Jane Street บริษัทที่ซื้อขายหุ้นไม่สนราคา แต่ทำเงินได้มากกว่า 1 ล้านล้านบาท

Jane Street บริษัทที่ซื้อขายหุ้นไม่สนราคา แต่ทำเงินได้มากกว่า 1 ล้านล้านบาท

3 ก.ค. 2026
รู้ไหมว่า เบื้องหลังคนที่มารับซื้อหุ้นต่อจากเรา หรือคนที่ขายหุ้นให้เราในตลาด อาจไม่ใช่นักลงทุนด้วยกันเองเสมอไป
แต่คือคนที่มีหน้าที่รับซื้อหุ้น และขายหุ้น ให้กับทุกคนในตลาดแบบไม่เกี่ยงราคา เพื่อสร้างสภาพคล่องให้นักลงทุนซื้อง่าย ขายคล่อง
เราเรียกคนที่ทำแบบนี้ว่า “Market Maker”
แม้สิ่งที่ Market Maker ทำ จะดูเหมือนเป็นงานของผู้เสียสละ ที่ยินดีซื้อขายหุ้นในทุกระดับราคา ราวกับไม่กลัวตัวเองซื้อแพง ขายถูก จนขาดทุนย่อยยับ
แต่ Market Maker ระดับโลกอย่างบริษัท Jane Street กลับสร้างรายได้จากธุรกิจนี้มากถึง 1.3 ล้านล้านบาท ในปี 2025 ที่ผ่านมา
และในไตรมาสที่ 1 ปีนี้ บริษัทเพิ่งรายงานตัวเลขกำไรสุทธิสูงถึง 340,000 ล้านบาท จากรายได้ 538,000 ล้านบาท
หรือก็คือ รายได้หลังหักค่าใช้จ่าย กลายเป็นกำไรเข้ากระเป๋า Market Maker อย่าง Jane Street เกินกว่าครึ่ง
แล้วถ้าคุณอยากรู้ว่า Market Maker อย่าง Jane Street มีกลยุทธ์ในการทำธุรกิจอย่างไร ? ถึงสร้างรายได้ และอัตรากำไรที่สูงมากขนาดนี้ 
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
ก่อนอื่นต้องอธิบายหลักการทำงานของธุรกิจ Market Maker กันก่อน
หน้าที่หลักของ Market Maker ก็คือการเพิ่มสภาพคล่องให้ตลาดหุ้น โดยการทำหน้าที่รับซื้อหุ้นที่ราคาเสนอซื้อ (Bid) และวางขายหุ้นที่ราคาเสนอขาย (Offer)
ซึ่งรายได้ของ Market Maker ก็คือส่วนต่างราคาระหว่างราคาเสนอซื้อ และเสนอขาย หรือที่เราเรียกว่า Bid-Ask Spread นั่นเอง

