
คู่มือเอาตัวรอดเรื่องภาษี ฉบับมนุษย์เงินเดือน โพสต์เดียวจบ เริ่มจาก 0 ก็อ่านเข้าใจ
10 ก.ย. 2026
“ภาษี” แทบจะเป็นวิชาที่ไม่มีใครเคยสอนเราจริงจังในห้องเรียน แต่พอเริ่มทำงานและมีรายได้ เรากลับถูกคาดหวังว่า เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องรู้อยู่แล้ว..
ทั้งที่ในความเป็นจริง
- เงินเดือนเท่าไรต้องเสียภาษี ?
- บริษัทหักภาษีให้แล้ว เรายังต้องยื่นเองไหม ?
- ยื่นภาษี กับเสียภาษีต่างกันอย่างไร ?
คำถามพื้นฐานเหล่านี้ หลายคนก็ยังคงงงอยู่
และเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เรื่องภาษีดูยาก ก็เพราะมันมักมาพร้อมกับศัพท์เทคนิคทางกฎหมายที่ต้องแปลไทยเป็นไทยอีกรอบ มีสูตรคำนวณ และเงื่อนไขอีกเต็มไปหมด
จนทำให้เรื่องที่ควรเป็นความรู้พื้นฐาน กลับกลายเป็นเรื่องที่หลายคนไม่รู้ว่าจะเริ่มทำความเข้าใจจากตรงไหน
แล้วถ้าเราอยากเริ่มทำความเข้าใจเรื่องภาษีตั้งแต่ต้น แบบภาษาคน โดยไม่ต้องมีพื้นฐานมาก่อน เราควรรู้อะไรบ้าง ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
1. ภาษีไม่ได้คิดจากเงินเดือนทั้งหมด
เวลาพูดว่า เงินเดือนเท่านี้ ต้องเสียภาษีเท่าไร ?
หลายคนอาจเผลอคิดว่ากรมสรรพากรจะเอาเงินเดือนทั้งหมด ที่เราได้รับทั้งปีนั้นไปคำนวณภาษีทันที
แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่แบบนั้น เพราะก่อนจะถึงตัวเลขที่นำไปคำนวณภาษี รายได้ของเราจะถูกหักลบออกก่อน
โดยใช้สมการ เงินได้ - ค่าใช้จ่าย - ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิ
พูดง่าย ๆ คือ เริ่มจากการดูว่าในปีนั้นมีเงินได้เท่าไร จากนั้นหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนที่เราใช้สิทธิออกไป เมื่อหักทั้งหมดแล้ว ตัวเลขที่เหลืออยู่จะเรียกว่า เงินได้สุทธิ
และเงินได้สุทธินี่แหละคือจำนวนเงินที่จะถูกนำไปคำนวณภาษีตามอัตราแบบขั้นบันได เพื่อดูว่าสุดท้ายแล้ว เราต้องเสียภาษีกี่บาท
2. รายได้แต่ละทางอาจถูกคิดภาษีไม่เหมือนกัน
คำแรกที่เราต้องเข้าใจก่อนก็คือคำว่า “เงินได้” ซึ่งเงินได้พูดง่าย ๆ ก็คือ รายได้หรือรายรับทุกช่องทางที่เราได้รับ
ถ้าเป็นมนุษย์เงินเดือน เราอาจนึกถึงเงินเดือน ที่บริษัทโอนเข้าบัญชีทุกสิ้นเดือน รวมถึงโบนัสตอนปลายปี
ซึ่งก็ไม่ผิด แต่ในทางภาษี คำว่าเงินได้นั้นกว้างกว่านั้นมาก เพราะมันยังรวมถึงทรัพย์สินหรือผลประโยชน์ที่สามารถตีมูลค่าเป็นเงินได้ด้วย
อย่างเช่น จับฉลากได้ของรางวัล บริษัทให้หุ้น สวัสดิการอยู่บ้านพักฟรี หรือแม้แต่การที่บริษัทจ่ายภาษีแทนให้ก็ถือเป็นเงินได้ทั้งหมด
พูดง่าย ๆ ก็คือ ต่อให้เราไม่ได้รับเป็นเงิน แต่ถ้าสิ่งที่ได้รับมีมูลค่าและช่วยให้เราไม่ต้องควักเงินเอง ประโยชน์นั้นจะถูกตีมูลค่าเป็นเงินและนับรวมเป็นเงินได้ เพื่อนำมาคำนวณภาษีด้วยเหมือนกัน
