แจกวิธีคำนวณ เงินเดือนเท่านี้ ควรซื้อ RMF และ Thai ESG เท่าไร

แจกวิธีคำนวณ เงินเดือนเท่านี้ ควรซื้อ RMF และ Thai ESG เท่าไร

29 ก.ย. 2026
แม้กองทุน RMF และ Thai ESG กับ Thai ESGX (ส่วนเงินซื้อใหม่) จะมีวงเงินลดหย่อนภาษีรวมกันสูงสุดถึง 800,000 บาท 
แต่หลายคนกลับไม่ได้นึกถึงกองทุนเหล่านี้เป็นตัวเลือกในการลดหย่อนภาษีแรก ๆ 
จากเงื่อนไขที่ต้องล็อกเงินไว้อย่างน้อย 5 ปี ทั้ง Thai ESG และ RMF 
โดยเฉพาะ RMF ยังมีเกณฑ์ที่ต้องรอจนถึงอายุ 55 ปี กว่าการขายจะถูกเงื่อนไข เพื่อไม่ต้องคืนภาษีที่ลดหย่อนไป รวมทั้งต้องลงทุนอย่างต่อเนื่องทุกปี หรือปีเว้นปีด้วย  
ไม่ก็บางคนอาจคิดว่าเอาเงินไปลงทุนเองดีกว่า เพราะถึงแม้จะไม่ได้ประโยชน์จากการลดหย่อนภาษี แต่ก็มีความคล่องตัวที่มากกว่า เพราะสามารถขายหุ้นหรือกองทุน เพื่อนำเงินออกมาใช้ได้เลย 
ทั้งที่จริงแล้ว เราไม่จำเป็นจะต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ทั้งลงทุนเองเพื่อความคล่องตัว และซื้อกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษีได้ แบบไม่จำเป็นต้องจัดหนักจัดเต็ม จนแทบไม่มีเงินเหลือไปทำอย่างอื่น 
ซึ่งวันนี้เราก็มีสูตรในการคำนวณว่า เราควรจะซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีเท่าไร ให้เหมาะกับเป้าหมายของเรา 
ถ้าหากสงสัยว่าสูตรคำนวณนี้ มีรายละเอียดอย่างไร ? 
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
ขั้นตอนที่ 1 คำนวณหาเงินได้สุทธิ ก่อนซื้อกองทุนลดหย่อนภาษี
โดยคำนวณจาก 
เงินได้ทั้งปี - ค่าใช้จ่าย - ค่าลดหย่อนส่วนตัว - ลดหย่อนประกันสังคม = เงินได้สุทธิก่อนซื้อกองทุนลดหย่อนภาษี
โดยสำหรับมนุษย์เงินเดือน ค่าใช้จ่าย หัก 50% จากเงินได้ สูงสุด 100,000 บาท และได้ค่าลดหย่อนส่วนตัวอีก 60,000 บาท
ส่วนค่าลดหย่อนประกันสังคมนั้น เนื่องจากปี 2569 นี้ มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของเพดานเงินจ่ายประกันสังคม ที่เพิ่มจากสูงสุดเดือนละ 750 บาท เป็นเดือนละ 875 บาท 
ทำให้ค่าลดหย่อนประกันสังคมสูงสุดในปีภาษี 2569 จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 10,500 บาท จากที่ปีก่อน ๆ จะอยู่ที่ 9,000 บาท 
ทีนี้ถ้าสมมติให้คุณ F มนุษย์เงินเดือนหนุ่มโสด ที่มีเงินเดือน 60,000 บาท ไม่มีโบนัส และไม่มีค่าลดหย่อนอื่น ๆ เลย ก็จะได้ว่า 
เงินได้สุทธิก่อนซื้อกองทุนลดหย่อนภาษี = 720,000 - 100,000 - 60,000 - 10,500 = 549,500 บาท 
ขั้นตอนที่ 2 คำนวณหาภาษีที่ต้องจ่าย 
เมื่อได้เงินได้สุทธิมาแล้ว สิ่งที่เราสามารถคำนวณต่อได้ ก็คือภาษี 
โดยสำหรับมนุษย์เงินเดือน ที่มีเงินเดือนเป็นรายได้ทางเดียว อัตราภาษี จะถูกแบ่งเป็นขั้นบันได ตามจำนวนเงินได้สุทธิ และแต่ละขั้นก็จะมีสูตรคำนวณตามนี้
