
ทายาทมหาเศรษฐีคนนี้ คือนักลงทุนหุ้นเทคฯ ผู้มาก่อนกาล ที่อยู่เบื้องหลัง Apple และ Intel
22 ก.ย. 2026
“ผมสนใจธุรกิจอวกาศ, เลเซอร์, ระบบประมวลผลข้อมูล และพลังงานนิวเคลียร์ครับ”
เชื่อไหมว่านี่คือคำตอบที่คุณจะได้ยินจากชายที่มีชีวิตอยู่เมื่อ 80 ปีที่แล้ว
แถมเขายังเป็นคนแรก ๆ ที่ลงทุนในบริษัทเทคโนโลยี อย่างเช่น Apple และ Intel
ในตอนที่คอมพิวเตอร์ส่วนตัวยังเป็นสิ่งใหม่ และไม่มีใครทราบได้ว่ามันจะเติบโตต่อไปได้อีกแค่ไหนในอนาคต
จนหลายคนในตอนนั้นก็มองว่าเป็นการลงทุนที่เสี่ยงมาก ไม่ต่างกับการที่บางคนมองการลงทุนในบริษัท AI หน้าใหม่ตอนนี้เลย
และผู้กล้าคนนั้น ที่ลงทุนกับบริษัทเทคโนโลยีหน้าใหม่ ที่จะเปลี่ยนโลกของเราในปัจจุบันนี้
คือคุณ Laurance Rockefeller ที่ถ้าใครเคยเห็นนามสกุลนี้ ก็คงจะรู้ทันทีว่าเขาเป็นทายาทของตระกูล Rockefeller หนึ่งในตระกูลที่รวยที่สุดในโลก
แล้วคุณ Laurance มีความเป็นมาอย่างไร ทำไมถึงมาลงเอยกับการลงทุนในบริษัท Apple และ Intel ได้ ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
ในปี 1910 คุณ Laurance ทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูล Rockefeller ผู้ร่ำรวย ได้ลืมตาขึ้นมาดูโลก
ซึ่งเขาก็ได้รับการสั่งสอน วิธีบริหารเงิน คุณค่าของการทำงานหนัก และการทำการกุศล มาตั้งแต่ยังเล็ก
เฉกเช่นเดียวกับที่คุณพ่อของเขา ถูกสอนมาโดยคุณ John Rockefeller ปู่ของคุณ Laurance และหนึ่งในชายที่ร่ำรวยที่สุดในโลก
จนกระทั่งเติบโตขึ้นมาเป็นหนุ่ม เขาได้เข้าเรียนสาขาปรัชญา ณ มหาวิทยาลัย Princeton จนจบปริญญาตรีเมื่อปี 1932 ตามด้วยจบ Harvard Law School ในอีก 2 ปีต่อมา
อย่างไรก็ตาม คุณ Laurance ไม่ได้เดินบนเส้นทางสายนักกฎหมาย เพราะเขาได้กลับมาทำงานในสำนักงานบริหารความมั่งคั่ง หรือ Family Office ของตระกูล
ที่นี่เองคุณ Laurance เข้าสู่โลกการลงทุนครั้งแรก โดยเขาได้รับหน้าที่ให้ดูแลเงินลงทุนก้อนเล็ก ๆ ของครอบครัว
ซึ่งเขาก็ทำผลงานได้ดี ด้วยการลงทุนในหุ้นของสายการบินแห่งหนึ่งที่กำลังใกล้ล้มละลาย ในปี 1938 แต่สุดท้ายบริษัทพลิกกลับมาทำกำไร จนราคาหุ้นพุ่งไป 16 เท่า
และอีกครั้งคือหุ้นของบริษัทผลิตเครื่องบิน ในปี 1939 ที่เจ้าของบริษัทได้เข้าพบและอธิบายแผนการผลิตเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ จนคุณ Laurance สนใจและลงทุนด้วย ก็ให้ผลตอบแทนอย่างงดงามเช่นกัน
แต่เหตุผลที่บริษัทผลิตเครื่องบินดังกล่าว กลายเป็นการลงทุนที่กำไรดีนั้น ก็เพราะผลประกอบการของบริษัทเติบโตจากสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิด นั่นคือการปะทุขึ้นของสงครามโลกครั้งที่ 2
หลังจากสหรัฐอเมริกาตัดสินใจเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปี 1942 คุณ Laurance เอง ก็เข้ารับราชการทหาร ตำแหน่งนาวาตรี ในหน่วยงาน Bureau of Aeronautics เช่นกัน
โดยหน่วยงานนี้เป็นเหมือนมันสมองในการวิจัยและพัฒนาเครื่องบินรบของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา
ตัวเขาเองมีหน้าที่หลักคือคนประสานงาน ระหว่างกองทัพเรือและผู้ผลิตเครื่องบินหลากหลายบริษัท
ทำให้เขาได้เห็นว่า สหรัฐอเมริกา มีเทคโนโลยีจำนวนมากมาย ที่น่าสนใจไม่แพ้เครื่องบิน ซึ่งสามารถออกสู่ตลาดให้ประชาชนทั่วไปใช้ และกลายเป็นธุรกิจในอนาคต
เมื่อเห็นโอกาสในการลงทุนมากมายรอให้ค้นหา หลังสงครามจบ เขาจึงออกจากกองทัพเรือ และชวนพี่น้องมาก่อตั้งบริษัทลงทุน Rockefeller Brothers Inc.
