เจาะกลยุทธ์หมอปราเสริฐ ผู้ปั้น BDMS ให้เป็นเครือโรงพยาบาลใหญ่อันดับ 8 ของโลก

เจาะกลยุทธ์หมอปราเสริฐ ผู้ปั้น BDMS ให้เป็นเครือโรงพยาบาลใหญ่อันดับ 8 ของโลก

23 เม.ย. 2026
ข่าวใหญ่ของวงการธุรกิจไทยในช่วงนี้ คือการเสียชีวิตของนายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ในวัย 93 ปี 
ผู้เป็นเจ้าของเครือโรงพยาบาล BDMS, สายการบิน Bangkok Airways และสถานีโทรทัศน์ดิจิทัล PPTV
ซึ่งตลอดเวลาที่มีการจัดอันดับรายชื่อมหาเศรษฐีหุ้นไทย คุณหมอปราเสริฐ คือคนที่สามารถรักษาความมั่งคั่ง จนอยู่ใน 10 อันดับมหาเศรษฐีหุ้นไทยได้ตลอด
จากการเป็นผู้ปลุกปั้นเครือ BDMS ให้เติบโตมาเรื่อย ๆ จนกลายเป็นเครือโรงพยาบาลที่มีมูลค่ามากที่สุดเป็นอันดับ 8 ของโลก
แล้วหมอปราเสริฐ ทำอย่างไร ให้เครือโรงพยาบาล BDMS กลายเป็นโรงพยาบาลที่มีมูลค่าติดอันดับโลกได้แบบนี้ ?
WealthThink ขอต้อนรับทุกท่าน เข้าสู่ซีรีส์ The Founder เจาะกลยุทธ์ผู้นำธุรกิจไทย ปักธงเติบโตระดับโลก
หมอปราเสริฐ เริ่มทำธุรกิจโรงพยาบาลตั้งแต่ปี 2512 ในชื่อ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด
โดยใช้เงินลงทุนจากธุรกิจเก่าที่เคยทำ นั่นคือธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในโครงการสนามบินอู่ตะเภา ในยุคสงครามเวียดนาม ที่อเมริกาเข้ามาตั้งฐานทัพอากาศในไทย
และธุรกิจการบินสำรวจแหล่งน้ำมันในอ่าวไทย โดยเน้นรับงานจากบริษัทพลังงานข้ามชาติเป็นหลัก
โรงพยาบาลแรกของหมอปราเสริฐ ถูกสร้างขึ้นแถวถนนเพชรบุรีตัดใหม่ เป็นโรงพยาบาล 4 ชั้น ขนาด 50 เตียงเท่านั้น
แล้วจึงค่อยขยายพื้นที่ สร้างอาคารใหม่อีก 2 แห่ง และเพิ่มเป็น 300 เตียง
ต่อมาบริษัทตัดสินใจเข้าระดมทุนในตลาดหุ้นช่วงปี 2534 ซึ่งเมื่อบริษัทได้รับเงินทุนแล้ว บริษัทก็เริ่มใช้กลยุทธ์ที่ทำให้บริษัทกลายมาเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการโรงพยาบาล นั่นคือ “การเข้าซื้อกิจการ”
โดยโรงพยาบาลแรกที่หมอปราเสริฐเข้าซื้อ ก็คือ โรงพยาบาล ส.ไทยเสรี ที่ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นโรงพยาบาลกรุงเทพพระประแดง ซึ่งเป็นโรงพยาบาลขนาด 145 เตียง ในจังหวัดสมุทรปราการ
หลังจากนั้นหมอปราเสริฐ ก็มีการทยอยเข้าซื้อหุ้นเครือโรงพยาบาลสมิติเวช ในสัดส่วน 36% 
และมีการซื้อหุ้นเพิ่มทุนของเครือโรงพยาบาลสมิติเวช จนกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับ 1 ที่ถือครองหุ้นในสัดส่วนมากถึง 92.9% ภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี
การขยายธุรกิจด้วยการเข้าไปไล่ซื้อหุ้นเครือโรงพยาบาลอื่น ๆ ในตลาดหุ้นของหมอปราเสริฐเป็นไปด้วยความดุดัน