- ขั้นที่ 1 : เงินได้สุทธิ 0 - 150,000 บาท
ได้รับการยกเว้นภาษี
- ขั้นที่ 2 : เงินได้สุทธิ 150,001 - 300,000 บาท 
ภาษี = (เงินได้สุทธิ - 150,000) x 0.05
- ขั้นที่ 3 : เงินได้สุทธิ 300,001 - 500,000 บาท 
ภาษี = [(เงินได้สุทธิ - 300,000) x 0.10] + 7,500
- ขั้นที่ 4 : เงินได้สุทธิ 500,001 - 750,000 บาท
ภาษี = [(เงินได้สุทธิ - 500,000) x 0.15] + 27,500
- ขั้นที่ 5 : เงินได้สุทธิ 750,001 - 1,000,000 บาท
ภาษี = [(เงินได้สุทธิ - 750,000) x 0.20] + 65,000
- ขั้นที่ 6 : เงินได้สุทธิ 1,000,001 - 2,000,000 บาท
ภาษี = [(เงินได้สุทธิ - 1,000,000) x 0.25] + 115,000
- ขั้นที่ 7 : เงินได้สุทธิ 2,000,001 - 5,000,000 บาท
ภาษี = [(เงินได้สุทธิ - 2,000,000) x 0.30] + 365,000
- ขั้นที่ 8 : เงินได้สุทธิ 5,000,001 ขึ้นไป
ภาษี = [(เงินได้สุทธิ - 5,000,000) x 0.35] + 1,265,000
เพราะฉะนั้น คุณ F ที่มีเงินได้สุทธิที่คำนวณได้จากข้อที่แล้วอยู่ที่ 549,500 บาท ก็ต้องใช้สูตรคำนวณของ ขั้นที่ 4
ทำให้คุณ F มีภาษีที่ต้องเสีย = [(549,500 - 500,000) x 0.15] + 27,500 = 34,925 บาท 
ในกรณีที่ไม่ได้ซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมเลย 
ขั้นตอนที่ 3 คำนวณหาจำนวนเงินซื้อกองทุนลดหย่อนภาษี
ถ้าเป้าหมายของคุณ F คือการไม่ต้องเสียภาษี วิธีคำนวณว่าจะต้องซื้อกองทุนเท่าไรก็คือ 
กองทุนลดหย่อนภาษีที่ต้องซื้อ = เงินได้สุทธิ - 150,000 บาท
โดยตัวเลข 150,000 บาทนั้น มาจากจำนวนเงินได้สุทธิที่มากสุด ที่เราจะไม่ต้องเสียภาษีนั่นเอง 
จากตัวอย่างของคุณ F ที่เงินได้สุทธิ 549,500 บาท ก็แปลว่า เขาจะต้องซื้อกองทุนลดหย่อนภาษี = 549,500 - 150,000 = 399,500 บาท เพื่อให้ไม่ต้องเสียภาษี
เมื่อได้ยอดมาแบบนี้ ก็มีสิ่งสำคัญเลยที่เราต้องเช็กคือ สิทธิในการซื้อกองทุน RMF และ Thai ESG สูงสุดของเราคือเท่าไร ซึ่งเกณฑ์ที่กำหนดไว้สำหรับแต่ละกองทุน ก็คือไม่เกิน 30% ของเงินได้
กับวงเงินในการลดหย่อนภาษีสูงสุด ที่ RMF กำหนดไว้ที่สูงสุด 500,000 บาท เมื่อรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอื่น ๆ 
และ 300,000 บาท สำหรับ Thai ESG และ Thai ESGX ในส่วนที่ซื้อใหม่ รวมกัน
เพราะจากตัวอย่าง คุณ F จะซื้อ RMF ได้สูงสุดเพียงแค่ 720,000 x 30% = 216,000 บาทเท่านั้น แม้วงเงินยังไม่เต็ม 500,000 บาทก็ตาม
ส่วนที่เหลืออีก 183,500 บาท ต้องไปซื้อกองทุน Thai ESG หรือ Thai ESGX เพิ่มเอา 
ซึ่งก็ซื้อได้ตามยอดเลย เพราะไม่เกิน 30% ของเงินได้ และไม่เกินวงเงินสูงสุดที่ 300,000 บาท 
