Peter Munk อดีตคนล้มละลาย ผู้กลายเป็นคนสร้าง อาณาจักรเหมืองทอง 2,000,000 ล้านบาท

Peter Munk อดีตคนล้มละลาย ผู้กลายเป็นคนสร้าง อาณาจักรเหมืองทอง 2,000,000 ล้านบาท

2 เม.ย. 2026
ลองคิดดูว่า หากครั้งหนึ่ง เราเคยเป็นนักธุรกิจหนุ่มดาวรุ่งพุ่งแรง ที่ใคร ๆ ก็ต่างพากันจับตามอง แต่แล้วเราก็ตัดสินใจพลาด จนธุรกิจต้องล้มละลาย
กลายเป็นมีหนี้สินล้นพ้นตัว แถมผลาญเงินของคนอื่นไปไม่น้อย จนถูกคนทั่วประเทศ ตราหน้าว่าเป็น “คนขี้แพ้”
ถ้าเป็นเรา เราจะรับมือกับความบอบช้ำนี้อย่างไร ?
เชื่อว่าคนส่วนใหญ่คงเลือกจะยอมแพ้ และหายไปจากวงการธุรกิจแบบเงียบ ๆ 
แต่ไม่ใช่กับผู้ชายคนหนึ่ง ที่ใช้ความเจ็บปวดนี้ เป็นแรงผลักดัน ให้ยังสู้ต่อ และได้รับชัยชนะที่แท้จริง ในช่วงบั้นปลายของชีวิต
เรากำลังพูดกันถึง คุณ Peter Munk ผู้ก่อตั้งบริษัท Barrick Gold อาณาจักรเหมืองทองคำ มูลค่า 2,000,000 ล้านบาท ซึ่งช่วงหนึ่งเคยยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก
หากสงสัยว่า เรื่องราวของคุณ Peter Munk น่าสนใจอย่างไร และทำไม Barrick Gold ถึงกลายมาเป็นยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมได้ ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
คุณ Peter Munk เกิดเมื่อปี 1927 ในครอบครัวชาวยิวที่มีฐานะ ในประเทศฮังการี
แต่ชีวิตในวัยเด็กของเขา ก็กลับไม่ได้โชคดีเท่าไรนัก เพราะต้องคอยหนีตายจากการกวาดล้างชาวยิว ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
เขาและครอบครัว ต้องหนีไปอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ ก่อนจะไปเริ่มต้นชีวิตใหม่จากศูนย์ที่ประเทศแคนาดา 
หลังจากเรียนจบปริญญาตรีด้านวิศวกรรมไฟฟ้าจาก University of Toronto เขาก็ได้ก่อตั้งธุรกิจแรกของตัวเองขึ้น
ในชื่อบริษัทว่า “Clairtone” โดยทำธุรกิจผลิตเครื่องเสียงและโทรทัศน์คุณภาพสูง
ธุรกิจนี้ในตอนแรกสามารถเริ่มต้นได้อย่างสวยงาม เพราะสินค้าขายดีมาก จนนักร้องระดับตำนานของโลกอย่างคุณ Frank Sinatra เจ้าของเพลงฮิตอย่าง “Fly Me to the Moon” ก็ยังเป็นลูกค้าด้วย
อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายยุค 1960 ตอนที่มือกำลังขึ้นสุดขีด ด้วยความที่เขาอยากจะเร่งการเติบโตของบริษัท ให้ได้แบบก้าวกระโดด ก็ทำให้เขาตัดสินใจพลาดครั้งใหญ่..