เพราะในปีเดียวกันกับที่เขาสามารถดึงเครือโรงพยาบาลสมิติเวชเข้ามาอยู่ภายใต้อาณาจักร BDMS ของเขาแล้ว
เขายังเปิดแนวรบใหม่ ด้วยการไล่ซื้อหุ้นในโรงพยาบาล BNH ในสัดส่วน 48.5% ด้วยเช่นกัน
และนอกจากหมอปราเสริฐ จะใช้เงินสดที่มีอยู่ในมือ เข้าไปไล่ซื้อหุ้นของโรงพยาบาลอื่น ๆ แล้ว
หมอปราเสริฐยังรู้จักใช้เครื่องมือทางการเงิน เพื่อทำการควบรวมกิจการที่จะทำให้อาณาจักร BDMS ของเขาเติบใหญ่ จนเคยกลายเป็นเครือโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลกในเวลาต่อมาอีกด้วย
นั่นคือ ดีลการควบรวมกิจการกันระหว่าง เครือ BDMS ของหมอปราเสริฐ และกลุ่ม Health Network เจ้าของเครือโรงพยาบาลพญาไท และเครือโรงพยาบาลเปาโล ของคุณวิชัย ทองแตง ทนายความชื่อดัง ที่ผันตัวมาเป็นนักธุรกิจและนักลงทุน
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เงินทุนที่หมอปราเสริฐนำมาควบรวมเครือโรงพยาบาลพญาไท ไม่ใช่เงินสดที่มีอยู่ในมือเหมือนอย่างเคย
แต่เป็นการออกหุ้นของกลุ่ม BDMS เพิ่มขึ้น เพื่อนำไปให้กับกลุ่มของคุณวิชัย ทองแตง แทนการจ่ายเงินค่าซื้อกิจการด้วยเงินสด
ในวงการธุรกิจเรียกดีลการเข้าซื้อกิจการแบบนี้ว่า “การแลกหุ้น” 
วิธีการควบรวมกิจการโดยการแลกหุ้นแบบนี้จะได้เปรียบมาก เมื่อบริษัทที่มี P/E สูง ต้องการซื้อกิจการบริษัทที่มี P/E ต่ำกว่าตัวเอง 
เพราะบริษัทผู้ซื้อกิจการจะไม่ต้องออกหุ้นใหม่เยอะ ก็สามารถเข้าซื้อกิจการบริษัทที่มี P/E ต่ำกว่าตนเองได้ 
โดยในตอนนั้นหุ้นของกลุ่ม BDMS มีค่า P/E ที่สูงกว่าหุ้นของกลุ่มโรงพยาบาลพญาไท จึงเหมาะที่จะเข้าซื้อกิจการด้วยการแลกหุ้นแบบนี้
ผลจากการออกหุ้นใหม่ในครั้งนี้ ทำให้จำนวนหุ้นของกลุ่ม BDMS เพิ่มขึ้นจาก 1,246 ล้านหุ้น กลายเป็น 1,481 ล้านหุ้น
เมื่ออยู่ ๆ บริษัทมีจำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นมา 235 ล้านหุ้นแบบนี้ สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยก็คือ Dilution Effect 
ซึ่งก็คือการที่จำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้น ไปทำให้สัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทของผู้ถือหุ้นเดิมลดลง พร้อมทำให้กำไรต่อหุ้นของบริษัทลดลงด้วย  
โดยสำหรับกรณีนี้ BDMS ต้องเจอ Dilution Effect ประมาณ 16%
นอกจากนี้ BDMS ยังมีการกู้เงินบางส่วนเพื่อทำ Tender Offer รับซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นรายย่อยของเครือโรงพยาบาลพญาไททั้งหมดด้วย
หลังจากการควบรวมกิจการกันในครั้งนั้น ทำให้กลุ่ม BDMS มีโรงพยาบาลในเครือเพิ่มขึ้นจาก 19 แห่ง เป็น 27 แห่ง และจำนวนเตียงเพิ่มขึ้นจาก 2,992 เตียง เป็น 4,639 เตียงทันที
