
ถ้ายังไม่รู้จัก 3 คำนี้ อย่าเพิ่งซื้อกองทุนตราสารหนี้ ไว้พักเงิน
8 ต.ค. 2026
หลายคนมักจะมองกองทุนตราสารหนี้ ไว้สำหรับเป็นที่พักเงิน หรือเติมเข้าพอร์ตเพื่อลดความผันผวน จากการถือกองทุนหุ้น
แต่เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นการลงทุนแล้ว เหรียญอีกด้านก็คือความเสี่ยงในการขาดทุน หรือไม่ได้ผลตอบแทนตามที่หวัง
ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนแบบไหนก็ตาม ไม่เว้นแม้แต่การลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ ที่หลายคนมองว่าปลอดภัย
ในวันนี้ เราจึงจะพามารู้จักกับคำศัพท์ที่คนซื้อกองทุนตราสารหนี้ควรรู้ไว้ ก่อนที่จะกดซื้อเข้าไปไว้ในพอร์ต
แล้วคำศัพท์เหล่านั้นมีอะไรบ้าง ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
1. Yield to Maturity
แม้สิ่งนี้จะใช้บอกผลตอบแทนโดยรวมของหุ้นกู้หรือตราสารหนี้ ที่อยู่ในพอร์ตของกองทุน
แต่ Yield to Maturity (YTM) หรือ อัตราผลตอบแทนถึงวันครบกำหนด นั้นกำลังบอกคนละอย่างกันกับ ผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุน
เพราะแม้จะอยู่ใน Fund Fact Sheet เหมือนกัน แต่ Yield to Maturity บอกผลตอบแทนถึงวันครบกำหนดโดยเฉลี่ยของตราสารหนี้ในพอร์ตของกองทุน ณ วันที่เก็บข้อมูล
โดยคำนวณจากทั้งดอกเบี้ย ราคาปัจจุบัน เงินต้นที่จะได้รับคืน และอายุที่เหลือของตราสาร
จึงใช้เป็นตัวเลขช่วยประเมินได้ว่า ณ วันนี้ พอร์ตตราสารหนี้ของกองทุนมี Yield อยู่ประมาณเท่าไร
ในขณะที่ ผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุน คือผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจริง ๆ ของกองทุนในช่วงเวลาที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนทั้งรายได้ดอกเบี้ยที่ได้จากตราสารหนี้ในพอร์ต และการเปลี่ยนแปลงของราคา
อีกทั้งการที่กองทุนตราสารหนี้มี Yield to Maturity สมมติว่า 7% และมี Average Maturity หรือ อายุครบกำหนดเฉลี่ยของตราสารหนี้ที่ 10 ปี
ก็ไม่ได้หมายความว่า ถ้าเราถือกองทุน 10 ปี จะได้ผลตอบแทน 7% อย่างแน่นอน
เพราะกองทุนก็จะมีการซื้อขายสับเปลี่ยนตราสารหนี้อยู่เสมอ ทำให้หลายครั้งก็ไม่ได้ถือตราสารหนี้จนครบอายุจริง ๆ
แถมกว่าจะครบอายุ ระหว่างทางก็มีการขึ้นลงของอัตราดอกเบี้ย ที่ส่งผลต่อราคาพันธบัตร จนทำให้ผลตอบแทนที่เราได้จากการลงทุน จึงแตกต่างจาก Yield to Maturity นั่นเอง
เพราะฉะนั้น Yield to Maturity ของกองทุน จึงสามารถช่วยบอกแนวโน้มของผลตอบแทนที่เราคาดหวังได้ แต่ไม่ใช่ “ผลตอบแทนจริง” ที่เราจะได้รับในอนาคต
2. Duration
หนึ่งในสิ่งที่มีผลต่อราคาตราสารหนี้มากที่สุดก็คือ อัตราผลตอบแทน หรือ Yield ของตราสารหนี้ในตลาด
โดยการที่ Yield ในตลาดสูง ตราสารหนี้ที่ออกใหม่ก็ต้องมีดอกเบี้ยที่สูงขึ้น เพื่อดึงดูดใจนักลงทุน
เหล่าพันธบัตรเก่าที่ออกไปก่อนหน้านั้น และดอกเบี้ยต่ำกว่า จึงไม่น่าดึงดูดใจ และถูกเทขายจนทำให้ราคาลดลง
และในทางกลับกันถ้า Yield ในตลาดต่ำ เหล่าพันธบัตรเก่าก็จะถูกนักลงทุนมาแห่ซื้อจนราคาขึ้น
เพราะมีการจ่ายดอกเบี้ยที่สูงกว่า เหล่าตราสารหนี้ใหม่ ๆ ที่ออกมาในท้องตลาด
ตรงนี้เองที่ทำให้การดูตัวเลข Duration หรือก็คือ อายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ ที่คำนึงถึงกระแสเงินสดที่จะได้รับระหว่างทางด้วยนั้นสำคัญ