ยิ่งทุกวันนี้ หลายคนไม่ได้มีรายได้จากทางเดียว กลางวันอาจเป็นพนักงานบริษัท แต่หลังเลิกงานก็ทำคอนเทนต์ รับงานรีวิว ปักตะกร้า ขายของออนไลน์ หรือมีรายได้จากการลงทุน ควบคู่กันไปด้วย
เพราะฉะนั้น เวลาพูดถึงเงินได้ เราจึงไม่ได้ดูแค่ว่าได้เงินมาเท่าไร แต่ต้องดูด้วยว่า เงินแต่ละก้อนมาจากไหน เพราะที่มาของเงินแต่ละก้อน จะหักค่าใช้จ่ายได้ไม่เท่ากันและมีผลต่อการคำนวณภาษีในขั้นต่อไป
3. เงินได้แบ่งออกเป็น 8 ประเภท
ที่กฎหมายแบ่งเงินได้ออกเป็น 8 ประเภท ก็เพราะกรมสรรพากรมองว่าแต่ละอาชีพมีต้นทุนการทำงานไม่เท่ากัน จึงกำหนดให้หักค่าใช้จ่ายได้แตกต่างกัน เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงมากขึ้น
ประเภทที่ 1 กลุ่มงานประจำ เงินเดือน โบนัส โอที ค่าตำแหน่งให้หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 50% แต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
ประเภทที่ 2 กลุ่มรับจ้างทั่วไป เช่น การรับรีวิว ปักตะกร้าในแพลตฟอร์มออนไลน์ หรือรายได้จากสปอนเซอร์ ก็จะหักค่าใช้จ่ายเหมา 50% สูงสุด 100,000 บาทเช่นกัน
แต่หากเราเป็นมนุษย์เงินเดือน มีรายได้ประเภทที่ 1 และมีรายได้ประเภทที่ 2 ด้วยจะหักค่าใช้จ่ายรวมกันได้สูงสุดแค่ 100,000 บาท
ประเภทที่ 3 กลุ่มทรัพย์สินทางปัญญา ค่าสิทธิบัตร ค่าลิขสิทธิ์ หักได้ตามจริง หรือแบบเหมา 50% ไม่เกิน 100,000 บาท
ประเภทที่ 4 กลุ่มการลงทุน ดอกเบี้ย เงินปันผลจากหุ้น กำไรจากการเทรดคริปโทเคอร์เรนซี กลุ่มนี้หักค่าใช้จ่ายไม่ได้เลย
ประเภทที่ 5 กลุ่มค่าเช่า หักได้ตามจริง หรือแบบเหมา 10-30% แล้วแต่ประเภท
ประเภทที่ 6 กลุ่มวิชาชีพอิสระ หักได้ตามจริง หรือแบบเหมา 60% และ 30% แล้วแต่วิชาชีพ
ประเภทที่ 7 กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง หักได้ตามจริง หรือแบบเหมา 60%
ประเภทที่ 8 กลุ่มอื่น ๆ เช่น รายได้จากการขาย รวมถึงรายได้ของครีเอเตอร์อย่างส่วนแบ่งโฆษณา และระบบ Membership หักได้ตามจริง หรือแบบเหมา 60%
อ่านถึงตรงนี้จะเห็นว่าคนคนเดียว ก็สามารถมีเงินได้หลายประเภทพร้อมกันได้
กลางวันเป็นมนุษย์เงินเดือน มีรายได้ประเภทที่ 1 วันหยุดรับจ้างรีวิวสินค้า เป็นประเภทที่ 2 จากนั้นนำเงินเก็บไปลงทุนจนได้ปันผล เป็นประเภทที่ 4 และตอนเย็นไลฟ์ขายของออนไลน์ เป็นประเภทที่ 8
สิ่งสำคัญคือต้องรู้ว่า เงินแต่ละก้อนที่เราได้รับจัดอยู่ในประเภทไหน หักค่าใช้จ่ายแบบไหนได้บ้าง
จากนั้นเลือกหักแบบที่หักได้มากกว่า เพราะมันจะส่งผลทำให้เราเสียภาษีน้อยลง
4. ค่าใช้จ่ายกับค่าลดหย่อน ต่างกันอย่างไร ?
