
Taylor Larimore คุณปู่วัย 102 ปี ที่สอนให้คนธรรมดารวยได้ ด้วยกองทุนแค่ 3 กอง
22 ต.ค. 2026
ในปี 1987 ชายคนหนึ่งต้องเจอกับเรื่องที่น่าอับอายมากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต
เพราะก่อนหน้านั้นเพียงไม่นาน เขามั่นใจว่า ตัวเองได้ค้นพบวิธีเอาชนะตลาดหุ้น จนเขียนจดหมายแนะนำการลงทุนให้เพื่อน ๆ ได้อ่านกันทุกเดือน
แต่เมื่อเหตุการณ์ Black Monday เกิดขึ้น กองทุนที่เขาแนะนำกลับขาดทุนอย่างหนัก..
สิ่งที่น่าสนใจคือ ในตอนนั้นชายคนนี้ก็ไม่ใช่นักลงทุนมือใหม่ แต่เป็นคุณปู่วัย 63 ปี ที่คลุกคลีอยู่ในโลกการเงินมาทั้งชีวิต
ความผิดพลาดครั้งนั้น กลายเป็นเชื้อเพลิงสำคัญ ที่ช่วยเปลี่ยนให้เขาค้นพบแนวทางที่เรียบง่าย พร้อมกับกลายมาเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ ให้แก่นักลงทุนรุ่นหลังจำนวนนับไม่ถ้วน
จนถึงขนาดที่คุณ John C. Bogle ผู้ก่อตั้ง Vanguard Group ตั้งฉายาให้กับเขาไว้ว่า “ราชาของเหล่า Bogleheads” เลยทีเดียว
เรากำลังพูดกันถึง คุณ Taylor Larimore คุณปู่วัย 102 ปี ผู้ร่วมก่อตั้งชุมชนนักลงทุนนาม Bogleheads และคอยเสียสละเวลาวันละหลายชั่วโมง เป็นเวลาหลายสิบปี ให้ความรู้เรื่องการเงินและการลงทุนแก่ผู้คน โดยไม่เคยบ่น
หากสงสัยว่า เรื่องราวชีวิตของคุณ Taylor Larimore น่าสนใจอย่างไร และทำไมแนวคิดของเขาถึงได้รับการยอมรับว่าทำตามได้ง่าย และเหมาะกับคนทั่วไป ได้แบบนี้ ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
คุณ Taylor เกิดในปี 1924 และได้เห็นความโหดร้ายของวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก
วิกฤติในปี 1930 ทำให้ธุรกิจร้านอาหารของครอบครัวต้องปิดตัวลง และอพยพย้ายครอบครัวไปอยู่ที่คฤหาสน์ของคุณตาในไมแอมี
คุณตาของเขา เป็นผู้บริหารคนสำคัญของบริษัท United Founders Corporation ซึ่งเป็นบริษัทลงทุนขนาดใหญ่ในยุคนั้น
แต่ถึงจะมีความรู้และสถานะสำคัญ ก็ไม่ได้ช่วยให้รอดพ้นจากวิกฤติเฉกเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ เพราะคุณตาของเขาลงทุนเงินเกือบทั้งหมดในหุ้น แถมยังมีการกู้เงินมาลงทุนด้วย
และเมื่อวิกฤติเกิดขึ้น คุณตาเองก็ต้องสูญเสียทรัพย์สินไปแทบทั้งหมด จนท้ายที่สุด ครอบครัวของคุณ Taylor ก็หนีไม่พ้น ต้องย้ายออกจากคฤหาสน์ ไปอยู่ที่อะพาร์ตเมนต์เล็ก ๆ แทน..
พอถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 คุณ Taylor เข้าไปรับใช้ชาติ และได้รับเหรียญกล้าหาญถึง 5 เหรียญ
เมื่อสงครามสิ้นสุด เขาก็เรียนต่อจนจบด้านบริหารธุรกิจ จาก University of Miami และได้ผ่านการทำงานมาหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นทั้งธุรกิจประกันชีวิต และหน่วยงานภาครัฐ
อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นคนที่ขยันหมั่นเพียรสู้งานมากสักแค่ไหน แต่เส้นทางการสร้างความมั่งคั่งของตัวเขาเอง ก็ไม่ได้ราบรื่นแต่อย่างใด
เช่น ในตอนอายุ 25 ปี มีเพื่อนมาชักชวนเขาเข้าร่วมชมรมลงทุน โดยสมาชิกแต่ละคนจะผลัดกันเลือกหุ้นแต่ละตัว แล้วนำกำไรที่ได้มาแบ่งกัน
แต่ชมรมนี้กลับไม่มีกำไรให้แบ่ง เพราะผลงานออกมาไม่ดีอย่างที่คิด..
