเลย ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
คุณนิขิล และคุณนิทิน 2 พี่น้องชาวอินเดีย จากเมืองบังคาลอร์ เกิดในครอบครัวชนชั้นกลางของอินเดีย
ตั้งแต่เด็กคุณนิขิล ผู้เป็นน้องชายของคุณนิทิน เป็นเด็กที่ไม่ค่อยชอบเรียนหนังสือสักเท่าไร แต่เขาชื่นชอบในการลองทำธุรกิจมาก
คุณนิขิลได้ฉายแววการเป็นนักธุรกิจตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น เพราะธุรกิจแรกที่เขาทำตอนเขาอายุ 16 ปี อย่างการขายโทรศัพท์มือสอง สร้างผลกำไรให้เขาได้อย่างงดงาม
ไม่นานหลังจากนั้น ตอนเขาอายุได้ 17 ปี เขาก็ลาออกจากโรงเรียน มาทำงานเป็น Call Center ในช่วงกะดึก
ขณะที่ในเวลากลางวัน เขาก็ไม่ได้ปล่อยเวลาให้สูญเปล่า เขาได้รับการแนะนำจากคุณนิทิน พี่ชายของเขาให้เทรดหุ้นไปด้วย
ต่อมาทั้งคู่ได้ผันตัวมาเป็นผู้แนะนำโบรกเกอร์ คอยหาลูกค้ามาเปิดบัญชีลงทุนให้กับโบรกเกอร์รายใหญ่อย่าง Reliance Money
โดยทางโบรกเกอร์จะแบ่งรายได้ค่าธรรมเนียมจากลูกค้าให้กับทั้งคู่ 60% ส่วนอีก 40% จะเป็นของโบรกเกอร์
หลังจากเก็บประสบการณ์การเทรดหุ้นได้สักระยะ ทั้งคู่ก็เริ่มมองเห็นโอกาสในการทำธุรกิจโบรกเกอร์ที่มีคุณภาพดีกว่าคู่แข่งรายอื่น ๆ ทั้งเรื่องการให้บริการ และการตัดต้นทุนที่ไม่จำเป็นบางอย่างทิ้งไป
แนวคิดในการสร้างธุรกิจแพลตฟอร์มโบรกเกอร์ออนไลน์ของทั้งคู่ก็เริ่มต้นขึ้นในปี 2010 โดยคุณนิทิน จะเป็นผู้รับผิดชอบธุรกิจโบรกเกอร์
ส่วนคุณนิขิล จะรับผิดชอบในส่วนของธุรกิจเทรดหุ้น ที่มีการระดมเงินทุนจากคนรู้จักมาบริหาร เพื่อใช้ผลกำไรจากการเทรดหุ้น เป็นแหล่งเงินทุนสนับสนุนธุรกิจโบรกเกอร์
ทั้งคู่ตั้งชื่อโบรกเกอร์ของตัวเองว่า Zerodha ซึ่งมาจากการผสมคำกันระหว่าง Zero ที่แปลว่า 0 และ Rodha ในภาษาบาลีสันสกฤต ที่แปลว่า อุปสรรค
ดังนั้นเมื่อรวมกันเป็นคำว่า Zerodha จึงมีความหมายว่า ไร้อุปสรรค ซึ่งสะท้อนวิสัยทัศน์ของทั้งคู่ ที่อยากจะลดอุปสรรคในการลงทุนให้กับชาวอินเดีย
กลยุทธ์สำคัญที่ช่วยให้แพลตฟอร์มน้องใหม่อย่าง Zerodha สามารถแทรกตัวเข้ามาแข่งขันกับโบรกเกอร์รายใหญ่ในตลาดก็คือ การเป็น Discount Broker รายแรกของอินเดีย
ต้องบอกก่อนว่า ในสมัยนั้นธุรกิจโบรกเกอร์ในอินเดีย มักจะคิดค่าธรรมเนียมประมาณ 0.1-0.5% ของมูลค่าการซื้อขาย
แปลว่าหากเราเป็นนักลงทุนรายใหญ่ ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูง และมีการซื้อขายหลายรอบภายในวัน ก็จะยิ่งเสียค่าธรรมเนียมมากขึ้น
Zerodha จึงเลือกที่จะคิดอัตราค่าธรรมเนียมการเทรดที่คงที่ประมาณ 6 บาทต่อธุรกรรม นั่นหมายความว่า ต่อให้เราซื้อขายหุ้นต่อครั้งมากแค่ไหน ก็จะเสียค่าธรรมเนียมแค่ 6 บาท
การเป็น Discount Broker ที่คิดค่าธรรมเนียมคงที่เป็นรายแรกนี่เอง ที่ทำให้ Zerodha ดึงดูดลูกค้ารายใหญ่ที่เทรดตราสารอนุพันธ์ และนักเก็งกำไรที่ซื้อขายหลายรอบภายในวัน
นอกจากการยึดฐานลูกค้าที่เป็นนักเก็งกำไรที่ซื้อขายบ่อย ๆ แล้ว เขายังวางแผนดึงดูดนักลงทุนที่เน้นถือหุ้นระยะยาวด้วย
โดยมีการยกเลิกค่าธรรมเนียมการซื้อขายหุ้น สำหรับนักลงทุนระยะยาว เพราะเขามองว่า นักลงทุนกลุ่มนี้ซื้อขายไม่บ่อย การเก็บค่าธรรมเนียม อาจสร้างรายได้เพียงเล็กน้อยให้แพลตฟอร์มเท่านั้น
แต่ถ้าเรายอมเสียรายได้ส่วนน้อยนี้ไป แล้วหันมาทำการตลาดแบบนี้ จะดึงดูดนักลงทุนระยะยาวเข้ามาได้มากขึ้น และเป็นกระแสการบอกต่อในที่สุด
เรียกได้ว่าเป็นกลยุทธ์การยอมเสียรายได้ส่วนน้อย แต่ได้พื้นที่สื่อ และตอบโจทย์นักลงทุนระยะยาวไปเต็ม ๆ