หลังจากหักค่าใช้จ่ายตามประเภทของเงินได้แล้ว สิ่งต่อไปที่เราสามารถนำมาหักได้ก็คือ ค่าลดหย่อน
ตรงนี้หลายคนมักสับสนระหว่างคำว่าค่าใช้จ่าย กับค่าลดหย่อนว่าต่างกันอย่างไร อธิบายง่าย ๆ ก็คือ
- ค่าใช้จ่าย หักได้มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับว่า เราทำงานหาเงินมาจากรายได้ประเภทไหน
- ค่าลดหย่อน หักได้มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับว่า เรามีภาระครอบครัวและวางแผนการเงินอย่างไร
ค่าลดหย่อนจึงมีตั้งแต่สิทธิของตัวเราเอง ไปจนถึงบุตร พ่อแม่ และคู่สมรสที่ไม่มีรายได้ นอกจากนี้ยังรวมถึงประกันสังคม และดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน
รวมถึงสิทธิที่เกิดจากการวางแผนการเงินอย่าง ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุน RMF กองทุน Thai ESG รวมถึงกองทุนเพื่อการเกษียณอื่น ๆ
ซึ่งค่าลดหย่อนส่วนนี้ นอกจากจะช่วยลดเงินได้สุทธิเพื่อให้เสียภาษีน้อยลงแล้ว ยังเป็นตัวช่วยสร้างวินัยในการออมและลงทุนในระยะยาวควบคู่ไปด้วย
5. มนุษย์เงินเดือนเสียภาษีแบบขั้นบันได
เมื่อเรานำเงินได้มาหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนจนเหลือเป็นเงินได้สุทธิแล้ว ขั้นต่อไปก็คือการนำเงินก้อนนี้ไปคำนวณภาษี
และรู้หรือไม่ว่า แม้ว่ารายได้ของเราจะตกอยู่ในฐานภาษี 20% ก็ไม่ได้หมายความว่า เงินได้สุทธิหมดทั้งก้อนจะถูกเก็บภาษี 20%
เพราะเงินได้สุทธิจะถูกแบ่งออกเป็นช่วง ๆ และแต่ละช่วงเสียภาษีในอัตราที่ไม่เท่ากัน เรียกว่า การคำนวณภาษีแบบขั้นบันได
กลับมาต่อที่การคำนวณภาษี หลังจากที่เรารู้เงินได้สุทธิของตัวเองแล้ว จากนั้นก็แค่ดูว่าเงินได้สุทธิของเราอยู่ในช่วงใด แล้วใช้สูตรในช่วงนั้นคำนวณ ก็จะได้จำนวนภาษีที่ต้องจ่าย
เงินได้สุทธิ 0 - 150,000 บาท
ได้รับการยกเว้นภาษี
เงินได้สุทธิ 150,000 - 300,000 บาท
ภาษี = (เงินได้สุทธิ - 150,000) x 0.05
เงินได้สุทธิ 300,001 - 500,000 บาท
ภาษี = [(เงินได้สุทธิ - 300,000) x 0.10] + 7,500
เงินได้สุทธิ 500,001 - 750,000 บาท
ภาษี = [(เงินได้สุทธิ - 500,000) x 0.15] + 27,500
เงินได้สุทธิ 750,001 - 1,000,000 บาท
ภาษี = [(เงินได้สุทธิ - 750,000) x 0.20] + 65,000
เงินได้สุทธิ 1,000,001 - 2,000,000 บาท
ภาษี = [(เงินได้สุทธิ - 1,000,000) x 0.25] + 115,000
เงินได้สุทธิ 2,000,001 - 5,000,000 บาท
ภาษี = [(เงินได้สุทธิ - 2,000,000) x 0.30] + 365,000
เงินได้สุทธิ 5,000,001 ขึ้นไป
ภาษี = [(เงินได้สุทธิ - 5,000,000) x 0.35] + 1,265,000
แต่สำหรับใครที่เป็นมนุษย์เงินเดือนด้วย และมีรายได้จากการขายของ และรายได้อื่น ๆ ที่ไม่รวมเงินเดือน รวมกันแล้วตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป
