
ไขความลับกงสี 10 ล้านล้าน ที่ลงทุนตั้งแต่ใต้บาดาล ยันอวกาศ ของตระกูลรวยอันดับ 2 ของโลก
26 มิ.ย. 2026
ถ้านึกถึงตระกูลที่รวยที่สุดในโลก หลายคนน่าจะเดาถูกว่าคือตระกูล Walton เจ้าของอาณาจักรค้าปลีกอย่าง Walmart
แต่ถ้าถามต่อว่า แล้วตระกูลที่รวยเป็นอันดับ 2 คือใคร หลายคนอาจจะคิดไม่ออก ซึ่งคำตอบก็ไม่ได้อยู่ในซิลิคอนแวลลีย์ ไม่ได้อยู่ยุโรป แต่อยู่ที่ตะวันออกกลาง..
พวกเขาคือ ตระกูล Al Nahyan (อัล นาห์ยาน) ราชวงศ์ผู้ปกครองรัฐอาบูดาบี แห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE)
จุดเริ่มต้นความมั่งคั่งของตระกูลนี้ก็หนีไม่พ้นน้ำมัน แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น..
เพราะปัจจุบัน เบื้องหลังความมั่งคั่งของพวกเขายังมีอาณาจักรการลงทุนยักษ์ใหญ่ ที่มีบริษัทย่อยมากกว่า 1,300 บริษัท
กระจายการลงทุนตั้งแต่อาหาร พลังงาน แร่สำคัญ อสังหาริมทรัพย์ โรงพยาบาล การเงิน ไปจนถึงเทคโนโลยีระดับโลกด้าน AI และอวกาศ
จนก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทมูลค่าสูงอันดับ 2 ในตะวันออกกลาง เป็นรองเพียง Saudi Aramco และยังติดกลุ่มบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดระดับ Top 100 ของโลกอีกด้วย
แล้วอาณาจักรการลงทุนแห่งนี้ กลายเป็นกลไกสำคัญในการบริหารกงสีตระกูลระดับราชวงศ์ได้อย่างไร ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
จุดเริ่มต้นความมั่งคั่งของตระกูล Al Nahyan ปฏิเสธไม่ได้ว่า มาจากขุมทรัพย์น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
เพราะอาบูดาบี ไม่ได้เป็นเพียงเมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE เท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในรัฐที่ร่ำรวยจากทรัพยากรพลังงานมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก
ทรัพยากรเหล่านี้จึงเปรียบเสมือนเงินทุนตั้งต้น ที่สร้างรายได้มหาศาล และเปิดทางให้นำเงินไปต่อยอด เพื่อสร้างอิทธิพลทางเศรษฐกิจไปทั่วโลกได้อย่างยาวนาน
อย่างไรก็ตาม การบริหารความมั่งคั่งระดับราชวงศ์ ก็ไม่ได้เกิดขึ้นแบบกระจัดกระจาย เพราะหนึ่งในกลไกสำคัญที่ตระกูลนี้ใช้ดูแลสินทรัพย์และการลงทุน ก็คือ Royal Group
ซึ่งเป็น Family Office หรือสำนักงานบริหารความมั่งคั่ง ทำหน้าที่คล้ายกงสีระดับราชวงศ์ สำหรับดูแลเงินทุน สินทรัพย์ และการลงทุนบางส่วนของตระกูลโดยเฉพาะ
โดยมี Sheikh Tahnoun bin Zayed Al Nahyan น้องชายของประธานาธิบดี UAE ผู้ซึ่งเป็นถึงที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ เป็นผู้กุมบังเหียนขุมทรัพย์ก้อนนี้
และหนึ่งในหัวใจหลักที่ Royal Group ใช้เพื่อต่อยอดความมั่งคั่งให้เติบโตแบบก้าวกระโดด คือการใช้ทางลัดจากประโยชน์ของตลาดทุน
โดยเลือกดึงเอาบริษัท International Holding Company หรือ IHC ที่อยู่ในตลาดหุ้นอยู่แล้ว มาเป็นเครื่องมือหลัก
เริ่มจากการที่ Royal Group ก้าวเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สุดด้วยสัดส่วน 61.55% จากนั้นก็ใช้กลยุทธ์ย้ายสมบัติกระเป๋าซ้ายไปกระเป๋าขวา
โดยนำบริษัทในเครือกว่า 40 แห่ง ที่มีมูลค่าจริงรวมกันสูงถึง 4,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 154,700 ล้านบาท โอนเข้าไปไว้ใน IHC
ซึ่งในขั้นตอนการโอนบริษัท พวกเขาใช้เทคนิคทางบัญชีด้วยการตั้งราคาขายเพียงบริษัทละ 1 ดีแรห์ม คิดเป็นเงินไทยไม่ถึง 10 บาท