แม้ว่า Bid-Ask Spread ในหุ้นที่มีสภาพคล่องดีจะมีราคาเพียงไม่ถึง 1 ดอลลาร์สหรัฐ แต่เมื่อคูณกับปริมาณการซื้อขายต่อวันหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว
ก็ทำให้ Market Maker สร้างรายได้ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ
แต่ด้วยความที่ราคาหุ้นมีความเคลื่อนไหวผันผวนอยู่ตลอดเวลา ทำให้ Market Maker จะต้องรีบขายหุ้น ที่ตัวเองรับซื้อไว้ออกไปให้เร็วที่สุด
Market Maker จึงมักจะมีการใช้โปรแกรม High Frequency Trading ที่สามารถส่งคำสั่งซื้อขายได้อย่างรวดเร็วภายในเสี้ยววินาที
เพื่อปิดความเสี่ยงที่ราคาจะร่วงลงไป ก่อนที่ Market Maker จะขายหุ้นออกไปจนหมด
ซึ่งในบางครั้งอาจจะไม่มีใครมารับซื้อหุ้นจาก Market Maker มากพอ จนทำให้ Market Maker ต้องอมหุ้นไว้บางส่วนเอง
Market Maker ก็จะทำการซื้อสัญญาตราสารอนุพันธ์บางประเภท เพื่อป้องกันความเสี่ยง ในเวลาที่ยังขายหุ้นออกไปไม่หมด
ซึ่งความสำคัญของ Market Maker ไม่ใช่แค่การเติมสภาพคล่องในตลาด ให้นักลงทุนซื้อง่ายขายคล่องเท่านั้น
แต่สินทรัพย์บางประเภทอย่างเช่น DR ที่อ้างอิงหุ้นต่างประเทศ และ ETF ที่ต้องมีราคาสอดคล้องกับมูลค่าสินทรัพย์ในกองทุน
การมี Market Maker คอยดูแล จะทำให้ราคาของหลักทรัพย์ประเภทนี้ สอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น
ทีนี้เราคงเข้าใจหลักการทำงานของ Market Maker กันเบื้องต้นแล้ว ก็ขอกลับมาที่เรื่องราวของเรากันต่อ
Jane Street ก่อตั้งโดยคุณ Robert Granieri ที่เป็นอดีตเทรดเดอร์เชิงปริมาณ หรือที่รู้จักกันดีว่า Quant Trader ในปี 2000
แรกเริ่ม Jane Street เป็น Market Maker ให้กับ American Depositary Receipts (ADR) ซึ่งเป็นใบรับฝากหุ้นต่างประเทศ ที่ซื้อขายได้ในตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา คล้าย ๆ กับ DR ในตลาดหุ้นไทยของเรา
จากนั้นก็เริ่มขยายมาเป็น Market Maker ให้กับสินทรัพย์ทางการเงินอื่น ๆ เช่น หุ้นสามัญ, ตราสารหนี้, สินค้าโภคภัณฑ์, ETF, ตราสารอนุพันธ์ ไปจนถึงสกุลเงินดิจิทัล
ปัจจุบัน Jane Street เป็น Market Maker ให้กับสินทรัพย์ทางการเงินมากกว่า 90,000 ตัว ใน 240 ตลาดทั่วโลก
โดยมีการคาดการณ์กันว่า Jane Street เป็น Market Maker รายใหญ่ในการซื้อขาย ETF ของสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่าการซื้อขายถึง 24% ของมูลค่าการซื้อขาย ETF ทั้งหมดของสหรัฐฯ
ซึ่งนอกจากธุรกิจ Market Maker แล้ว Jane Street ยังมีการเข้าไปถือหุ้นของบริษัททั้งในและนอกตลาดหุ้น
ตัวอย่างบริษัทที่ Jane Street เข้าไปลงทุน ก็เช่น บริษัท Anthropic ที่บริษัทได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนไปมากถึง 50 เท่า
จากเงินลงทุนเริ่มต้น 3,300 ล้านบาท ในช่วงที่ Anthropic เพิ่งเริ่มก่อตั้ง
ด้วยการช้อนซื้อหุ้นของ Anthropic ที่ FTX อดีตกระดานเทรดคริปโทเคอร์เรนซีที่ล้มละลาย ถูกบังคับขายออกมาเพื่อใช้หนี้
อย่างไรก็ตาม แม้การเป็น Market Maker จะดูเหมือนเป็นงานน่าเบื่อ ที่มีหน้าที่แค่ส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นทั้งวัน ไปจนกว่าตลาดปิด
แต่งานแบบนี้ ก็มีความเสี่ยงที่บริษัทจะถูกมองว่าทำธุรกรรมที่ละเมิดกับกฎระเบียบของตลาดหลักทรัพย์ในบางประเทศ
ยกตัวอย่างเช่น เคยมีเหตุการณ์ที่หน่วยงานกำกับดูแลตลาดการเงินของอินเดีย กล่าวหาว่า Jane Street จงใจปั่นตลาดการเงินของอินเดีย
โดยในตอนนั้น Jane Street รับซื้อหุ้นธนาคารเป็นจำนวนมาก ทำให้ดัชนีหุ้นกลุ่มธนาคารของอินเดียปรับตัวเพิ่มขึ้น
ซึ่งอย่างที่เกริ่นไปตอนแรกว่า เมื่อ Market Maker ต้องอมหุ้นไว้กับตัวเองเป็นจำนวนมาก แล้วทำการขายออกมาไม่ทัน
ทาง Market Maker ก็ต้องป้องกันความเสี่ยง ด้วยการไปถือตราสารอนุพันธ์
ในกรณีของ Jane Street คือการขาย Call Option เพื่อรับรายได้เป็นค่าพรีเมียมจากการขาย Option
จากนั้นก็ใช้เงินค่าพรีเมียมที่ได้ ไปซื้อ Put Option เพื่อป้องกันความเสี่ยงในกรณีที่ราคาหุ้นปรับตัวเป็นขาลง
เมื่อ Jane Street เริ่มเทขายหุ้นธนาคารที่อมไว้ออกมา ก็ทำให้ดัชนีหุ้นกลุ่มธนาคารของอินเดียปรับตัวลดลง และ Jane Street ก็ทำกำไรจากการถือ Put Option ได้
ปัจจุบันคดีความของ Jane Street กับหน่วยงานกำกับดูแลตลาดการเงินของอินเดีย ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล
แต่บริษัทได้รับอนุญาตให้กลับมาเป็น Market Maker ในตลาดอินเดียได้ต่อไป 
หลังจากที่บริษัทตัดสินใจฝากเงินที่บริษัทได้มาจากการลงทุนในครั้งนั้น ไว้ในบัญชีคนกลาง คิดเป็นมูลค่าราว 19,000 ล้านบาท เพื่อกลับมาทำธุรกิจในอินเดียได้ต่อไป
และนี่ก็คือเรื่องราวของบริษัทที่อยู่เบื้องหลังหน้าจอซื้อขายหุ้น คอยเติมสภาพคล่อง ให้นักลงทุนซื้อขายเปลี่ยนมือหุ้นกันได้ง่ายขึ้น
ปิดท้ายด้วยเรื่องที่น่าสนใจ ในประเทศไทยเอง ก็มีธุรกิจ Market Maker ที่คอยดูแลสภาพคล่องให้กับ DR อยู่เช่นกัน 
โดยมักจะเป็นธนาคาร และบริษัทหลักทรัพย์ผู้ออก DR นั้น ๆ คอยดูแลเรื่องสภาพคล่องให้
#WealthCreation
#ธุรกิจต่างประเทศ
#JaneStreet
References
© 2026 WealthThink. All rights reserved. Privacy Policy.