นอกจากต้องคำนวณภาษีแบบขั้นบันไดอย่างก่อนหน้านี้แล้ว ยังต้องคำนวณภาษีเพิ่มอีกวิธี คือ
การคำนวณภาษีแบบเหมา 0.5%
สูตรคำนวณคือ (รายได้ทุกประเภท - เงินเดือน) x 0.005
เมื่อคำนวณออกมาแล้ว ถ้าหากวิธีไหนเสียภาษีมากกว่า เราก็จะต้องเสียตามวิธีนั้น
6. บริษัทหักภาษีทุกเดือนไปแล้ว เราก็ต้องยื่นภาษีอยู่ดี
มนุษย์เงินเดือนหลายคนน่าจะเคยเห็นในสลิปเงินเดือนว่า ทุกเดือนบริษัทมีการหักภาษีเงินได้ออกจากเงินเดือนของเรา
เงินส่วนนี้เรียกว่า ภาษีหัก ณ ที่จ่าย
พูดง่าย ๆ คือ บริษัททำหน้าที่หักภาษีบางส่วนจากเงินเดือนของเราไว้ล่วงหน้า แล้วนำส่งให้กรมสรรพากรแทนเรา เพื่อให้เราไม่ต้องรอจ่ายภาษีทั้งก้อนทีเดียวตอนสิ้นปี
ดังนั้น เงินที่ถูกหักไปในแต่ละเดือนไม่ได้หายไปไหน แต่ถือเป็นภาษีที่เราจ่ายล่วงหน้าไปแล้ว พอถึงเวลายื่นภาษีประจำปี เราก็จะนำภาษีที่คำนวณได้จริง มาเทียบกับภาษีที่ถูกหักไว้ตลอดทั้งปี
ถ้าภาษีที่ต้องจ่ายจริงมากกว่าเงินที่ถูกหักไว้ เราก็ต้องจ่ายส่วนต่างเพิ่ม แต่ถ้าภาษีที่ถูกหักไว้มากกว่าภาษีที่ต้องจ่ายจริง เราก็สามารถขอคืนภาษีส่วนที่จ่ายเกินได้
แต่ถ้าเราไม่อยากโดนหักภาษีไปในแต่ละเดือนมากเกินไป เราก็สามารถขอ HR อัปเดตแบบแจ้งรายการเพื่อการหักลดหย่อนภาษี หรือแบบฟอร์ม ล.ย.01 ได้
เพราะแบบฟอร์มนี้เราสามารถระบุข้อมูลล่วงหน้าได้เลยว่า ตลอดทั้งปีเรามีแผนจะซื้อกองทุนลดหย่อนภาษี จ่ายเบี้ยประกันชีวิต หรือมีดอกเบี้ยกู้บ้าน เป็นจำนวนเงินประมาณเท่าไร
เมื่อ HR มีข้อมูลที่เรากรอกเข้าไป ก็จะนำตัวเลขค่าลดหย่อนทั้งหมดที่เราแจ้งไว้ไปคำนวณหักลบกับรายได้ประเมินทั้งปีของเรา
ซึ่งเมื่อค่าลดหย่อนเพิ่มขึ้นก็จะทำให้เงินได้สุทธิที่นำมาใช้คิดภาษีนั้นลดลง สุดท้ายเลยทำให้เราถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายน้อยลงตาม และทำให้เราเหลือเงินในกระเป๋ามากขึ้นนั่นเอง
7. ยื่นภาษี ไม่เท่ากับเสียภาษี
อีกเรื่องที่หลายคนมักเข้าใจผิดก็คือ ถ้าต้องยื่นภาษี แปลว่าเราต้องเสียภาษีเสมอ จริง ๆ แล้วสองคำนี้ไม่เหมือนกัน
การยื่นภาษี คือการแจ้งข้อมูลให้กรมสรรพากรรู้ว่า ตลอดทั้งปีที่ผ่านมาเรามีรายได้เท่าไร มีค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอะไรบ้าง รวมถึงถูกหักภาษีไปแล้วเท่าไร
โดยการยื่นภาษีจะมีอยู่ 2 ช่วง
- ภาษีสิ้นปี ต้องยื่นภายในเดือน ม.ค. - มี.ค. ของปีถัดไป เป็นการสรุปรายได้ทั้งหมดที่เราได้รับตลอดทั้งปี ซึ่งทุกคนที่มีเงินได้จะต้องยื่นภาษีสิ้นปีทุกคน
