FIFA องค์กรที่ 4 ปีมีกำไรครั้ง แต่ทำไม ยังไม่เจ๊ง

FIFA องค์กรที่ 4 ปีมีกำไรครั้ง แต่ทำไม ยังไม่เจ๊ง

20 ก.ค. 2026
โลกนี้คงไม่มีใครบอกว่า จะตั้งบริษัทที่ 4 ปีจะมีกำไรแค่ครั้งหนึ่งก็พอ 
แต่บนโลกนี้ก็ยังมีองค์กรหนึ่งที่ทำสิ่งที่คล้าย ๆ กัน และยังดูไม่มีทีท่าว่าจะเจ๊งแต่อย่างใด 
นั่นก็คือ FIFA ผู้จัดทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก ที่เพิ่งจบไปอย่างยิ่งใหญ่เมื่อคืนนี้ 
ซึ่งคำตอบว่าทำไมองค์กรนี้ 4 ปีค่อยมีกำไร แต่ยังอยู่ได้นั้น ไม่ใช่แค่คำตอบง่าย ๆ ว่าเพราะมีองค์กรยักษ์ใหญ่มากมายหนุนหลังอยู่
แต่คือแนวทางการบริหาร และโมเดลธุรกิจ ที่ถูกวางไว้เป็นอย่างดี ให้ FIFA อยู่ได้นานหลายปีแม้ไม่มีกำไร 
แล้วถ้าหากสงสัยว่า ผู้จัดฟุตบอลโลกอย่าง FIFA นั้น มีโมเดลการทำเงิน และวิธีอยู่รอดอย่างไร ? 
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
ถ้าเราเปิดดูงบการเงินของ FIFA ในช่วงก่อนฟุตบอลโลกปี 2022 ที่ประเทศกาตาร์ จะเห็นได้ว่า 
ปี 2019 ขาดทุน -9,400 ล้านบาท
ปี 2020 ขาดทุน -26,100 ล้านบาท 
ปี 2021 ขาดทุน -11,900 ล้านบาท 
เท่ากับว่าในเวลา 3 ปีก่อนจัดฟุตบอลโลกปี 2022 FIFA ขาดทุนสะสมไปมากถึง 47,400 ล้านบาท ซึ่งที่ขาดทุนมากขนาดนี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะวิกฤติโรคระบาดด้วย 
แต่พอมาถึงปี 2022 ซึ่งเป็นปีที่จัดฟุตบอลโลกนั้น FIFA ก็สามารถพลิกมาทำกำไรได้ถึง 79,100 ล้านบาท ในปีเดียว 
ซึ่งนอกจากจะล้างผลการขาดทุนสะสมทั้งหมดไป ยังเหลือกำไรมากถึง 31,700 ล้านบาทด้วย 
การขาดทุนติดต่อกัน 3 ปีแบบนี้ ไม่ใช่ว่าทางผู้บริหารทำผลงานไม่ดี โดยเฉพาะเมื่อเทียบกันกับช่วงก่อนปี 2015 ที่ FIFA นั้นมีกำไรในทุกปี 
แต่มาจากการเปลี่ยนแนวทางการบริหารของ FIFA ที่เน้นการวางแผนรายรับรายจ่ายเป็นวัฏจักร 4 ปี ทำให้การขาดทุนติดต่อกัน 2 หรือ 3 ปี ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด 
โดยในช่วงปีที่ไม่มีฟุตบอลโลก รายได้หลักที่พยุงองค์กร FIFA นั้นก็คือ
- ค่าสปอนเซอร์และการตลาด จากเหล่าพาร์ตเนอร์บริษัทระดับโลกที่เซ็นสัญญายาว แล้วแบ่งจ่ายเป็นรายปี แม้ไม่มีฟุตบอลโลกก็ยังจ่าย
- ค่าลิขสิทธิ์ สำหรับการเอาชื่อ FIFA ไปใช้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นเหล่าวิดีโอเกม และอาจจะมีสินค้าอื่น ๆ อีก
ส่วนค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด และค่าตั๋ว แม้จะมีอยู่บ้าง จากการที่ FIFA ยังมีจัดทัวร์นาเมนต์อื่น ๆ เช่น ฟุตบอลโลกหญิง หรือรายการ FIFA Club World Cup แต่ก็ไม่ใช่รายได้หลัก 
ในขณะที่ FIFA ยังต้องเสียค่าใช้จ่ายใหญ่ ๆ อย่างการจัดอิเวนต์ ที่ว่ากันตามตรงก็ไม่ได้สร้างรายได้มากนัก รวมถึงยังต้องจ่ายค่าจ้างให้กับพนักงานของ FIFA ในประเทศต่าง ๆ 
แถมยังมีค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ ๆ อย่าง ค่าใช้จ่ายโครงการพัฒนาฟุตบอล ที่ทางองค์กรจะต้องนำเงินที่ได้ ไปแจกจ่ายให้กับสมาคมฟุตบอลทั่วโลก เพื่อเอาไปใช้จ่ายพัฒนาวงการฟุตบอลในประเทศต่อไป 
โดยตั้งแต่ช่วงปี 2015 เป็นต้นมา ที่มีการเปลี่ยนแปลงหัวเรือใหญ่ของ FIFA จากคุณ Sepp Blatter ที่มีเรื่องอื้อฉาว มาเป็นคุณ Gianni Infantino 