พอผ่านไปเพียง 1 ปีหลังจากควบรวมกันสำเร็จ กลุ่ม BDMS ก็มีรายได้เติบโตถึง 50% ขณะที่กำไรสุทธิเติบโตถึง 91% 
สาเหตุที่กำไรของกลุ่ม BDMS เติบโตในอัตราที่สูงกว่ารายได้ ก็เป็นเพราะว่า ภายหลังจากการควบรวมกิจการ
กลุ่ม BDMS มีขนาดใหญ่ขึ้น การสั่งซื้อเวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ในปริมาณมากขึ้น ทำให้กลุ่ม BDMS มีอำนาจต่อรองราคากับ Suppliers ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยถูกลง
ขณะที่อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีราคาแพงบางอย่าง ทางกลุ่ม BDMS ก็ไม่จำเป็นต้องติดตั้งทุกโรงพยาบาล แต่เน้นติดตั้งเฉพาะในโรงพยาบาลใหญ่ ๆ ในเครือ จากนั้นก็จะใช้วิธีส่งต่อผู้ป่วยแทน
กลุ่ม BDMS จึงสามารถลดต้นทุนในการบริหารโรงพยาบาลในเครือได้เป็นอย่างดี สะท้อนจากอัตรากำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้น
- ปี 2553 ก่อนการควบรวมกิจการ กลุ่ม BDMS มีอัตรากำไรสุทธิ 9.6%
- ปี 2555 หลังจากควบรวมกิจการมาได้ 1 ปี อัตรากำไรสุทธิของกลุ่ม BDMS กระโดดขึ้นมาเป็น 17.3%
จะเห็นได้ว่าการเติบโตของกำไรสุทธิที่สูงถึง 91% สามารถชดเชย Dilution Effect ที่ 16% ได้อย่างเหลือเฟือ แสดงให้เห็นว่าดีลการควบรวมกิจการโดยการแลกหุ้นในครั้งนี้ถือว่าคุ้มค่ามาก
แถมเป็นดีลที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ เพราะหลังจากที่คุณวิชัย อดีตเจ้าของเครือโรงพยาบาลพญาไทแลกหุ้นกับกลุ่ม BDMS
คุณวิชัยก็กลายมาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับ 2 ของกลุ่ม BDMS เป็นรองเพียงหมอปราเสริฐเท่านั้น
จุดนี้เองที่ทำให้คุณวิชัย ทองแตง กลายเป็นมหาเศรษฐีหน้าใหม่ของไทย โดยเลื่อนลำดับจากเศรษฐีหุ้นอันดับ 297 มาเป็นเศรษฐีหุ้นอันดับ 4 ภายในระยะเวลา 1 ปี
ส่วนคุณหมอปราเสริฐ และผู้ถือหุ้นรายย่อยของ BDMS ทุกคนก็ได้รับประโยชน์จากราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น ตามผลประกอบการที่มีการเติบโต
ส่วนเครือโรงพยาบาล BDMS ก็กลายเป็นเครือโรงพยาบาลที่มีมูลค่ามากที่สุดเป็นอันดับ 8 ของโลก ด้วยมูลค่าบริษัทเกือบ 300,000 ล้านบาท ในปัจจุบันนี้นั่นเอง..
#WealthCreation
#ธุรกิจไทย
#BDMS
References
-แบบ 56-1 ปี 2542 ของบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน)
-รายงานประจำปี บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (ปี 2553 และปี 2555)
-รายงาน หุ้นเพิ่มทุนของ BGH เริ่มซื้อขายวันที่ 7 เมษายน 2554
-คำเสนอซื้อหลักทรัพย์ บมจ.ประสิทธิ์พัฒนา โดย คุณวิชัย ทองแตง
© 2026 WealthThink. All rights reserved. Privacy Policy.