
ลดหย่อนภาษี พร้อมสะสมความมั่งคั่งเพื่อชีวิตยามเกษียณ ด้วยกลุ่มกองทุนที่ใช่จาก B-WEALTH RMF Series
24 ก.ย. 2026
“เอาเงินไปลงทุนเองก็ได้ ไม่จำเป็นต้องซื้อกองทุนลดหย่อนภาษี” อาจเป็นสิ่งที่หลายคนคิด เมื่อพูดถึงการสร้างความมั่งคั่งในยามเกษียณ
ด้วยเงื่อนไขของกองทุนลดหย่อนภาษี อย่างเช่น RMF ที่ต้องถือครองตั้ง 5 ปี แถมต้องขายตอนที่อายุ 55 ปี เพื่อไม่ให้ผิดเงื่อนไขจนต้องคืนภาษีที่ได้ลดหย่อนย้อนหลัง
รวมไปถึงการคาดการณ์ว่าตลาดหุ้นไหนจะทำผลตอบแทนได้ดี ในช่วงหลายทศวรรษข้างหน้า ตอนที่เราจะเกษียณก็เป็นเรื่องยาก ทำให้หลายคนเลือกที่จะไม่ซื้อกองทุน RMF
แต่นั่นอาจเป็นการมองข้ามค่าลดหย่อน ที่สามารถช่วยให้เราประหยัดภาษีได้มากที่สุดไปอย่างน่าเสียดาย
เพราะค่าลดหย่อนในส่วนของการลงทุนเพื่อการเกษียณนั้น คือประเภทค่าลดหย่อนที่ให้วงเงินในการลดหย่อนมากที่สุดถึง 500,000 บาทเลยทีเดียว และ RMF ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มนี้ก็มีโอกาสได้สิทธิสูงสุดถึง 500,000 บาท ตามเงื่อนไขนั้น
ซึ่งในปีนี้ บลจ.บัวหลวง ก็ได้ออกกลุ่มกองทุนใหม่อย่าง B-WEALTH RMF Series ที่จะมาช่วยให้ปีนี้ วงเงินลดหย่อนภาษีส่วนการลงทุนของเรา ถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่ายิ่งกว่าเดิม
แล้วถ้าสงสัยว่า ทำไมกลุ่มกองทุน B-WEALTH RMF Series ถึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ สำหรับคนที่มองหาตัวช่วยลดหย่อนภาษี และลงทุนสำหรับการเกษียณ ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
เหรียญอีกด้านของทุก ๆ ผลตอบแทน ก็คือความเสี่ยง ซึ่งหนึ่งในกลยุทธ์ที่ง่ายที่สุด ที่นักลงทุนใช้ในการบริหารความเสี่ยงก็คือ การกระจายลงทุนไปในหลายสินทรัพย์ หรือ Asset Allocation
เพื่อที่เวลาตลาดสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งปรับตัวลงหนัก ก็จะยังมีสินทรัพย์อื่น ๆ ที่ยังทำผลตอบแทนดีอยู่ คอยดึงพอร์ตการลงทุนโดยรวมของเราไว้ ไม่ให้ขาดทุนหนักมาก
ซึ่งแม้แนวคิดในการทำ Asset Allocation นั้นจะเรียบง่าย แต่การทำจริง ๆ ด้วยตัวเองนั้นค่อนข้างลำบาก เพราะสมมติแค่เราอยากลงทุนหุ้น ตราสารหนี้ และทองคำ เพื่อกระจายความเสี่ยง
รายชื่อกองทุนที่เราต้องเลือกสรรและพิจารณา ก็น่าจะมีมากมาย จนใช้เวลาศึกษาและคัดเลือกทั้งวันก็คงยังไม่พอ
แต่กับ B-WEALTH RMF Series เราจะไม่ต้องเจอกับปัญหาเหล่านั้น เพราะจะเป็นการรวบ Asset Allocation เข้ามาไว้ในกองทุนเดียว
โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญกว่า 50 คนดูแลกองทุนให้อย่างเป็นระบบ เพื่อปรับพอร์ตตามภาวะตลาดและการลงทุนอย่างใกล้ชิด พร้อมดูแลสัดส่วนการลงทุนของสินทรัพย์ต่าง ๆ ให้เป็นไปตามนโยบายกองทุนที่เราเลือก ได้แก่
- B-WEALTHCRMF พอร์ตแบบ Conservative สำหรับคนที่รับความผันผวนได้ต่ำ ลงทุนส่วนใหญ่ในตราสารหนี้ และมีการลงทนในสินทรัพย์เสี่ยงสูงไม่เกิน 20% ของพอร์ต ความเสี่ยงระดับ 5
- B-WEALTHMRMF พอร์ตแบบ Moderate เติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป เน้นโอกาสสร้างผลตอบแทนในระยะยาว ด้วยการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูงไม่เกิน 40% ของพอร์ต ความเสี่ยงระดับ 5