กลยุทธ์การทำค่าธรรมเนียมให้ต่ำที่สุด ทำให้ Zerodha ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้านการตลาด และโฆษณาเลย สวนทางกับคู่แข่งรายอื่น ๆ ที่ต้องทุ่มเงินไปกับการทำการตลาด
ขณะที่เรื่องเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังแพลตฟอร์มเอง ก็เป็นสิ่งที่ทั้งคู่ให้ความสำคัญมาก เพราะเป็นอีกหัวใจสำคัญของธุรกิจโบรกเกอร์ออนไลน์
แม้ทั้งคู่จะไม่ได้มีความรู้เรื่องการเขียนโปรแกรม และการพัฒนาแอปพลิเคชัน แต่ทั้งคู่ก็สามารถเชิญ ดร.ไกรลาศ นัธ ผู้จบการศึกษาระดับปริญญาเอก ด้าน AI เข้ามาเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคโนโลยี หรือ CTO ของบริษัทได้สำเร็จ
แม้ Zerodha จะเป็นเพียงสตาร์ตอัปหน้าใหม่ของวงการ แต่เทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังแพลตฟอร์มของ Zerodha มีความล้ำสมัยมาก
เพราะแพลตฟอร์มนี้สามารถรองรับปริมาณการซื้อขายที่คิดเป็น 15% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดในตลาดหุ้นอินเดียได้ โดยการมีทีมวิศวกรเพียงแค่ 30-35 คนเท่านั้น
เมื่อมีทีมวิศวกรที่เล็ก กะทัดรัด และใช้เทคโนโลยีโอเพนซอร์ซ ในการพัฒนาแพลตฟอร์ม ก็ทำให้ Zerodha ลดต้นทุนการพัฒนาเทคโนโลยีได้มาก
และเพื่อหลีกเลี่ยงการขยายขนาดองค์กรจนเทอะทะ Zerodha จึงเลือกที่จะไม่พัฒนาผลิตภัณฑ์ทุกอย่างด้วยตัวเองหมด
แต่เลือกที่จะเปิดทางให้ผู้พัฒนาภายนอกสามารถสร้างแอปพลิเคชัน โดยเชื่อมกับฐานข้อมูลของบริษัทได้ ผ่าน API ของบริษัท
นอกจากนี้ Zerodha ยังก่อตั้งกองทุน VC ชื่อ Rainmatter เพื่อสนับสนุนแอปพลิเคชันเกิดใหม่เหล่านี้ด้วย
การลงทุนผ่าน Rainmatter นี่เอง ที่เปิดทางให้แพลตฟอร์มของ Zerodha มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเชื่อมโยงกับแอปพลิเคชันจากผู้พัฒนาอื่น ๆ เช่น
Smallcase แพลตฟอร์มการลงทุนในตะกร้าหุ้นตามธีม และกลยุทธ์ ช่วยให้นักลงทุนกระจายความเสี่ยงได้ในคำสั่งเดียว
Sensibull เครื่องมือวิเคราะห์และบริหารกลยุทธ์การเทรดออปชัน
Quicko เครื่องมือคำนวณภาษีจากการซื้อขายหลักทรัพย์
ด้วยกลยุทธ์ดังกล่าว ก็ทำให้ Zerodha พัฒนาจากแพลตฟอร์มที่ทำได้แค่ส่งคำสั่งซื้อขายหุ้น กลายมาเป็นแพลตฟอร์มการลงทุนที่ครบวงจรได้ โดยที่มีค่าใช้จ่ายเพียงน้อยนิดเท่านั้น
ส่งผลให้ Zerodha กลายเป็นแพลตฟอร์มโบรกเกอร์ที่ทำอัตรากำไรได้สูงสุดเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ในช่วงปี 2024 โดยมีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 56% และมีรายได้รวมอยู่ที่ 30,756 ล้านบาท
และในช่วงปี 2025 ที่ผ่านมาก็ยังรักษาอัตรากำไรสุทธิในระดับสูงไว้ได้ที่ประมาณ 48%
เรื่องราวของ Zerodha แสดงให้เห็นว่า บางครั้งการทำธุรกิจสตาร์ตอัป ก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเงินจากนักลงทุนภายนอกเสมอไป
ถ้าเราสามารถลดต้นทุน และหาวิธีสร้างกระแสเงินสดมาหล่อเลี้ยงธุรกิจตัวเองได้
เหมือนกับที่ 2 พี่น้องคามัท เลือกที่จะไม่จ่ายเงินทำการตลาด และรักษาขนาดทีมวิศวกรให้มีขนาดเล็ก
แต่ก็สามารถกลายเป็นอันดับ 1 ในวงการธุรกิจโบรกเกอร์ออนไลน์ของอินเดียได้ โดยไม่พึ่งพาเงินลงทุนจากนักลงทุนภายนอก..
#WealthCreation
#ธุรกิจต่างประเทศ
#อินเดีย
References
- https://www.aljazeera.com/economy/2021/9/13/from-dropout-to-fintech-disruptor-zerodhas-nikhil-kamath