หรืออย่างในช่วงหลังแต่งงานไม่นาน คุณ Taylor กับภรรยา ได้ฝากเงินลงทุนไว้กับเพื่อนที่เป็นนายหน้าของบริษัท Merrill Lynch เพราะมั่นใจว่าเพื่อนเป็นผู้เชี่ยวชาญ
โดยเพื่อนคนนี้แนะนำพวกเขาให้ลงทุนในกองทุนค่าธรรมเนียมแพง ๆ อยู่หลายกอง พร้อมกับซื้อ-ขายสับเปลี่ยนกองทุนไปมาอยู่บ่อยครั้ง
ถึงแม้เพื่อนจะคอยยืนยันว่า การลงทุนมีผลงานที่ดีมาตลอด แต่พวกเขาก็มารู้ในภายหลังว่า จริง ๆ แล้วผลตอบแทนกลับตามหลังตลาดอยู่มากเลย..
และแล้วจุดเปลี่ยนเล็ก ๆ แต่กลับมีความสำคัญก็ได้มาถึง ในปี 1986 เมื่อคุณ Taylor อายุได้ 62 ปี พร้อมกับประสบการณ์การลงทุนมาหลายสิบปี แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเสียที
เขาตัดสินใจย้ายเงินลงทุนไปที่ Vanguard กองทุนซึ่งมีแนวทางสวนกระแสกับโลกการลงทุนในยุคนั้น ซึ่งเพิ่งก่อตั้งมาได้เพียงแค่ 11 ปีเท่านั้น
โดยคุณ John C. Bogle ได้นำแนวคิดจากงานวิจัยของคุณ Paul Samuelson นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลชาวอเมริกัน
ที่ให้ข้อสังเกตว่า ตลอดประวัติศาสตร์การลงทุนหลายสิบปี การลงทุนให้เอาชนะดัชนี S&P 500 ได้ เป็นเรื่องที่ยากมาก และน่าจะดีถ้ามีกองทุนที่ลงทุนเลียนแบบดัชนี S&P 500 พร้อมกับเก็บค่าธรรมเนียมที่ถูก ๆ
แนวคิดนี้จับใจเข้าอย่างจัง จนกลายมาเป็นจุดกำเนิดของกองทุน Vanguard 500 Index Fund กองทุนอิงดัชนีค่าธรรมเนียมต่ำ กองแรกของโลก..
แม้ว่าแนวทางของ Vanguard จะชัดเจนในด้านนี้มาตลอดก็ตาม แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ดึงดูดให้คุณ Taylor เข้ามาเป็นลูกค้าแต่อย่างใด
เพราะแรงจูงใจจริง ๆ กลับมาจาก เขาเห็นว่าลูกค้าของ Vanguard สามารถซื้อ-ขายสับเปลี่ยนกองทุนโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม
นั่นก็เลยทำให้เขาเลือกจัดพอร์ต โดยลงทุนในกองทุนถึง 16 กอง และส่วนใหญ่ก็ยังเป็นกองทุนแบบมีผู้จัดการกองทุนเลือกลงทุนให้ด้วย
แถมยิ่งไปกว่านั้น เขาก็ยังมีไฟอยากเอาชนะตลาดด้วยฝีมือของตัวเองอยู่ จนไปขลุกตัวอยู่ที่ห้องสมุดประชาชนเมืองไมแอมี เพื่ออ่านจดหมายข่าวที่สอนวิธีจับจังหวะตลาด มากกว่า 10 ฉบับ
ยิ่งอ่าน เขาก็ยิ่งมั่นใจ จนเชื่อว่าตัวเองค้นพบสูตรลับแล้ว เขาจึงได้ลงมือเขียนจดหมายข่าวความยาว 4 หน้า ส่งให้เพื่อน ๆ ราว 40 คนได้อ่านกันทุกเดือน
แต่แล้วเมื่อปี 1987 มาถึง พร้อมกับเหตุการณ์ Black Monday ได้เกิดขึ้น ตลาดหุ้นทั้งโลกตกลงอย่างรุนแรง และกองทุนที่เขาแนะนำ ก็มีมูลค่าลดลงอย่างหนัก
ซึ่งนั่นเอง ก็เป็นวันสุดท้ายที่คุณ Taylor พยายามจับจังหวะตลาด..