ดีลนี้ทำให้ IHC ได้รับสินทรัพย์มูลค่ามหาศาลไปแทบจะฟรี ๆ ส่งผลให้งบดุลแข็งแกร่งโดยไม่ต้องกู้หนี้ยืมสินให้เสียดอกเบี้ยแม้แต่บาทเดียว
แถมยังเป็นทางลัดที่ทำให้ไม่ต้องเหนื่อยทำ IPO ทีละบริษัท เป็นการร่ายมนตร์เสกให้ตัวเองมีบริษัทมหาชนยักษ์ใหญ่ ที่พร้อมใช้ขยายอาณาจักรได้ทันที
การเดินเกมด้วยการเอาบริษัทนอกตลาด ลัดเข้าตลาดหุ้นผ่านบริษัทที่อยู่ในตลาดอยู่แล้วแบบนี้ เรียกว่าเป็นการทำ Backdoor Listing ขนาดยักษ์
ทำให้ IHC พลิกโฉมจากอดีตที่เป็นเพียงแค่บริษัททำฟาร์มเพาะเลี้ยงและส่งออกอาหารทะเลเล็ก ๆ กลายร่างเป็นอาณาจักรโฮลดิงยักษ์ใหญ่ระดับโลก
ส่งผลให้ราคาหุ้น IHC พุ่งทะยานขึ้นกว่า 40,000% ภายในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ปีหลังจากปรับโครงสร้างบริษัท
ปัจจุบัน IHC ครองแชมป์บริษัทที่มีมูลค่าตลาดอันดับ 1 ในตลาดหลักทรัพย์อาบูดาบี ด้วยมูลค่าตลาดประมาณ 2.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 7.5 ล้านล้านบาท
ทำให้บริษัทนี้ยังกลายเป็น บริษัทที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของตะวันออกกลาง และใหญ่ติด Top 100 ของโลก อย่างที่กล่าวไปตอนต้นบทความ
ปัจจุบัน IHC คืออาณาจักรการลงทุนขนาดยักษ์ที่มีบริษัทในเครือมากกว่า 1,300 แห่ง ซึ่งแทบจะแทรกซึมอยู่ในทุกอุตสาหกรรม
ตั้งแต่พลังงาน เหมืองแร่ การเกษตร อาหาร อสังหาริมทรัพย์ โรงพยาบาล การเงิน ไปจนถึงเทคโนโลยี AI
และยังร่วมลงทุนในบริษัทระดับโลกที่เราคุ้นชื่อกันดี ไม่ว่าจะเป็น SpaceX บริษัทสำรวจและเทคโนโลยีอวกาศสุดล้ำของ Elon Musk
Getty Images เว็บไซต์คลังรูปภาพและวิดีโอระดับโลก ที่เวลาเราหารูปก็น่าจะเคยเห็นลายน้ำของเว็บไซต์นี้ผ่านตาแน่นอน
Oxford Nanopore Technologies แบรนด์เทคโนโลยีถอดรหัส DNA/RNA สุดล้ำจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ที่ถูกนำไปใช้ในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก
และยังลงทุนใน G42 กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีและ AI ยักษ์ใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม AI ระดับโลก
สรุปง่าย ๆ คือ IHC เปรียบเสมือนกระเป๋าเงินยักษ์ ของ Royal Group ที่ใช้กระจายลงทุน และต่อยอดความมั่งคั่งของตระกูลไปยังธุรกิจหลากหลายประเภททั่วโลก
และเหตุผลเบื้องหลังที่ต้องขยายอาณาจักรขนาดนี้ ก็เพราะพวกเขารู้ดีว่า น้ำมันคือทรัพยากรที่มีวันหมด และกำลังถูกดิสรัปต์จากเทคโนโลยีใหม่ ๆ
นี่จึงไม่ใช่แค่ความเสี่ยงของประเทศ แต่ยังเป็นความเสี่ยงของตระกูลด้วย
การกว้านซื้อธุรกิจแห่งอนาคต จึงเป็นการกระจายความเสี่ยง เพื่อปกป้องความมั่งคั่งไม่ให้เหือดแห้งไปพร้อมกันกับบ่อน้ำมัน
และแม้วันนี้อาณาจักรการลงทุนของ IHC จะใหญ่ระดับโลกแล้ว แต่พวกเขายังตั้งเป้าหมายจะเพิ่มขนาดสินทรัพย์ให้เติบโตขึ้นเป็น 2 เท่า ภายในปี 2030
พูดง่าย ๆ ก็คือ ภายในเวลาไม่กี่ปีข้างหน้า อาณาจักรการลงทุนที่ใหญ่จนแทบจะครอบคลุมทุกอุตสาหกรรมอยู่แล้วนี้ จะขยายขนาดขึ้นอีกเท่าตัว
และเมื่ออาณาจักรนี้ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ก็เป็นไปได้ว่า ในอนาคต ธุรกิจระดับโลก บริการที่เราใช้ หรือเทคโนโลยีล้ำ ๆ หลายอย่างในชีวิตประจำวันของเรา
อาจมี IHC เป็นหนึ่งในผู้ลงทุนอยู่เบื้องหลัง โดยที่เราไม่รู้ตัว..
