สรุปทริก เพิ่มเงินเดือนเข้ากระเป๋าทันที ไม่ต้องรอคืนภาษีปีหน้า ฉบับมนุษย์เงินเดือน

สรุปทริก เพิ่มเงินเดือนเข้ากระเป๋าทันที ไม่ต้องรอคืนภาษีปีหน้า ฉบับมนุษย์เงินเดือน

25 ส.ค. 2026
เงินเดือนแต่ละเดือนกว่าจะเข้ากระเป๋าเราจริง ๆ ก็โดนหักทั้งประกันสังคม และภาษีหัก ณ ที่จ่าย แถมบางคนยังมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอีก
แต่รู้หรือไม่ว่า มีหนึ่งทริกที่ทำให้เราโดนหักเงินในแต่ละเดือนน้อยลง จนทำให้เงินเดือนเหลือเข้ากระเป๋าเราแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น
วิธีนี้ไม่ใช่การเลี่ยงภาษี ไม่ใช่การเพิ่มค่าลดหย่อน และไม่ได้ทำให้สิทธิประโยชน์อะไรของเราหายไปเลย
มันคือการจัดการเกี่ยวกับค่าลดหย่อน เพื่อไม่ให้เงินเดือนของเราถูกหักภาษีออกไปเกินความจำเป็น และยังไม่ต้องจมอยู่เป็นปีกว่าจะได้คืน
แล้วทริกที่ว่านี้ทำอย่างไร ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
ทริกที่ว่านี้ทำได้ง่าย ๆ เพียงสอบถามฝ่ายบุคคล (HR) แล้วขออัปเดตแบบแจ้งรายการเพื่อการหักลดหย่อนภาษี หรือชื่อเป็นทางการว่า แบบฟอร์ม ล.ย.01
ปัจจุบันหลายบริษัทให้พนักงานเข้าไปคีย์ข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ได้ด้วยตัวเอง แต่บางบริษัทอาจจะยังต้องการกรอกรายละเอียดลงในแบบฟอร์มกระดาษอยู่
หัวใจสำคัญของแบบฟอร์มนี้คือ การเปิดโอกาสให้เราสามารถระบุข้อมูลล่วงหน้าได้เลยว่าตลอดทั้งปีเรามีแผนที่จะซื้อกองทุนลดหย่อนภาษี เป็นจำนวนเงินประมาณเท่าไร
รวมถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เราต้องจ่ายอยู่แล้วในแต่ละปี ไม่ว่าจะเป็นค่าเบี้ยประกันชีวิต ค่าเบี้ยประกันสุขภาพ หรือดอกเบี้ยผ่อนบ้าน
ตลอดจนสิทธิในการลดหย่อนจากการดูแลบิดามารดา และบุตร ก็สามารถกรอกเข้าไปได้ ยกเว้นส่วนเงินบริจาค ที่จะแจ้งได้เมื่อเราได้บริจาคจริงแล้วเท่านั้น
เมื่อ HR ได้รับข้อมูลที่เรากรอกเข้าไป ก็จะนำตัวเลขค่าลดหย่อนทั้งหมดที่เราแจ้งไว้ไปคำนวณหักลบกับรายได้ประเมินทั้งปีของเรา
ซึ่งก็จะทำให้ฐานรายได้สุทธิที่นำมาใช้คิดภาษีนั้นลดลง ทำให้เราถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายน้อยลงตาม และเหลือเงินในกระเป๋ามากขึ้น
ยกตัวอย่างแบบเข้าใจง่าย ๆ นาย A ที่มีรายได้ 50,000 บาทต่อเดือน หรือคิดเป็นรายได้ทั้งปี 600,000 บาท โดยไม่มีโบนัส 
กรณีที่ 1 ไม่ได้แจ้งลดหย่อนอะไรเพิ่มเติม 
HR จะคิดเสมือนว่านาย A มี
- ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
- ประกันสังคม 10,500 บาท
เมื่อนำรายได้ 600,000 บาทหักค่าใช้จ่าย 100,000 บาท จากนั้นมาหักลบรายการลดหย่อนก่อนหน้า เราจะเหลือเงินได้สุทธิ เพื่อนำไปคำนวณภาษีอยู่ที่ 429,500 บาท
ซึ่งเมื่อนำไปคำนวณตามขั้นบันไดภาษีแล้ว เราจะต้องเสียภาษีรวมทั้งปีที่ 20,450 บาท
นั่นหมายความว่า HR จะนำตัวเลขนี้มาหาร 12 เดือน แล้วหักภาษี ณ ที่จ่ายออกจากสลิปเงินเดือนของเราไปเลย ที่ประมาณเดือนละ 1,704 บาท
ทำให้ในแต่ละเดือน จากเงินเดือน 50,000 บาท ถูกหักประกันสังคม 875 บาท และหักภาษีไปอีก 1,704 บาท เราจะเหลือเงินโอนเข้าบัญชีจริง ๆ ประมาณ 47,421 บาท
กรณีที่ 2 แจ้งลดหย่อนเพิ่มเติม