ในตอนนั้น รัฐบาลท้องถิ่นของรัฐโนวาสโกเชียของแคนาดา ได้ยื่นข้อเสนอเป็นเงินทุนอุดหนุนก้อนโต เพื่อให้บริษัทของคุณ Peter ย้ายฐานการผลิตไปอยู่ที่นั่น
คุณ Peter ได้ตอบตกลง จนมองข้ามความเสี่ยงสำคัญที่สุด 2 ข้อ จนทำให้ธุรกิจแรกของเขาเป็นอันต้องปิดฉากลง
- พื้นที่ฐานการผลิตใหม่ของเขา ขาดแคลนแรงงานมีฝีมือ ทำให้สินค้าที่ผลิตออกมาด้อยคุณภาพ ส่งผลให้ชื่อเสียงของบริษัทเสียหาย จนสินค้าขายไม่ออก
- เขาประเมินตลาดผิดพลาด โดยผลิตทีวีสีมามากเกินไป ทั้งที่ผู้บริโภคในยุคนั้น ยังไม่พร้อมจะจ่ายเงินแพง ๆ สำหรับสินค้าชนิดใหม่นี้
และซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้น เขายังโดนสินค้าจากญี่ปุ่น ที่มีราคาถูกกว่า เข้ามาตีตลาดจนกระจุย
ความผิดพลาดนี้ ร้ายแรงจนบริษัทขาดทุนอย่างย่อยยับ และต้องล้มละลายไปในปี 1971
คุณ Peter ที่ทนความอับอายไม่ไหว เพราะโดนสื่อในประเทศรุมประณาม ที่ทำให้เงินอุดหนุนจากภาครัฐต้องสูญเปล่าไป ก็เลือกหนีออกจากแคนาดาไปอยู่ที่อื่น
แต่ถึงแม้ธุรกิจแรกจะล้มเหลว เขาก็ยังไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ และรวบรวมพลังใจ เริ่มต้นธุรกิจใหม่อีกครั้ง คือโรงแรมในประเทศฟีจี
ก่อนจะขยายไปทั่วออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์ และฮ่องกง ในชื่อเครือโรงแรมว่า “SPHC”
ธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก สามารถกอบกู้ทั้งชื่อเสียงและฐานะของเขากลับมาได้
จนเขากลับมามีความมั่นใจอีกครั้ง และตัดสินใจจะกลับไปกอบกู้ชื่อเสียงที่แคนาดา ประเทศที่เขาเคยถูกตราหน้าว่าเป็นคนล้มเหลว คืนมาให้ได้
คุณ Peter ตัดสินใจขายกิจการโรงแรมทั้งหมด และขนเงินสดมหาศาล มาเริ่มต้นทำธุรกิจใหม่ คือธุรกิจพลังงาน เพราะในช่วงปี 1980 อุตสาหกรรมพลังงานถือว่ากำลังเป็นที่จับตามอง
เขาจึงได้ตัดสินใจกระโดดเข้ามาในอุตสาหกรรมนี้ ก่อตั้งบริษัท “Barrick Petroleum” เพื่อสำรวจน้ำมันและก๊าซในทวีปอเมริกาเหนือ
แต่โชคชะตา ก็เหมือนจะเล่นตลกกับเขาอีกครั้ง..
เพราะหลังจากเข้ามาในธุรกิจนี้ได้ไม่นาน ทั้งโลกกลับต้องเผชิญกับ “วิกฤติราคาน้ำมันตกต่ำ”
สาเหตุหลักมาจาก ผู้คนทั่วโลกตื่นตัวกับกระแสเรื่องการประหยัดพลังงาน หลังจากวิกฤติน้ำมันในยุคปี 1970 ทำให้ความต้องการน้ำมันหดตัวลง
และในขณะที่ฝั่งกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน ก็ดันแข่งขันกันสูบน้ำมันออกมาจนล้นตลาดอีกด้วย
ผลที่ตามมา จึงเป็นราคาน้ำมันดิบที่ตกต่ำลงอย่างหนัก ส่งผลให้ธุรกิจน้ำมันที่คุณ Peter เพิ่งเริ่ม ต้องเจอกับการขาดทุนอย่างหนัก
เหตุการณ์ครั้งนี้ หากเป็นคุณ Peter ในวัยเยาว์ที่ยังไร้ประสบการณ์ ก็คงจะสู้อย่างสุดใจ เผาเงินไปจนกว่าจะหมดอย่างไม่ยอมแพ้ และลงเอยด้วยการล้มละลายเหมือนที่ผ่านมา 
แต่ว่าคราวนี้นั้นต่างออกไป เพราะเขามีประสบการณ์อันแสนเจ็บปวด จากธุรกิจแรกที่เจ๊งอย่างหมดรูปมาแล้ว
เขาจึงได้รีบปรับทิศทางการทำธุรกิจอย่างเร่งด่วน จากธุรกิจน้ำมัน มาเป็นเหมืองทองคำแทน พร้อมกับเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น “Barrick Gold”
หลายคนอาจจะสงสัยว่า แล้วทำไมถึงต้องเป็นเหมืองทองคำ ?