อย่างไรก็ตาม การซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีใน 1 ปี กว่า 399,500 บาท 
ถ้าหารเฉลี่ยต่อเดือน ก็เท่ากับว่าคุณ F ต้องซื้อกองทุนเดือนละเกือบ 33,300 บาท ซึ่งเกินครึ่งของเงินเดือนคุณ F เลย
เพราะฉะนั้น ถ้าหากคุณ F อยากลดหย่อนภาษี โดยไม่อยากให้สภาพคล่องตึงมือจนเกินไป 
สิ่งที่คุณ F ยังทำได้ ก็คือซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีเพิ่ม ให้ฐานภาษีตัวเองลดลงไปอย่างน้อย 1 ขั้น โดยคำนวณจาก 
กองทุนลดหย่อนภาษีที่ต้องซื้อ = เงินได้สุทธิ - ขอบบนของเงินได้สุทธิขั้นก่อนหน้า 
เงินได้สุทธิของคุณ F คือ 549,500 บาท อยู่ในขั้นที่ 4 เสียภาษีอัตรา 15% 
ทำให้ขอบบนของเงินได้สุทธิจากขั้นก่อนหน้า คือขั้นที่ 3 ก็คือ 500,000 บาท 
ทำให้คุณ F ต้องซื้อกองทุนลดหย่อนภาษี = 549,500 - 500,000 = 49,500 บาท
เพียงแค่นี้ภาษีของคุณ F จากแต่เดิมที่เสียอยู่ที่ 34,925 บาท เมื่อไม่ได้ซื้อกองทุนลดหย่อนภาษี 
แต่เมื่อฐานภาษีลดลงไป 1 ขั้น จนเป็นอัตราภาษี 10% ก็จะทำให้ภาษีที่ต้องเสีย = [(500,000 - 300,000) x 0.10] + 7,500 = 27,500 บาท
ประหยัดภาษีไปได้ 7,425 บาท โดยจ่ายเงินซื้อกองทุนเฉลี่ยเดือนละ 4,125 บาท ไม่ถึง 10% ของเงินเดือนคุณ F เลยด้วยซ้ำ 
ทำให้คุณ F มีเงินเหลือในการไปโปะผ่อนบ้าน ผ่อนรถ หรือลงทุนด้วยตัวเองได้ 
จะเห็นได้ว่า แม้การหาว่า เงินเดือนเท่านี้ ต้องซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีเท่าไร ในขั้นตอนที่ 3 จะมีสูตรคำนวณตายตัว 
แต่คำตอบสำหรับแต่ละคนนั้นกลับแตกต่างกัน ตามเป้าหมาย และบริบทของตัวเอง
บางคนไม่มีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง รอเวลาถือครองได้ ไม่ต้องการลงทุนเอง และเป้าหมายคือไม่อยากเสียภาษีเลย
ก็อาจจะเลือกคำนวณหาว่า ต้องซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมเท่าไร ถึงจะไม่ต้องเสียภาษี 
แต่บางคนที่ไม่อยากให้สภาพคล่องตึงมือเกินไป ไม่อยากล็อกเงินเยอะ ๆ ไว้ หรือเชื่อมั่นในฝีมือการลงทุนของตัวเอง แต่ยังอยากได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอยู่
ก็คำนวณหาว่า ต้องซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมเท่าไร ถึงจะลดฐานภาษีลงมาสัก 1 ขั้นได้ ก็เพียงพอแล้ว 
เพราะฉะนั้น ถ้าหากเรารู้ตัวแล้วว่าเป้าหมายในปีภาษีนี้ของเราเป็นแบบไหน ก็ให้คำนวณตาม 3 ขั้นตอนนี้คือ 
1. หาเงินได้สุทธิก่อนซื้อกองทุนลดหย่อนภาษี
2. หาภาษีที่ต้องจ่ายก่อนซื้อกองทุนลดหย่อนภาษี 
3. หาจำนวนเงินซื้อกองทุนลดหย่อนภาษี
ได้เลย..
#TaxFest2026
#ลงทุนดีมีเงินคืน
References 
-กรมสรรพากร
© 2026 WealthThink. All rights reserved. Privacy Policy.