ลองคิดดูว่า ถ้าเราเป็นคนวัยเกษียณ ที่ต้องเสียหน้าต่อเพื่อนฝูงแบบนี้ หลายคนก็คงจะเลือกเก็บตัวเงียบ จนถึงขั้นเลิกยุ่งเกี่ยวกับการลงทุนไปตลอดกาลเลยก็ได้
แต่คุณ Taylor เลือกตั้งคำถามเพื่อทบทวนความผิดพลาดของตัวเองว่า ถ้าเราไม่รู้ว่าตลาดจะขึ้นหรือลงตอนไหน แล้วเราควรจะลงทุนอย่างไร เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้งอกเงยอย่างมั่นคง ?
คำตอบนี้มาชัดเจนในปี 1993 หลังจากเขาได้อ่านหนังสือ Bogle on Mutual Funds ของคุณ John C. Bogle
คำตอบที่เขาตามหามาหลายสิบปี กลับอยู่ใกล้ตัวมาก เพราะซ่อนอยู่ในปรัชญาของบริษัทที่เขาย้ายเงินไปลงทุนตั้งแต่แรก เพียงแต่ตอนนั้นเหมือนมีเส้นผมบังภูเขา จนเขายังมองไม่เห็นเท่านั้นเอง..
โดยหนังสือเล่มนี้เปลี่ยนมุมมองต่อการลงทุนของเขาไปตลอดกาล จนทำให้เขาเชื่อมั่นว่า จริง ๆ แล้วเราก็สามารถเป็นเจ้าของธุรกิจดี ๆ จำนวนมากได้ ผ่านกองทุนที่ลงทุนตามดัชนีตลาด โดยมีค่าใช้จ่ายเพียงนิดเดียวเท่านั้น
และแทนที่จะต้องคอยตามหาหุ้นผู้ชนะ หรือควานหาผู้จัดการกองทุนยอดมนุษย์แบบที่เขาทำมาตลอด
เขาก็เพียงแค่ซื้อกองทุนดัชนีค่าธรรมเนียมถูก แล้วปล่อยให้ผลตอบแทนแบบทบต้นทำงานต่อไปให้นานที่สุด แบบนี้สักวันเขาก็จะมั่งคั่งมาก ๆ ได้เหมือนกัน..
ต่อมาในปี 1998 เขาได้ร่วมกับคุณ Mel Lindauer ก่อตั้งกลุ่ม Vanguard Diehards บนเว็บไซต์ Morningstar ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของชุมชน “Bogleheads” กลุ่มคนที่เชื่อมั่นในแนวทางการลงทุนแบบคุณ Bogle
คุณ Taylor ในวัย 70 กว่าปี ใช้เวลาเฉลี่ยวันละประมาณ 6 ชั่วโมง นั่งตอบคำถามคนแปลกหน้าบนโลกออนไลน์ ด้วยภาษาที่นุ่มนวล จนกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของเขา
และในปี 2000 สมาชิกกลุ่มเล็ก ๆ ก็ได้มาพบเจอกันครั้งแรกที่คอนโดฯ ของเขาในไมแอมี โดยมีคุณ Bogle ตัวจริงมาร่วมพูดคุยด้วย
คอนโดฯ ห้องนี้ตั้งอยู่บนชั้น 35 สามารถมองเห็นอ่าว Biscayne ได้ โดยคุณ Taylor ตั้งชื่อเล่นให้ว่า “บ้านที่ Jack สร้าง”
เพราะเขายอมรับตรง ๆ ว่า คงจะซื้อห้องนี้ไม่ได้แน่ ๆ ถ้าไม่ได้เงินจากการลงทุนในกองทุนของ Vanguard..