ซึ่งเราสามารถแจ้งสิทธิลดหย่อนล่วงหน้าได้เลย แม้เราจะยังไม่ได้จ่ายค่าลดหย่อนนั้นจริง ๆ ก็ตาม ยกเว้นค่าลดหย่อนเงินบริจาค
เช่น นาย A คนเดิม มีแผนจะซื้อประกันสุขภาพ เบี้ยประกัน 25,000 บาท ตอนเดือนมิถุนายน แต่นาย A ก็สามารถนำตัวเลขนี้ไปกรอกได้เลยตั้งแต่ต้นปี
เพราะฉะนั้น จากเดิมที่ HR มีข้อมูลว่า
- ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
- ประกันสังคม 10,500 บาท
เมื่อนาย A แจ้งค่าลดหย่อนเพิ่มเติม
- ดอกเบี้ยบ้าน 100,000 บาท
- ประกันสุขภาพ 25,000 บาท
- กองทุน RMF 180,000 บาท
เมื่อนำรายได้หักค่าใช้จ่าย แล้วนำมาหักลบรายการลดหย่อนทั้งหมดนี้ จะเหลือเงินได้สุทธิเพื่อนำไปคำนวณภาษีอยู่ที่ 124,500 บาท
ซึ่งตามโครงสร้างภาษีแล้ว เงินได้สุทธิที่ไม่เกิน 150,000 บาทแรกจะได้รับการยกเว้นภาษี 
นั่นหมายความว่า HR ก็ไม่จำเป็นต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย จากเงินเดือนของนาย A ในแต่ละเดือนไว้ก่อนเลยแม้แต่บาทเดียว
ทำให้จากเดิมเงินเดือน 50,000 บาท ถ้านาย A ไม่ได้แจ้งลดหย่อนอะไรเพิ่มเติมเลย จะเหลือเงินเข้าบัญชีประมาณ 47,421 บาท
คราวนี้แค่แจ้งค่าลดหย่อนตามตัวอย่างก่อนหน้านี้ และถูกหักเพียงประกันสังคม 875 บาท ก็ทำให้นาย A มีเงินเข้าบัญชีเพิ่มขึ้นเป็น 49,125 บาท
เท่ากับว่า จะมีกระแสเงินสดกลับมาทันทีเดือนละ 1,704 บาท คิดรวมตลอดทั้งปีเป็นเงินถึง 20,448 บาท โดยไม่ต้องรอไปขอคืนภาษีในปีถัดไปเลย
ถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะมีความกังวลว่า แล้วถ้าสุดท้ายเกิดเหตุจำเป็นทำให้ไม่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้ตามแผนที่แจ้งไว้ล่วงหน้า จะทำอย่างไร ?
คำตอบคือ เมื่อถึงเวลาที่ต้องยื่นภาษีประจำปีในช่วงต้นปีหน้า เราก็เพียงแค่กรอกค่าลดหย่อนตามที่เกิดขึ้นจริง 
หากภาษีที่ถูกหักไว้ระหว่างปีน้อยกว่าภาษีที่ต้องเสียจริง เราก็เพียงชำระภาษีส่วนต่างให้ครบภายในกำหนดเวลา 
พูดง่าย ๆ คือ การแจ้งค่าลดหย่อนล่วงหน้าไม่ได้ล็อกว่าเราจะต้องใช้สิทธิตามนั้นเป๊ะ ๆ แต่เป็นการช่วยให้ HR ประมาณการภาษีหัก ณ ที่จ่ายระหว่างปี ให้ใกล้เคียงกับแผนของเรามากขึ้น
แน่นอนว่า เงินส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นในแต่ละเดือน อาจไม่ได้ดูเป็นเงินก้อนใหญ่โตอะไร
แต่ถ้าเรานำกระแสเงินสดส่วนนี้ไปจัดสรรให้เกิดประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นการทยอยลงทุน DCA รายเดือน หรือพักไว้ในบัญชีดอกเบี้ยสูง แม้แต่เก็บไว้เป็นเงินสำรองฉุกเฉิน
เงินก้อนเล็ก ๆ ที่เพิ่มขึ้นทุกเดือนนี้ ก็สามารถเริ่มสร้างประโยชน์ให้เราได้ทันที ทั้งในแง่โอกาสสร้างผลตอบแทนและยังช่วยเพิ่มสภาพคล่องในแต่ละเดือน
จะเห็นแล้วว่า แทนที่จะปล่อยให้เงินก้อนเดียวกันนี้ ถูกหักออกไปก่อน แล้วต้องรอเป็นเดือน ๆ หรือเป็นปี กว่าจะยื่นภาษีและขอเงินคืนภาษีส่วนเกินกลับมา
แต่ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีในการกรอกข้อมูล ก็สามารถช่วยเพิ่มเงินเดือนเข้ากระเป๋าแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยได้ทันที ตั้งแต่วันที่เงินเดือนเข้าเลย..
#WealthPreservation
#ภาษี
#ค่าลดหย่อน
References
© 2026 WealthThink. All rights reserved. Privacy Policy.