สรุปเทคนิค ซื้อกองทุน RMF อย่างไร ให้ลดโอกาสขาดทุน จนแซงหน้าภาษีที่ประหยัดได้

สรุปเทคนิค ซื้อกองทุน RMF อย่างไร ให้ลดโอกาสขาดทุน จนแซงหน้าภาษีที่ประหยัดได้

1 ต.ค. 2026
หลายครั้งที่เรามักจะใช้เวลาเป็นชั่วโมงกับการนั่งคำนวณว่า เราจะต้องซื้อ RMF เท่าไร ถึงจะเสียภาษีให้น้อยลง จนถึงจุดที่เราพอใจ
แต่เรากลับใช้เวลาไม่กี่นาที ในการเลือกว่าจะซื้อกองทุน RMF แบบไหนบ้าง
ทำให้เมื่อเวลาผ่านไป หลายคนมีผลขาดทุนจากการลงทุน มากกว่ามูลค่าภาษีที่สามารถลดหย่อนได้เสียอีก
หรือบางคนอาจจะซื้อไปแล้ว ก็มานั่งนึกเสียดายทีหลัง เพราะกองทุนที่เลือกซื้อไป มีความผันผวนที่สูงเกินไป จนไม่กล้าเปิดดูพอร์ตบ่อย ๆ
แล้วเราควรเลือกซื้อกองทุน RMF แบบไหน ที่เหมาะกับตัวเรา และลดโอกาสที่จะขาดทุน จนแซงมูลค่าภาษีที่ประหยัดได้ ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
รู้ไหมว่า กองทุนแต่ละกองทุน มีความเสี่ยงไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับสินทรัพย์ที่แต่ละกองทุนไปลงทุน
ไม่ว่าจะเป็น หุ้น ตราสารหนี้ กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน หรือแม้แต่สินค้าโภคภัณฑ์ อย่างน้ำมันและทองคำ
โดยเราสามารถดูระดับความเสี่ยงของกองทุน RMF ที่เราสนใจจะลงทุนได้จาก หนังสือชี้ชวนสรุปข้อมูลสำคัญของกองทุน หรือ Factsheet นั่นเอง
ความเสี่ยงของกองทุน ก็จะมีตั้งแต่ระดับ 1 ถึง 8 เรียงจากความเสี่ยงต่ำสุด ไปจนถึงความเสี่ยงสูงสุดที่ระดับ 8
กองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุด คือ กองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นภายในประเทศ 
ไล่มาเรื่อย ๆ โดยตราสารหนี้ มีความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้น ส่วนหุ้นมีความเสี่ยงต่ำกว่าสินทรัพย์ทางเลือก อย่างน้ำมันและทองคำ
อย่างไรก็ตาม การจัดอันดับระดับความเสี่ยงของกองทุนตามสินทรัพย์ที่ลงทุนแบบนี้ บางครั้งก็อาจจะไม่ได้สะท้อนความเสี่ยงที่สามารถเทียบกันได้แบบเป๊ะ ๆ
เพราะกองทุนที่ลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ พื้นฐานดีในประเทศพัฒนาแล้ว ก็มักจะมีความเสี่ยงน้อยกว่า กองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นขนาดกลาง ขนาดเล็ก ในประเทศกำลังพัฒนา
ทำให้แม้ใน Factsheet ของทั้ง 2 กองทุน จะบอกระดับความเสี่ยงเท่ากันที่ระดับ 6 เราก็ควรให้ความสำคัญกับกลยุทธ์การลงทุนของแต่ละกองทุนด้วย
เมื่อเรารู้ระดับความเสี่ยงของแต่ละกองทุนแล้ว สิ่งต่อมาที่เราควรทำก็คือ การเลือกซื้อกองทุน RMF โดยคิดในเชิงการจัดพอร์ตการลงทุน มากกว่าการเลือกซื้อกองทุนแบบรายตัว
โดยอิงจากความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ เพราะบางครั้งกองทุนอาจมีรูปแบบของความเสี่ยงที่เหมือนกัน เราจึงควรกำหนดน้ำหนักการลงทุนตามความเสี่ยง
หากใครที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ ก็ควรเน้นลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ หรืออาจจะเลือกกองทุนหุ้น ที่เน้นลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ พื้นฐานดี