แต่ถึงแม้ IHC จะเป็นหนึ่งในบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว แต่นี่ก็อาจเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง ของอาณาจักรความมั่งคั่งแห่งตระกูล Al Nahyan เท่านั้น
เพราะ Bloomberg เคยอธิบายไว้ว่า การประเมินทรัพย์สินของราชวงศ์นี้เป็นเรื่องซับซ้อน เพราะสมาชิกในตระกูลมีบทบาททั้งในระดับรัฐบาล กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ และภาคเอกชน
เส้นแบ่งระหว่างทรัพย์สินของประเทศ กับทรัพย์สินของตระกูล จึงไม่ได้ชัดเจนเหมือนธุรกิจครอบครัวทั่วไป
แต่ถึงจะประเมินแบบขั้นต่ำแล้ว ตระกูล Al Nahyan ก็ยังถูกจัดให้เป็นตระกูลที่ร่ำรวยเป็นอันดับ 2 ของโลก ด้วยความมั่งคั่ง 335,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 10 ล้านล้านบาท
ท่ามกลางจักรวาลความมั่งคั่งสุดลึกลับและสลับซับซ้อนของตระกูลนี้ บริษัทอย่าง IHC ก็ถือเป็นหนึ่งจิกซอว์ที่เรามองเห็นได้ชัดที่สุด
เพราะนี่คือบริษัทมหาชนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ มีมูลค่าตลาดที่จับต้องได้ มีงบการเงินที่ชัดเจน และมีทิศทางการลงทุนให้เราติดตามได้
เรื่องราวของอาณาจักร IHC จึงเป็นกรณีศึกษาระดับโลกที่ทำให้เราเห็นว่า
ราชวงศ์ตะวันออกกลางกำลังใช้ตลาดทุนเป็นเครื่องมือเปลี่ยนผ่านรายได้จากยุคน้ำมัน ให้กลายเป็นอาณาจักรการลงทุนระดับโลกได้อย่างไร
แม้เราจะไม่ได้มีบ่อน้ำมันเป็นทุนตั้งต้นแบบตระกูลราชวงศ์ตะวันออกกลาง แต่กลยุทธ์นี้สะท้อนให้เห็นแก่นแท้ของการบริหารกงสีได้อย่างชัดเจน
นั่นคือ ต่อให้ธุรกิจเดิมของครอบครัวจะเคยรุ่งเรืองแค่ไหน แต่ทุกธุรกิจย่อมมีวงจรของตัวเอง และมีโอกาสถูกดิสรัปต์ได้เสมอ
การรู้จักดึงกำไรจากธุรกิจดั้งเดิม มาต่อยอดและกระจายการลงทุน จึงเป็นทางรอดสำคัญ ไม่ให้ความมั่งคั่งของตระกูลตายไปพร้อมกับธุรกิจเดิม
และนี่คือสิ่งที่ตระกูล Al Nahyan กำลังสร้างและส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น
ด้วยการลงทุน ใช้เงินต่อเงิน เพื่อสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจ ที่จะยังคงทรงอิทธิพลไปอีกหลายชั่วอายุคน..
#WealthTransfer
#ธุรกิจครอบครัว
#AlNahyan
References