FIFA ก็ได้มีการเพิ่มค่าใช้จ่ายโครงการพัฒนาฟุตบอล ให้มากขึ้นกว่าเดิมมาก ผ่านโครงการ FIFA Forward
ทีนี้เมื่อฟุตบอลโลกเวียนมาถึง รายได้จากค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด และค่าตั๋วการแข่งขัน จึงจะกลายเป็นพระเอก
โดยเฉพาะในส่วนรายได้จากค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด ที่ทาง FIFA มีอำนาจในการกำหนดราคาขั้นพื้นฐาน ก่อนจะให้ผู้ให้บริการถ่ายทอดสดในแต่ละประเทศ เข้ามาประมูลกัน 
จากการที่ FIFA เป็นคนผูกขาดการจัดทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก 
นอกจากนี้ โมเดลการทำเงินของ FIFA ยังเป็นสิ่งที่วงการธุรกิจเรียกว่า “Asset-Light” หรือก็คือ การทำเงินได้ โดยไม่ต้องลงทุนในสินทรัพย์อะไรเพิ่มเติม
เพราะผู้ที่รับค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงสนาม รวมถึงสร้างโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาตรฐานตามที่ FIFA กำหนด ก็คือ ตัวประเทศเจ้าภาพเอง
ส่วน FIFA ก็เก็บรายได้จากค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด ค่าตั๋ว ไปแบบเต็ม ๆ โดยไม่จำเป็นต้องเสี่ยงลงทุนก้อนใหญ่แบบนั้นเลย 
ซึ่งประเทศเจ้าภาพส่วนใหญ่ก็ยอม เพราะหวังประโยชน์ทางอ้อม เช่น การท่องเที่ยวในช่วงสั้น ๆ แต่ที่สำคัญกว่าคือ ภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีโลก 
การจัดฟุตบอลโลกครั้งหนึ่ง อัตรากำไรที่ FIFA ทำได้จึงค่อนข้างสูง 
โดยในปี 2022 ที่จัดฟุตบอลโลก FIFA ทำรายได้มากถึง 193,700 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับกำไร 79,100 ล้านบาท
ก็หมายความว่าอัตรากำไรของการจัดฟุตบอลโลกปี 2022 สูงถึงประมาณ 40% เลย 
แต่ก็มีบางปีเหมือนกันที่ FIFA มีอัตรากำไรน้อยกว่านี้มาก เช่น ฟุตบอลโลกที่บราซิลในปี 2014 ที่กระจายสนามแข่งมากถึง 12 สนาม 
ซึ่ง FIFA มีต้นทุนในการจัดการแข่งขันและการถ่ายทอดสดที่สูงมาก จนอัตรากำไรเหลือแค่ประมาณ 6.7% เท่านั้น 
กำไรมหาศาลที่เข้ามาในปีที่จัดฟุตบอลโลกนั้น ส่วนหนึ่งจะถูก FIFA เก็บไว้เป็นเงินทุนสำรอง 
โดยจากข้อมูลล่าสุด ณ สิ้นปี 2025 FIFA มีเงินทุนสำรองอยู่ประมาณ 90,680 ล้านบาท สำหรับไว้ใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน 
ส่วนที่เหลือก็จะถูกนำไปแจกจ่ายคืนให้กับสมาคมฟุตบอลทั่วโลกต่อไป
เพราะอย่างไรเสีย เนื้อแท้ของ FIFA ก็คือองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร ทำให้การทำกำไรมาก ๆ แล้วเก็บไว้ จึงไม่ใช่เป้าหมายของ FIFA ตั้งแต่แรก 
ถึงตรงนี้เราก็พอจะเห็นภาพแล้วว่า FIFA นั้น เป็นเหมือนกับองค์กรการตลาดยักษ์ใหญ่ 
ที่มีอำนาจผูกขาดอยู่ในมือ พร้อมกับรูปแบบการทำรายได้แบบ Asset-Light ที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก 
จนการทำกำไรใหญ่ ๆ เพียงแค่ปีเดียว ก็เพียงพอให้ FIFA สามารถอยู่ได้ และกลายเป็นผู้จัดการแข่งขันฟุตบอลโลกต่อไปโดยที่ยังไม่เจ๊งไปก่อนนั่นเอง..
#WealthCreation
#โมเดลธุรกิจ
#ฟุตบอลโลก 
References 
© 2026 WealthThink. All rights reserved. Privacy Policy.