ตัวอย่างการจัดพอร์ตสำหรับคนที่สามารถรับความเสี่ยงได้ต่ำ ก็อาจจะเลือกลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ 60% หุ้น 30% สินทรัพย์ทางเลือก 10%
หรือหากใครรับความเสี่ยงได้ปานกลาง ก็อาจจะเลือกจัดพอร์ตแบบตราสารหนี้ 40% หุ้น 45% สินทรัพย์ทางเลือก 15% ก็ได้
ส่วนใครที่รับความเสี่ยงได้สูง ก็อาจจะลองพิจารณาลดน้ำหนักในส่วนของตราสารหนี้
แล้วไปเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกองทุนหุ้น และสินทรัพย์ทางเลือก เพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนให้สูงขึ้นก็ได้
แต่ข้อควรระวังก็คือ ยิ่งระดับความเสี่ยงสูงขึ้นเท่าไร ความผันผวนของพอร์ตกองทุน RMF ของเราก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น 
จึงต้องระวังไม่ให้เราใส่กองทุนความเสี่ยงสูงมากจนเกินไป จากความผันผวนที่ตัวเองรับได้ 
ทีนี้เมื่อถึงเวลาต้องซื้อ RMF ในปีถัดไป เราค่อยมาดูว่า สัดส่วนการลงทุนในแต่ละสินทรัพย์เปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน
เช่น หากเราเป็นคนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ ที่กำหนดสัดส่วนกองทุนตราสารหนี้ไว้ที่ 60% และกองทุนหุ้นอีก 40%
แต่พอลงทุนไปเรื่อย ๆ ครบ 1 ปี หุ้นทำผลตอบแทนได้ดี จนสัดส่วนกองทุนหุ้นขึ้นมาเป็น 50% เราก็อาจจะเลือกซื้อกองทุนตราสารหนี้มากขึ้นหน่อย เพื่อให้สัดส่วนกองทุนตราสารหนี้ใกล้เคียงกับที่เราวางแผนไว้
ไม่ก็ใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า Rebalance ด้วยการขายกองทุนหุ้น ให้สัดส่วนลดลงไปเหลือ 40% เหมือนเดิมได้เช่นกัน
นอกจากการจัดพอร์ตกองทุน RMF ตามระดับความเสี่ยงแล้ว อีกสิ่งที่เราควรทำก็คือ การกระจายความเสี่ยงภายในสินทรัพย์แต่ละประเภท จากนโยบายการลงทุนที่แตกต่างกัน
เช่น กองทุนตราสารหนี้ ก็ควรจะมีทั้งกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น และกองทุนตราสารหนี้ระยะยาว ทั้งที่ลงทุนในประเทศและต่างประเทศ
เช่นเดียวกับกองทุนหุ้น ก็มีให้เลือกหลายรูปแบบ ทั้งกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ กองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นขนาดกลาง ขนาดเล็ก หรือแม้แต่กองทุนที่เลือกลงทุนในหุ้นรายประเทศ
ข้อดีของการกระจายความเสี่ยงแบบนี้ จะช่วยให้พอร์ตการลงทุนของเราทนทานต่อภาวะตลาดที่ผันผวนได้ดีขึ้น ลดโอกาสที่พอร์ตการลงทุนของเราจะขาดทุนหนักได้
และนี่ก็คือ เทคนิคในการเลือกซื้อกองทุน RMF ที่ช่วยลดโอกาสที่เราจะขาดทุนจากการซื้อกองทุน RMF จนทำให้ประหยัดภาษีได้ไม่คุ้มค่า
หากเรามีวินัยในการลงทุนต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ และรู้จักอดทนรอคอยให้ผลตอบแทนทบต้นทำงานได้อย่างเต็มที่
กองทุน RMF ก็อาจจะเป็นเครื่องมือที่นอกจากจะประหยัดภาษีในวัยทำงานให้เราแล้ว 
ยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างความมั่งคั่งให้เราในวัยเกษียณได้อีกทางหนึ่งด้วย..
#WealthPreservation
#TaxFest2026
#ลงทุนดีมีเงินคืน
References
© 2026 WealthThink. All rights reserved. Privacy Policy.