- ภาษีครึ่งปี ต้องยื่นภายในเดือน ก.ค. - ก.ย. ของปีนั้น ๆ เป็นรอบบังคับเฉพาะคนที่มีรายได้ประเภทที่ 5 ถึง 8 จะต้องนำรายได้ช่วงครึ่งปีแรก มายื่นเพื่อทยอยจ่ายภาษีล่วงหน้า
พูดง่าย ๆ ก็คือ ถ้าเป็นมนุษย์เงินเดือนมีรายได้ทางเดียว ก็ยื่นภาษีสิ้นปีครั้งเดียว แต่ถ้ามีรายได้ค่าเช่า หรือขายของด้วย จะต้องยื่น 2 รอบ คือรอบภาษีครึ่งปี และภาษีสิ้นปี
แต่ไม่ว่าจะต้องยื่นปีละ 1 ครั้งหรือ 2 ครั้ง การยื่นภาษีก็ยังไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเสียภาษีเสมอไป
เพราะหลังจากนำรายได้ทั้งหมดมาหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว หากเหลือเงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท ก็จะยังไม่เสียภาษีตามอัตราขั้นบันได
สรุปง่าย ๆ คือ การยื่นภาษีเป็นแค่หน้าที่ในการแจ้งข้อมูล ส่วนจะเสียภาษีหรือไม่นั้น เป็นผลลัพธ์ตอนจบหลังจากการคำนวณทั้งหมดแล้ว
เมื่อเรากลับมาดูที่สมการคำนวณภาษี
เงินได้ - ค่าใช้จ่าย - ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิ
เราจะเห็นว่า หลักการที่จะทำให้เราเสียภาษีน้อยลง หรือไม่ต้องเสียภาษีเลย คือการกดตัวเลขเงินได้สุทธิให้ต่ำที่สุด ซึ่งทำได้โดยการเพิ่มตัวหักลบนั่นก็คือ ค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนนั่นเอง
แต่สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ประเภทที่ 1 ค่าใช้จ่ายจะถูกกำหนดไว้ค่อนข้างตายตัว คือหักได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราวางแผนได้มากกว่าก็คือ ค่าลดหย่อน
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราควรซื้อทุกอย่างจัดหนักจัดเต็ม เพื่อหวังประหยัดภาษีให้มากที่สุด
เพราะไม่ว่าจะเป็นประกัน กองทุน RMF หรือ Thai ESG ต่างก็มีเงื่อนไข ระยะเวลาถือครอง และความเหมาะสมที่ต่างกัน
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่แค่การพยายามใช้สิทธิให้ได้มากที่สุด แต่ควรเลือกใช้ค่าลดหย่อนที่ตรงกับเป้าหมายทางการเงินของเราอยู่แล้วด้วย
เพื่อให้เงินที่จ่ายออกไปได้ประโยชน์ 2 ต่อ ทั้งช่วยทำให้เราจ่ายภาษีลดลง และพาเราเข้าใกล้เป้าหมายทางการเงินของตัวเองมากขึ้น
อ่านมาถึงตรงนี้ก็น่าจะเห็นแล้วว่า เรื่องภาษีไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด แค่เราเข้าใจว่ารายได้มาจากไหน หักอะไรได้บ้าง และสุดท้ายถูกนำไปคำนวณอย่างไร
และความเข้าใจนี้เองจะช่วยให้เรารู้ว่า คนที่มีรายได้มากกว่า ไม่ได้แปลว่าจะต้องเสียภาษีมากกว่าเสมอไป
ดังนั้น ยิ่งเราเข้าใจเรื่องภาษีเร็วเท่าไร เราก็จะยิ่งมีโอกาสวางแผนประหยัดภาษีอย่างถูกกฎหมาย และเหลือเงินในกระเป๋าได้มากขึ้นเท่านั้น..
#WealthPreservation
#TaxFest2026
#ลงทุนดีมีเงินคืน
References