- B-WEALTHBRMF พอร์ตแบบ Balanced รักษาสมดุลระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทน ด้วยการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูงไม่เกิน 60% ของพอร์ต ความเสี่ยงระดับ 5
- B-WEALTHDRMF พอร์ตแบบ Dynamic ที่ยืดหยุ่นได้ในทุกสถานการณ์ พร้อมเปิดโอกาสสร้างผลตอบแทนจากเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ด้วยการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูงไม่เกิน 80% ของพอร์ต ความเสี่ยงระดับ 6
- B-WEALTHGRMF พอร์ตแบบ Growth ที่จัดเต็มในเรื่องของโอกาสเติบโตในระยะยาว ด้วยการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูงไม่เกิน 100% ของพอร์ต ความเสี่ยงระดับ 6
นอกจากนี้กองทุนในแต่ละกองที่ผู้เชี่ยวชาญซึ่งดูแลพอร์ตให้เราจะเลือกมาใส่ ก็มีอยู่หลากหลายครอบคลุมทุกสินทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ ตราสารหนี้ หรือสินทรัพย์ทางเลือก
จากการที่ บลจ.บัวหลวง มีบริษัทจัดการลงทุนระดับโลกจำนวนมากเป็นพันธมิตร ซึ่งไม่เพียงแค่ทำให้เหล่าผู้เชี่ยวชาญ สามารถบริหารพอร์ตได้อย่างยืดหยุ่นเท่านั้น แต่ยังได้ทั้งข้อมูลความรู้และทางเลือกในการลงทุน จากพันธมิตรระดับโลกเหล่านี้อีกด้วย
สิ่งสำคัญที่ B-WEALTH RMF Series ให้ได้นอกจากการบริหารความเสี่ยงโดยผู้เชี่ยวชาญอย่างเป็นระบบ โดยเราไม่จำเป็นต้องทำเองแล้ว
ยังมีอีกสิ่งหนึ่งนั่นก็คือ สิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี ที่ยิ่งเรามีรายได้สูงขึ้นเท่าไร ความคุ้มค่าในการใช้สิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษี ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น
เพื่อให้เห็นภาพ สมมติว่าคุณ B เป็นมนุษย์เงินเดือนคนโสด ทำให้มีสิทธิลดหย่อนแค่ ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท และเงินจ่ายประกันสังคม 10,500 บาท และหักค่าใช้จ่ายได้ 50% ของเงินได้ สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
ทีนี้ถ้าหากเราลองสมมติให้คุณ B มีรายได้แตกต่างกัน แล้วซื้อกองทุน RMF เพื่อลดหย่อนภาษีแบบเต็มสิทธิ นั่นก็คือ 30% ของเงินได้ สูงสุด 500,000 บาท จะพบว่า
- เงินเดือน 60,000 บาท คิดเป็นเงินได้ 720,000 บาทต่อปี
ถ้าหากไม่ซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีเลย จะต้องเสียภาษี 34,925 บาท
แต่ถ้าหากซื้อกองทุน RMF เต็มสิทธิที่ 720,000 x 30% = 216,000 บาท
เมื่อนำไปหักค่าลดหย่อนแล้ว จะทำให้เหลือภาษีที่ต้องเสียที่ 10,850 บาท
หรือก็คือประหยัดไปได้ 24,075 บาท
แต่ถ้าหากซื้อกองทุน RMF เต็มสิทธิที่ 720,000 x 30% = 216,000 บาท
เมื่อนำไปหักค่าลดหย่อนแล้ว จะทำให้เหลือภาษีที่ต้องเสียที่ 10,850 บาท
หรือก็คือประหยัดไปได้ 24,075 บาท
- เงินเดือน 120,000 บาท คิดเป็นเงินได้ 1,440,000 บาทต่อปี
ถ้าหากไม่ซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีเลย จะต้องเสียภาษี 182,375 บาท
จะเห็นได้ว่า ภาษีที่ต้องเสียนั้น เท่ากับเงินเดือน 1 เดือนครึ่งเลย..