สิ่งที่น่าตกใจก็คือ จริง ๆ แล้ว คุณ Peter ไม่ได้มีความสนใจ และไม่มีความรู้ในการทำเหมืองทองคำด้วยซ้ำ ในตอนที่เริ่มธุรกิจ
แต่เขาเห็นช่องโหว่ ที่นักธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้มานาน ล้วนมองข้ามไป..
โดยในสมัยนั้น เจ้าของเหมืองทองคำส่วนใหญ่ มักจะบริหารงานแบบเดิม ๆ คือขุดทองขึ้นมาได้เท่าไร ก็จะเอาไปขายตามราคาตลาดในวันนั้นเลย
ตรงนี้ทำให้ธุรกิจเหมืองทองส่วนใหญ่ มีรายได้ที่ไม่แน่นอน เพราะผูกอยู่กับความผันผวนของราคาทองคำแบบวันต่อวัน
คุณ Peter จึงทำสิ่งที่แตกต่างออกไป เพราะเขาได้นำเครื่องมือทางการเงิน ที่คนทำธุรกิจเหมืองในยุคนั้นไม่รู้จักกัน อย่าง “Forward Selling” หรือการทำสัญญาขายล่วงหน้ามาใช้
ซึ่งการทำ Forward Selling ทำให้ Barrick Gold เมื่อขุดทองคำขึ้นมา จะไม่ต้องลุ้นว่าวันนี้ราคาทองจะผันผวนมากน้อยแค่ไหน
แต่สามารถคาดการณ์กำไร และกระแสเงินสดในอนาคต ที่แน่นอนกว่าได้ เพราะสัญญาขายทองคำล่วงหน้า จะขายกันในราคาที่ตกลงกันไว้ก่อนแล้ว 
ข้อดีอีกอย่างของวิธีการนี้ ยังช่วยให้บริษัทยื่นกู้เงินจากธนาคาร เพื่อใช้ขยายกิจการง่ายขึ้นอีกด้วย เพราะธนาคารเห็นว่า บริษัทมีผลประกอบการที่คาดการณ์ได้
กลยุทธ์ที่แปลกใหม่ อาจจะดูเป็นเรื่องของฝีมือก็จริงอยู่ แต่เรื่องราวอันสุดแสนมหัศจรรย์ของคุณ Peter ยังมาพร้อมกันกับโชคด้วย
เพราะจุดเปลี่ยนอีกอย่าง ที่ช่วยให้บริษัทของคุณ Peter กลายเป็นหนึ่งในอาณาจักรเหมืองทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลก เกิดขึ้นในปี 1986
เมื่อเขาได้ตัดสินใจทุ่มเงินประมาณ 2,000 ล้านบาท ซื้อเหมือง Goldstrike ในรัฐเนวาดา ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งคนส่วนใหญ่มองว่า เหมืองนี้ดูไร้อนาคต
เพราะปริมาณทองคำที่ประเมินได้ก่อนหน้านี้ คาดว่าน่าจะมีแค่ประมาณ 600,000 ออนซ์เท่านั้น
แต่เมื่อ Barrick Gold ได้ทุ่มเงินสำรวจลึกลงไป ก็กลับพบกับปาฏิหาริย์ครั้งใหญ่ ระดับแจ็กพอตแตก..
