ราชาหุ้นปันผลของญี่ปุ่น คือบริษัทเจ้าของ น้ำยาซักผ้าขาวไฮเตอร์

ราชาหุ้นปันผลของญี่ปุ่น คือบริษัทเจ้าของ น้ำยาซักผ้าขาวไฮเตอร์

25 ก.ย. 2026
เพียงแค่การขายสินค้าสามัญประจำบ้าน ที่ทุกคนจำเป็นต้องใช้ อย่างน้ำยาซักผ้าไฮเตอร์ และน้ำยาถูพื้นมาจิคลีน
แต่บริษัทแห่งนี้กลับสามารถจ่ายปันผลให้กับนักลงทุนเพิ่มขึ้นทุกปี เป็นเวลา 36 ปีติดต่อกัน ซึ่งเป็นสถิติการเพิ่มปันผลติดต่อกันนานที่สุดในตลาดหุ้นญี่ปุ่นตอนนี้ 
บริษัทที่ว่านั้นคือ Kao Corporation (อ่านว่า คาโอ) เจ้าของผลิตภัณฑ์หลากหลาย ที่เชื่อเลยว่า ถ้าเรากวาดตามอง ชั้นวางของในร้านขายของชำ หรือร้านสะดวกซื้อ 
จะต้องมีแบรนด์สินค้าของบริษัทนี้ วางอยู่บนชั้นอย่างแน่นอน.. 
ถ้าหากสงสัยว่า Kao Corporation ทำธุรกิจอย่างไร ทำไมถึงกลายเป็นราชาหุ้นปันผลของญี่ปุ่น ทั้งที่ขายสินค้าง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
ประมาณ 140 กว่าปีที่แล้ว คุณ Tomiro Nagase ได้ก่อตั้งร้านขายสินค้านำเข้าจากตะวันตก ชื่อว่า Nagase Shoten
ซึ่งทำธุรกิจได้ไม่นาน คุณ Tomiro ก็ได้มองเห็นช่องว่างทางธุรกิจในประเทศญี่ปุ่นขึ้นมา
ด้วยเขาสังเกตว่า ตลาดสบู่ในประเทศ มีแค่สบู่ราคาถูก แต่คุณภาพต่ำที่ชาวญี่ปุ่นผลิตเอง กับสบู่คุณภาพดี แต่ราคาแพงจากตะวันตก แบบที่ร้านของคุณ Tomiro ขายอยู่เท่านั้น
เขาจึงทดลองพัฒนาสูตรในการผลิตสบู่คุณภาพดี ราคาไม่แพง ออกมาขาย ชื่อว่า Kao Sekken หรือสบู่คาโอ 
แถมยังขอให้เภสัชกร ตรวจสอบและการันตีคุณภาพของสบู่ให้ เพื่อเป็นเครื่องยืนยันคุณภาพ ซึ่งสร้างความแตกต่างระหว่างสบู่คาโอ และสบู่ของชาวญี่ปุ่นทั่ว ๆ ไป 
ซึ่งการใช้วิทยาศาสตร์มาพัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้ตอบโจทย์กับความต้องการของลูกค้านี้เอง จะกลายเป็น DNA ของ Kao Corporation จวบจนถึงปัจจุบัน
โดยในปี 1934 บริษัทได้มีการจัดตั้ง Lab เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ในบ้านอย่างจริงจัง 
ซึ่ง Lab แห่งนี้ จะจัดการแถลงข่าว สาธิตผลิตภัณฑ์ หรือจัดงานสัมมนา อยู่บ่อย ๆ รวมถึงออกนิตยสารเกี่ยวกับงานบ้าน เพื่อเผยแพร่ผลิตภัณฑ์ของตัวเองด้วย 
เพื่อเป็นการโฆษณาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ และเปิดช่องทางในการรับ Feedback มาจากลูกค้าโดยตรงไปในตัว
การวิจัยในสิ่งที่หลายคนมองว่าเป็นเรื่องเล็กอย่าง งานบ้าน อย่างจริงจัง ผสานกันกับการสำรวจความต้องการของผู้ใช้จริง 
ก็ได้เกิดเป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ และตามมาด้วยการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ มากมาย เช่น แชมพู ผงซักฟอก และน้ำยาทำความสะอาด  
โดยหลายแบรนด์ที่คนไทยคุ้นเคย ก็เช่น
- น้ำยาซักผ้าขาวไฮเตอร์ ที่ตอนแรกชื่อ Kao Bleach ออกขายในปี 1962
- น้ำยาถูพื้นมาจิคลีน ออกขายในปี 1971
- ผ้าอนามัยลอรีเอะ ออกขายในปี 1978
- ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว Biore ออกขายในปี 1980
- ผงซักฟอก Attack ออกขายในปี 1987
บริษัทจึงเปลี่ยนชื่อจาก Kao Soap เป็น Kao Corporation ตั้งแต่ปี 1985 เพื่อสะท้อนว่าบริษัทแห่งนี้ได้ไปไกลเกินกว่า บริษัทขายสบู่ในวันแรกแล้ว
การคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์อยู่เสมอนี้เอง ทำให้ Kao Corporation สามารถขายสินค้าของตัวเองในแบรนด์เดิมได้ ไม่จำเป็นต้องเสียเงินลงทุนสร้างแบรนด์ใหม่ 
โดยสัดส่วนรายได้ของ Kao Corporation ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เฉลี่ยแล้วจะอยู่ประมาณนี้ 
- 34% ผลิตภัณฑ์สุขอนามัย 
- 25% สุขภาพและความงาม
- 16% เครื่องสำอาง
- 3% ธุรกิจอื่น ๆ สำหรับลูกค้าธุรกิจ
- 22% วัตถุดิบสารเคมี
จะเห็นได้ว่า รายได้ส่วนใหญ่ของ Kao Corporation มาจากการขายสินค้าในชีวิตประจำวัน ที่ลูกค้าต้องซื้อซ้ำ ๆ 
