ชาย 2 คนนี้ ฟันกำไรหลายล้านดอลลาร์ ด้วยการปั่นราคาหัวหอม

ชาย 2 คนนี้ ฟันกำไรหลายล้านดอลลาร์ ด้วยการปั่นราคาหัวหอม

4 พ.ย. 2026
เมื่อพูดถึงการปั่นราคา ไม่ว่าจะเป็นการปั่นราคาหุ้น พระเครื่อง และของสะสมต่าง ๆ
ทุกเหตุการณ์ มักจะจบไม่สวย ด้วยราคาสินทรัพย์ที่ถูกปั่นขึ้นไป มักจะกลับไปซื้อขายตามราคาที่ควรจะเป็นเสมอ
แต่รู้ไหมว่า เคยมีเหตุการณ์การปั่นราคาหัวหอมในสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 1955 ที่ส่งผลกระทบทำให้ชาวอเมริกันทุกคน ต้องซื้อหัวหอมในราคาที่แพงกว่าที่ควรจะเป็น มาจนถึงทุกวันนี้
แล้วทำไมการปั่นราคาหัวหอมในครั้งนั้น ถึงไม่ได้จบลงแค่การลงโทษคนผิด แต่กลายเป็นคนอเมริกัน ที่ต้องกินหัวหอมในราคาแพงขึ้นไปตลอดกาล ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
ในปี 1955 มีชาวไร่คนหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ที่ชื่อว่าคุณ Vince Kosuga เป็นเจ้าของฟาร์มปลูกผัก ที่เน้นปลูกขึ้นฉ่าย ผักกาด และหัวหอม
แต่นอกจากอาชีพหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน คุณ Vince ก็เป็นนักเก็งกำไรในสัญญาฟิวเจอร์สตัวยงอีกด้วย
จากการที่ฟิวเจอร์ส เป็นเครื่องมือทางการเงินที่เกษตรกรในสหรัฐอเมริกา นิยมใช้ในการล็อกราคาขายสินค้าเกษตร และล็อกต้นทุนในการทำการเกษตร
โดยหลักการทำงานของฟิวเจอร์ส ก็คือ การกำหนดราคาซื้อขายสินค้าอ้างอิงไว้ล่วงหน้า
เหมาะกับการใช้ประกันความเสี่ยง จากราคาสินค้าเกษตรที่มักจะผันผวนตามฤดูกาล และมีความอ่อนไหวต่อปริมาณผลผลิต และความต้องการในตลาดค่อนข้างมาก
เช่น ตอนคุณ Vince ต้องการขายหัวหอมในอีก 3 เดือนข้างหน้า ในราคากิโลกรัมละ 3 ดอลลาร์สหรัฐ
เขาก็จะไปทำสัญญาฟิวเจอร์สกับผู้รับซื้อ เพื่อที่อีก 3 เดือนข้างหน้า แม้ว่าราคาหัวหอมจะลดลงเหลือ 1 หรือ 2 ดอลลาร์สหรัฐ เขาก็จะขายหัวหอมได้ในราคากิโลกรัมละ 3 ดอลลาร์สหรัฐอยู่ดี
แต่ถึงแม้คุณ Vince จะเป็นเกษตรกรที่น่าจะรู้เรื่องราคาเกษตรดี ทว่าเขากลับขาดทุนอย่างหนัก จากการเก็งกำไรในราคาถั่วเหลือง และธัญพืช ซึ่งเป็นสินค้าที่คุณ Vince ไม่เคยปลูกมาก่อน
คุณ Vince จึงกลับไปแสวงหาโอกาสในการเก็งกำไรจากสินค้าเกษตร ที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี นั่นคือ หัวหอม
ในตอนนั้นคุณ Vince ได้ร่วมมือกับคุณ Sam Siegel ผู้ค้าหัวหอม เจ้าของบริษัทจัดจำหน่ายสินค้าเกษตรในเมืองชิคาโก
ทำการกว้านซื้อหัวหอมทั่วประเทศ ที่มีน้ำหนักมากถึง 30 ล้านปอนด์ คิดเป็น 98% ของหัวหอมที่อยู่ในคลังสินค้าของเมืองชิคาโก ศูนย์กลางตลาดซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ของสหรัฐอเมริกา
อย่างไรก็ตาม หัวหอมเป็นสินค้าเกษตรที่เน่าเสียได้ง่าย ไม่สามารถเก็บเอาไว้นานได้
ทั้ง 2 คน จึงทำการติดต่อเกษตรกรรายอื่น ให้มารับซื้อหัวหอมในราคาที่สูงขึ้นมาแล้ว จากการกว้านซื้อ โดยขู่ว่าหากไม่รับซื้อที่ราคานี้ จะเทขายหัวหอมที่เก็บไว้ทั้งหมด เพื่อกดราคาหัวหอมในตลาด
แต่หากเกษตรกรช่วยกันซื้อไว้ ทั้งคู่จะช่วยพยุงราคาหัวหอมให้มีราคาสูงต่อไป
เมื่อแบ่งขายหัวหอมบางส่วนให้เกษตรกรรับซื้อไปแล้ว ทั้งคุณ Vince และคุณ Sam ก็เปิดสัญญาชอร์ตฟิวเจอร์สหัวหอม