เพราะ Duration คือตัวเลขที่จะบอกเราได้คร่าว ๆ ว่า ราคาตราสารหนี้ในพอร์ตกองทุนที่เราจะซื้อ มีความผันผวนต่อการเปลี่ยนแปลงของ Yield มากน้อยแค่ไหน ในเบื้องต้น
โดยความสัมพันธ์ของ Duration กับราคาของตราสารหนี้ที่เปลี่ยนไปก็คือ
% ราคาตราสารหนี้ที่เปลี่ยนแปลง ≈ - Duration x % Yield ที่เปลี่ยนแปลง
ถ้าสูตรคณิตศาสตร์ดูน่าขนลุก ขอยกตัวอย่างง่าย ๆ ให้เห็นภาพ เช่น กองทุน A มี Duration 3 ปี แล้ว Yield ในท้องตลาดเพิ่มขึ้น 1% หรือ 100 bps
ตราสารหนี้ในพอร์ตของกองทุน A ก็จะมีราคาปรับตัวลงประมาณ -3% นั่นเอง
โดยกองทุนตราสารหนี้ที่มี Duration เฉลี่ยยาว ก็จะยิ่งอ่อนไหวต่อ Yield ที่เปลี่ยนไป
เพราะ Yield ในตลาดที่เปลี่ยนไป จะส่งผลต่อมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดที่เราจะได้รับในอนาคต
และยิ่งต้องรอนานกว่าจะได้รับเงินเหล่านั้นกลับมา มูลค่าของมันก็จะยิ่งอ่อนไหวต่อ Yield ที่เปลี่ยนไปมากขึ้น
ทำให้การดู Duration ของกองทุนตราสารหนี้จึงสำคัญ เพราะถ้าหากเราอยากลงทุนกองทุนตราสารหนี้เพื่อหวังพักเงิน แต่ไปลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ที่มี Duration สูง ในตอนที่ Yield กำลังเป็นขาขึ้น
จากจะได้พักเงิน เราก็อาจได้พักใจ จากการติดดอยกองทุนตราสารหนี้แทนได้
3. Credit Rating
การลงทุนกับตราสารหนี้ ก็คล้าย ๆ กันกับการให้คนอื่นยืมเงิน
ทำให้ก่อนจะปล่อยกู้ เราก็อยากรู้ว่าคนที่เราจะให้ยืมเงินนั้น มีโอกาสในการจะเบี้ยวหนี้ได้มากแค่ไหน
โชคดีที่การลงทุนกับตราสารหนี้ หรือกองทุนตราสารหนี้นั้นไม่ต้องเดา เหมือนให้เพื่อนยืมเงิน
เพราะตราสารหนี้ มีบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มาจัดอันดับความน่าเชื่อถือ หรือ Credit Rating ให้กับเรา
ซึ่งบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับโลกที่ได้รับการยอมรับ ก็จะมี Moody’s, S&P และ Fitch ส่วนในไทยก็จะมี TRIS Rating ด้วย
โดย Credit Rating จะแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ Investment Grade ซึ่งเป็นเหล่าตราสารหนี้ที่มีโอกาสผิดนัดชำระหนี้ต่ำ
ประกอบไปด้วย Credit Rating สูงสุดที่ AAA และต่ำสุดที่ BBB- (Aaa และ Baa3 สำหรับ Moody’s)
อีกส่วนก็คือ Non-Investment Grade หรือบางทีก็เรียกว่า High Yield โดยเป็นตราสารหนี้ตั้งแต่ระดับ BB+ (Ba1 สำหรับ Moody’s) ลงไป
นั่นก็เป็นเพราะตราสารหนี้เหล่านี้มักจะจ่ายดอกเบี้ยสูง ๆ เพื่อชดเชยกับความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ที่สูงขึ้น
ซึ่งกองทุนตราสารหนี้ก็จะมีทั้งลงทุน Investment Grade ล้วน, High Yield ล้วน หรือผสม ๆ กันไป ตามนโยบาย
ทำให้เวลาเราลงทุนกับกองทุนตราสารหนี้ ก็อย่าลืมดูว่า ในพอร์ตของกองทุนนั้น มีสัดส่วนการลงทุนใน Investment Grade และ High Yield เป็นอย่างไร นอกจาก Yield to Maturity ที่กองทุนนั้นจะให้ด้วย
เนื่องจากบางครั้งการที่ Yield to Maturity ของกองทุนสูง อาจจะมาจากการที่ลงทุนในตราสารหนี้ High Yield เป็นสัดส่วนใหญ่ก็ได้
จะเห็นได้ว่า แม้กองทุนตราสารหนี้ที่หลายคนมองว่าปลอดภัย ก็ไม่ใช่สถานที่ฝากเงินไว้ แล้วมาถอนเมื่อไรก็ได้ครบ
เพราะสุดท้ายก็ยังมีความเสี่ยงซ่อนอยู่ข้างใน ที่เราต้องทำความรู้จักให้ดี
ก็หวังว่าหลังจากอ่านบทความนี้จบ เราจะเข้าใจ 3 สิ่งนี้ที่เราควรมองหาก่อนลงทุนกองทุนตราสารหนี้
เพื่อที่จะพักเงินได้อย่างสบายใจ ตามที่เราต้องการจริง ๆ..
#WealthPreservation
#กองทุน
#ตราสารหนี้
References