เพราะข้างใต้เหมืองนี้ กลับซ่อนแร่ทองคำ ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก โดยสามารถผลิตทองคำออกมา ได้มากกว่า 40,000,000 ออนซ์
ฟังดูแล้ว เรื่องราวความโชคดี ที่พลิกฟื้นชีวิตกลับมาจากจุดต่ำสุดของคุณ Peter ก็ดูเป็นเรื่องที่น่าอิจฉาสำหรับใคร ๆ
แต่ความโชคดี ผสานกับการตระเตรียมตัวให้พร้อมของเขา ยังไม่จบอยู่แค่นั้น
เพราะอย่างที่ได้เล่าไปแล้วว่า เขาไม่ได้ใช้กลยุทธ์ Forward Selling แค่ป้องกันความเสี่ยงเท่านั้น แต่ยังใช้เพื่อการขยายธุรกิจอย่างชาญฉลาดอีกด้วย
โดยในช่วงปลายยุค 1990 ราคาทองคำในตลาดโลก เกิดตกต่ำลงอย่างหนัก
ทำให้มีบริษัทจำนวนมาก ที่ไม่ได้ล็อกราคาขายเอาไว้แบบ Barrick Gold ต่างพากันขาดทุน จนต้องยอมจำใจขายกิจการ เพื่อหนีตาย ในราคาถูก ๆ
ในทางกลับกัน Barrick Gold กลับสามารถรอดพ้นวิกฤติแบบนี้ มาได้อย่างสบาย ๆ
และยังมีกระแสเงินสดเหลือเฟือ ไปใช้พลิกวิกฤติของคนอื่น ให้เป็นโอกาสของเรา ด้วยการกว้านซื้อกิจการเหมืองทองคำทั่วโลก ในราคาถูกเข้ามา
จนในภายหลัง อาณาจักรบริษัทของคุณ Peter นี้เอง ก็เติบใหญ่ขึ้น จนก้าวมาเป็นบริษัทเหมืองทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในยุคหนึ่งได้สำเร็จ
และถึงแม้ปัจจุบันนี้ Barrick Gold จะไม่ใช่บริษัทเหมืองทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว แต่บริษัทแห่งนี้ก็ยังเป็นบริษัทเหมืองทองคำที่ใหญ่ติดอันดับ 3 ของโลก 
อ่านมาถึงตรงนี้ เราก็น่าจะเข้าใจถึงเรื่องราวการสร้างตัว จนเป็นเจ้าแห่งอาณาจักรเหมืองทองคำ ของคุณ Peter Munk กันดีขึ้นแล้ว
นี่เป็นเรื่องราวของอดีตเด็กหนุ่ม ที่เคยอพยพหนีตาย ที่เคยสร้างตัวจนเป็นนักธุรกิจดาวรุ่งมีชื่อเสียง
แต่ก็เคยทำผิดพลาด จนร่วงหล่นลงมาสู่จุดต่ำสุด โดนคนทั้งประเทศ ประณามหยามเหยียดว่าเป็นคนขี้แพ้
แม้จะบาดเจ็บ อับอายสักเพียงใด แต่ใจที่ยังสู้ ไม่ยอมแพ้ ก็ทำให้เขาฟื้นคืนกลับมาได้ พร้อมกับนำประสบการณ์อันขมขื่น มาเป็นบทเรียนนำทางชีวิต
จนกลายเป็นอีกหนึ่งตำนานสุดคลาสสิก ให้เป็นกรณีศึกษาในโลกธุรกิจไปตลอดกาล
บางที บทเรียนจากเรื่องราวชีวิตของคุณ Peter Munk อาจจะกำลังสอนเราว่า ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจและยังไม่ยอมแพ้ให้กับโชคชะตา โดยพยายามเรียนรู้จากรอยแผลเป็นของตัวเองอยู่เสมอ
ในสักวัน เมื่อความโชคดีผสานกันกับการเตรียมตัวมาอย่างดีพอ
วันนั้นเอง เราก็อาจจะพบเหมืองทองแห่งความสำเร็จในแบบของเราเองก็เป็นได้..
#WealthCreation
#ธุรกิจต่างประเทศ
#BarrickGold
References
-Peter Munk reflects on early life escaping Nazi-occupied Hungary
-Peter Munk - Full Interview
© 2026 WealthThink. All rights reserved. Privacy Policy.