เพื่อล็อกราคาขายหัวหอมในสต๊อกทั้งหมดที่ราคาสูงสุด เท่าที่จะทำได้
จากนั้นทั้งคู่ก็เทขายหัวหอมทั้งหมดที่มีอยู่ออกไป เพื่อกดราคาตลาด และทำกำไรให้ตัวเอง
ความแสบของทั้งคู่ไม่ได้จบลงเพียงเท่านี้ เมื่อหัวหอมบางส่วนที่เก็บไว้เริ่มเน่าเสีย ทั้งคู่ก็ส่งไปทำการคัดแยกที่เมืองอื่น
จากนั้นก็ทำความสะอาด และบรรจุลงกระสอบใหม่ วนกลับเข้ามาในคลังสินค้าที่ชิคาโกอีกครั้ง
ทำให้เมื่อนักเก็งกำไรคนอื่น เห็นขบวนรถไฟที่เต็มไปด้วยหัวหอมกลับเข้ามาในเมือง ก็เข้าใจผิดคิดว่า หัวหอมในตลาดจะมีมากขึ้นจนอาจล้นตลาด
ก็ยิ่งเป็นตัวเร่งให้คนอื่นเปิดชอร์ตสัญญาฟิวเจอร์สหัวหอมตาม และยิ่งกดดันให้ราคาหัวหอมร่วงลงอย่างรุนแรงขึ้นไปอีก
ทำให้ราคาหัวหอมจากจุดสูงสุดที่กระสอบละ 2.75 ดอลลาร์สหรัฐ ตอนนี้ราคาร่วงเหลือเพียง 0.1 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น
ที่น่าตลกคือ ราคาหัวหอมตอนนี้ ร่วงลงมาต่ำกว่าราคากระสอบเปล่า ที่ใช้บรรจุหัวหอมเสียอีก เพราะแค่กระสอบเปล่าในตอนนั้น ก็มีต้นทุนถึง 0.2 ดอลลาร์สหรัฐ เข้าไปแล้ว
สาเหตุที่ราคาร่วงลงมามากขนาดนี้ ก็เนื่องจากว่าเกษตรกรที่รับซื้อหัวหอม ต้องเสียเงินเพิ่มในการนำหัวหอมที่ใกล้เน่าเสียไปทิ้ง ทำให้ไม่มีใครอยากรับซื้อในราคาที่แพงเกินกว่านี้
พอเรื่องเป็นแบบนี้ เกษตรกรที่รับซื้อหัวหอมต่อจากทั้งคู่ก่อนหน้านี้ จึงแทบจะขาดทุนกันจนหมดตัว
ส่วนคุณ Vince และคุณ Sam กลับทำกำไรได้ประมาณ 8.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นมูลค่าปัจจุบันหลังปรับเงินเฟ้อแล้วอยู่ที่ 3,570 ล้านบาท
แล้วเหตุการณ์ในครั้งนี้ ทำให้คนอเมริกันซื้อหัวหอมแพงกว่าที่ควรจะเป็น มาจนถึงทุกวันนี้ได้อย่างไร ?
พอมีผู้เสียหายเป็นจำนวนมาก ก็ทำให้มีการส่งเรื่องร้องเรียนไปที่รัฐสภาสหรัฐฯ
จนมีการออกกฎหมายห้ามไม่ให้มีการซื้อขายสัญญาฟิวเจอร์สของหัวหอมมาจนถึงทุกวันนี้
ในขณะที่คุณ Vince โดนเพิกถอนใบอนุญาตนายหน้าซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ และห้ามซื้อขายฟิวเจอร์สสินค้าโภคภัณฑ์อีก 10 เดือน
ส่วนคู่หูอย่างคุณ Sam โดนแค่ห้ามซื้อขายฟิวเจอร์สสินค้าโภคภัณฑ์ 10 เดือนเท่านั้น
แต่ถึงแม้จะหมดโทษแบน ทั้งคู่ก็ไม่สามารถกลับมาซื้อขายฟิวเจอร์สหัวหอมได้อยู่ดี เพราะกฎหมายได้ห้ามการซื้อขายไปก่อนที่พวกเขาจะโดนลงโทษแล้ว
ซึ่งความเสียหายของการไม่มีสัญญาฟิวเจอร์สหัวหอมให้ซื้อขาย ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะนักเก็งกำไรเพียงอย่างเดียว
แต่รวมไปถึงเกษตรกร ที่พอไม่มีเครื่องมือในการประกันความเสี่ยงด้านราคาขายผลผลิตแล้ว ก็ทำให้วางแผนเพาะปลูกได้ยากขึ้น จนส่งผลให้ผลผลิตในแต่ละช่วงมีความไม่แน่นอน
และพอผลผลิตมีความไม่แน่นอน ก็ทำให้
พ่อค้าคนกลาง ทั้งผู้ค้าส่ง และค้าปลีก ต้องตั้งส่วนต่างราคาซื้อขายหัวหอม ให้กว้างขึ้น เพราะต้องเผื่อความเสี่ยง หากราคาหัวหอมเกิดความผันผวน
และต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมานี้ ก็ถูกส่งผ่านมาที่ผู้บริโภคชาวอเมริกันมาจนถึงทุกวันนี้..
#WealthPreservation
#Futures
#หัวหอม
© 2026 WealthThink. All rights reserved. Privacy Policy.