แต่ถ้าหากซื้อกองทุน RMF เต็มสิทธิที่ 1,440,000 x 30% = 432,000 บาท
เมื่อนำไปหักค่าลดหย่อนแล้ว จะทำให้เหลือภาษีที่ต้องเสียเพียงที่ 82,500 บาท
หรือก็คือประหยัดไปได้ 99,875 บาทเลย
จะเห็นได้ว่า ภาษีที่ต้องเสียนั้น เท่ากับเงินเดือน 1 เดือนครึ่งเลย..
แต่ถ้าหากซื้อกองทุน RMF เต็มสิทธิที่ 1,440,000 x 30% = 432,000 บาท
เมื่อนำไปหักค่าลดหย่อนแล้ว จะทำให้เหลือภาษีที่ต้องเสียเพียงที่ 82,500 บาท
หรือก็คือประหยัดไปได้ 99,875 บาทเลย
จากทั้งหมดนี้ เราก็น่าจะเห็นภาพความคุ้มค่าของสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก RMF และความน่าสนใจของกลุ่มกองทุน B-WEALTH RMF Series ที่มีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลแล้ว
ซึ่งทำให้ระยะเวลาการถือครองที่ยาวนานของ RMF ที่ดูเหมือนเป็นข้อเสียนั้น เมื่อมองอีกด้านหนึ่งก็อาจกลายเป็นข้อดี ที่ทำให้เราไม่นำเงินที่มีเป้าหมายสำหรับออมเพื่อ “การเกษียณ” ออกมาใช้ก่อนเวลาอันควร แต่ถูกปล่อยให้ทบต้นไปเรื่อย ๆ เพื่อรับประโยชน์จากผลตอบแทนในระยะยาว
และนอกจากนี้ ระหว่างการลงทุนเอง หรือซื้อ RMF เราก็ไม่จำเป็นต้องเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อมีเงินใช้ในบั้นปลายของชีวิตด้วย
เพราะเราสามารถแบ่งเงินระหว่างก้อนที่เราต้องการดูแลเอง กับก้อนลดหย่อนภาษี ที่มีทีมผู้เชี่ยวชาญดูแลให้ ผ่านกลุ่มกองทุน B-WEALTH RMF Series
เราจะได้ไม่ต้องเปลืองพลังงานในการดูแลทุกอย่างด้วยตัวเอง และโฟกัสกับพอร์ตการลงทุนของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ก็ได้เช่นกัน
ทำให้เราได้ทั้งอิสระในการดูแลเงินของตัวเอง แต่ก็ไม่ทิ้งสิทธิประโยชน์ทางภาษี ที่มีมูลค่าสูงสุดถึง 500,000 บาทไปฟรี ๆ พร้อมกับมีเงินไว้ใช้ยามเกษียณได้อย่างมีความสุข..
สนับสนุนโดย บลจ.บัวหลวง
คำเตือน : การลงทุนมิใช่การฝากเงินและมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจไม่ได้รับเงินลงทุนคืนเต็มจำนวนเมื่อไถ่ถอน (ไม่คุ้มครองเงินต้น) / ผู้ลงทุนต้องศึกษาและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า ข้อมูลสำคัญ นโยบายการลงทุน เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และสิทธิประโยชน์ทางภาษีก่อนตัดสินใจลงทุน / กองทุนที่มีการลงทุนในต่างประเทศมิได้มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด ทั้งนี้ อยู่ในดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน ดังนั้น ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุนในกองทุนดังกล่าว หรืออาจได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้