แถมยังมีรายได้ส่วนหนึ่ง จากการขายสารเคมีเป็นวัตถุดิบให้กับโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ จึงไม่ได้พึ่งพาลูกค้ารายย่อยอย่างเดียว
นอกจากการกระจายความเสี่ยงไปยังหลากหลายผลิตภัณฑ์ และกลุ่มลูกค้าแล้ว Kao Corporation ก็มีการขยายตลาดไปยังต่างประเทศด้วย 
โดยสัดส่วนรายได้เมื่อแบ่งตามประเทศ เฉลี่ยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จะแบ่งเป็น ญี่ปุ่น 56% และต่างประเทศ 44%
ด้วยความต้องการในตัวสินค้าที่มีอยู่ตลอด ไม่ว่าสภาพเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ประกอบกับการกระจายความเสี่ยงไปยังหลากหลายตลาด ไม่ได้พึ่งญี่ปุ่นอย่างเดียว
Kao Corporation จึงสามารถผลิตกระแสเงินสดจากการทำธุรกิจ หรือ Operating Cash Flow ได้จำนวนมาก
ทำให้บริษัทมีเงินสดสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก โดยในปี 2025 บริษัทก็มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด ที่สูงถึง 68,000 ล้านบาท 
การมีฐานะการเงินแข็งแกร่งแบบนี้เอง ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้บริษัท สามารถจ่ายปันผลได้อย่างต่อเนื่องในทุก ๆ ปี 
แม้ตลอด 36 ปีที่ผ่านมา Kao Corporation ก็ผ่านวิกฤติเศรษฐกิจหลากหลาย และอาจมีกำไรหดในบางปี 
แต่ก็ยังสามารถจ่ายปันผลเพิ่มขึ้นได้เหมือนเดิม ตามนโยบายบริษัทที่ตั้งไว้อย่างชัดเจนว่า จะจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยไม่สะดุด
อย่างไรก็ตาม บริษัทที่จะจ่ายปันผลเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ก็ควรจะเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจได้ดี มีกำไรเติบโต มาจ่ายเป็นปันผลเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้นได้เรื่อย ๆ 
บริษัทจึงออกกลยุทธ์ที่ชื่อว่า Global Sharp Top นั่นก็คือ การเลือกปั้นผลิตภัณฑ์ที่แบรนด์แข็งแกร่ง และมีศักยภาพทำกำไรสูงอยู่แล้ว ให้เป็นแบรนด์ชั้นนำในระดับโลกให้ได้ แทนการกระจายพัฒนาทุก ๆ ผลิตภัณฑ์
เพื่อเพิ่มมูลค่าของแบรนด์ ให้สามารถทำกำไรได้ดีขึ้น และแสวงหาตลาดใหม่ ๆ ที่ยังเติบโต นอกจากตลาดญี่ปุ่นซึ่งอิ่มตัวแล้ว 
แถมจากประวัติการจ่ายปันผลในช่วงประมาณ 5 ปีที่ผ่านมา บริษัทมีการจ่ายปันผลเพิ่มขึ้นทีละน้อย แทนการจ่ายเพิ่มทีละมาก ๆ เพื่อให้ยังพอมีเงินสดเหลือ สำหรับโอกาสในการขยายธุรกิจในอนาคต
จะเห็นได้ว่า แม้ธุรกิจ Kao Corporation จะไม่ได้ดูน่าตื่นเต้น เหมือนธุรกิจส่งคนไปอวกาศ หรือพัฒนา AI 
แต่บริษัทแห่งนี้ก็กลายเป็นตำนานได้ ด้วยการจริงจังในสิ่งที่คนอื่นไม่ค่อยสนใจ อย่างคำถามง่าย ๆ ว่า “จะเอาวิทยาศาสตร์มาช่วยให้คนทำงานบ้าน สะดวกสบายขึ้นได้อย่างไรบ้าง ?” 
กลายเป็นการวิจัยและพัฒนาสินค้าอย่างเข้มข้นอยู่เสมอ จนไม่จำเป็นต้องเสียเงินสร้างแบรนด์ใหม่ แต่สามารถใช้แบรนด์เดิมที่แข็งแกร่งอยู่แล้วได้อย่างยาว ๆ 
เมื่อประกอบกับสินค้าของ Kao Corporation ที่เป็นสินค้าจำเป็นซึ่งผู้คนต้องซื้อซ้ำ ๆ ไม่ว่าสภาพเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร 
รวมถึงมีการกระจายความเสี่ยง ไปในหลากหลายผลิตภัณฑ์และประเทศ 
บริษัทแห่งนี้จึงกลายเป็นเครื่องจักรผลิตเงินสดยักษ์ใหญ่ ที่ฐานะการเงินแข็งแกร่ง สามารถจ่ายปันผลเพิ่มได้ 
แม้ต้องเจอวิกฤติเศรษฐกิจมากมายตลอดช่วง 36 ปี
ปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ 
ประเทศไทย คือหนึ่งในประเทศแรก ๆ ที่ Kao Corporation เข้ามาดำเนินกิจการ โดยเข้ามาเปิดบริษัทในไทยตั้งแต่ปี 1964 หรือ 60 กว่าปีที่แล้ว..
หมายเหตุ : บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาชี้นำให้ซื้อหรือขายหุ้นเหล่านี้ การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนการตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง
#WealthCreation
#ธุรกิจต่างประเทศ
#Kao
References 
-รายงานประจำปีของบริษัท Kao Corporation 
© 2026 WealthThink. All rights reserved. Privacy Policy.