จากจุดเริ่มต้นคือวงสนทนาเล็ก ๆ แนวคิดนี้ค่อย ๆ ถูกส่งต่อ ผ่านทั้งชุมชนออนไลน์ และหนังสือที่ถูกเขียนด้วยภาษาแบบเข้าใจง่าย เพื่อให้คนทั่วไปสามารถเข้าใจได้
โดยหนึ่งในแนวทางที่คุณ Taylor แนะนำ ทุกวันนี้รู้จักกันในชื่อ “Three-Fund Portfolio” หรือพอร์ตที่ใช้กองทุนหลักค่าธรรมเนียมต่ำเพียง 3 กอง ประกอบด้วย
- กองทุนอิงดัชนีหุ้นประเทศสหรัฐอเมริกา
- กองทุนอิงดัชนีหุ้นนอกประเทศสหรัฐอเมริกา
- และกองทุนอิงดัชนีตราสารหนี้ของประเทศสหรัฐอเมริกา
แม้มีแค่ 3 กองทุน แต่ภายในกลับถือหลักทรัพย์กระจายความเสี่ยงจำนวนมาก จนทำให้เราไม่มีความจำเป็นต้องถือกองทุนหลายสิบกอง ให้ดูแลยุ่งยากอีกต่อไป
อีกทั้งในสัดส่วนการลงทุน ก็สามารถปรับให้เหมาะสมกับเป้าหมายและความเสี่ยง ที่แต่ละคนเต็มใจจะรับได้
เช่น คนที่รับความเสี่ยงได้มาก อายุยังน้อย อยู่ในวัยสร้างความมั่งคั่ง ก็ให้เน้นลงทุนในกองทุนหุ้นมากเสียหน่อย
แต่สำหรับคนที่อยู่ในวัยเริ่มชรา ไม่ควรมารับความเสี่ยงมากเกินไป ก็ควรเน้นที่การลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ ซึ่งจะช่วยสร้างกระแสเงินสดให้เรามีเงินจับจ่ายใช้สอยได้ตลอดไปมากกว่า
อ่านมาถึงตรงนี้ เราก็น่าจะเข้าใจเรื่องราวของคุณ Taylor Larimore ผู้คอยพร่ำสอนแนวทางการสร้างความมั่งคั่งด้วยวิธีอันแสนเรียบง่ายให้เหล่า Bogleheads กันดีขึ้นแล้ว
จะเห็นได้ว่า เส้นทางความสำเร็จของเขาไม่ได้เริ่มต้นมาจากความฉลาดหลักแหลม หรือการค้นพบสูตรลับใด ๆ เลย
แต่กลับเต็มไปด้วยรอยแผล ตั้งแต่ได้เห็นคุณตาสูญเสียแทบทุกอย่างในวิกฤติ ชมรมหุ้นที่ไม่มีกำไรให้แบ่ง พอร์ตที่ตามหลังตลาดมานานหลายสิบปี ไปจนถึงจดหมายข่าวที่ทำให้ตัวเองต้องอับอายต่อหน้าเพื่อน ๆ
สิ่งที่หล่อหลอมให้เขามีวันนี้ จึงไม่ใช่การไม่เคยผิดพลาด แต่คือความกล้าหาญที่จะยอมรับว่าตัวเองก็ไม่รู้ แม้จะเป็นในวัยที่หลายคนคิดว่า สายเกินไปที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรแล้ว
และเมื่อยอมรับได้ว่า ไม่มีใครสามารถทำนายตลาดได้ถูกทุกครั้ง วันนั้นเอง การลงทุนก็กลับกลายเป็นเรื่องที่เรียบง่าย แต่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพขึ้นมาทันที
บางทีแล้ว บทเรียนจากทั้งชีวิตของคุณ Taylor อาจจะกำลังบอกเราอยู่ก็ได้ว่า ความมั่งคั่งที่ยั่งยืน ไม่ได้ตั้งอยู่บนการรู้ล่วงหน้าว่าตลาดจะไปทางไหน
แต่เริ่มต้นจากการยอมรับข้อจำกัดของชีวิต ว่าเราไม่สามารถรู้ได้ทุกเรื่อง และเลือกสร้างพอร์ตการลงทุนที่จะอยู่รอด แล้วปล่อยให้มันสร้างความมั่งคั่งให้เราได้ ไม่ว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม..
#WealthPreservation
#กองทุน
#IndexFund
References
-หนังสือ The Bogleheads' Guide to Investing (2021) โดย Mel Lindauer, Taylor Larimore และ Michael LeBoeuf
-หนังสือ The Bogle Effect: How John Bogle and Vanguard Turned Wall Street Inside Out and Saved Investors Trillions (2022) โดย Eric Balchunas