โดยอุตสาหกรรมที่เขาสนใจลงทุนนั้นก็ลากยาวตั้งแต่ การบิน, อวกาศ, อิเล็กทรอนิกส์, เทคโนโลยีแสง, เลเซอร์, ระบบประมวลผลข้อมูล, เครื่องมือวัด, พลังงานนิวเคลียร์ และวัสดุขั้นสูง
เรียกได้ว่าชายที่ใช้ชีวิตและลงทุน ในยุคที่คอมพิวเตอร์ยังมีขนาดใหญ่เท่าห้อง ทีวีสีก็ยังไม่มีให้ใช้ แถมยังไม่เคยมีใครถูกส่งไปท่องอวกาศ
แต่ธุรกิจที่เขาสนใจลงทุนนั้น กลับไม่ต่างกันกับนักลงทุนหุ้นเทคโนโลยีในปัจจุบันนี้เลยแม้แต่น้อย
จนกระทั่งในปี 1969 เขาก็จัดตั้งบริษัทลงทุนเต็มรูปแบบชื่อว่า Venrock Associates กับผู้ร่วมก่อตั้งอีกคนชื่อคุณ Peter Crisp
โดยชื่อ Venrock ก็มาจากคำว่า Venture ที่แปลว่า การร่วมทุน และ Rock จากนามสกุล Rockefeller ของเขา
กลยุทธ์การลงทุนของ Venrock นั้นก็คือการลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีที่เจ้าของและผู้บริหารเป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรง และมีไอเดียในการทำธุรกิจที่ดี
เพราะแม้เทคโนโลยีจะดี แต่ถ้าหากไม่มีทีมบริหารจัดการ หรือนักธุรกิจที่เก่งอยู่เบื้องหลัง ก็ยากที่จะทำเงินได้
แล้วลงทุนกับบริษัทนั้นในระยะยาว โดยระยะเวลาที่เขาคาดหวังว่าการลงทุนแต่ละครั้งจะคืนทุน ก็ตั้งไว้ยาวนานประมาณ 10 ถึง 20 ปีเลย
และจะขายทำกำไรก็ต่อเมื่อเขาและทีมมองว่า บริษัทนั้นได้เติบโตจนผ่านช่วงตั้งไข่ของธุรกิจไปแล้ว เพื่อหาโอกาสลงทุนใหม่ ๆ ต่อไป
แน่นอนว่าการลงทุนในบริษัทใหม่แบบนี้ ย่อมมีความเสี่ยงที่จะขาดทุนจากการลงทุนแต่ละครั้งตามมาค่อนข้างมาก
ทำให้ 1 ใน 3 ของการลงทุนทั้งหมดของ Venrock นั้นอยู่ในสถานะขาดทุน
แต่กำไรที่ได้จากการลงทุนที่เหลือ ก็เพียงพอแล้วที่จะกลบความเสียหายเหล่านั้นไปได้
คล้ายกันกับแนวคิดของกองทุน Venture Capital หรือ VC ที่ในตอนนั้นยังไม่ได้รู้จักกันอย่างแพร่หลาย แบบในปัจจุบันนี้
ซึ่ง 2 การลงทุนที่ทำกำไรให้กับ Venrock มากที่สุด ก็คือบริษัท Intel และ Apple นั่นเอง
โดยปี 1969 Venrock ได้เข้าลงทุนจำนวน 300,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในบริษัท Intel ในวันที่ยังเป็นธุรกิจขายหน่วยความจำ ไม่ใช่บริษัทผู้ผลิต CPU ยักษ์ใหญ่ของโลกแบบทุกวันนี้
ก่อนที่จะทำกำไรจากดีลการลงทุนนี้ในปี 1978 ไปถึง 13.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2,300 ล้านบาท หลังปรับเงินเฟ้อ)
ดีลนี้ไม่เพียงทำกำไรเป็นกอบเป็นกำให้กับ Venrock เท่านั้น แต่ยังทำให้เขาได้พบโอกาสการลงทุนใหม่ ในอุตสาหกรรมใกล้เคียงกันอย่าง คอมพิวเตอร์ ที่บริษัท Apple กำลังเป็นน้องใหม่อยู่
ทาง Venrock ก็ได้เข้าไปลงทุนกับ Apple เป็นจำนวน 2 รอบ รวมแล้วราว ๆ 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ จากนั้นอีกประมาณ 3 ปีต่อมา ก็ขายทำกำไรไปกว่า 116.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 14,300 ล้านบาท หลังปรับเงินเฟ้อ)
หลังจากนั้น คุณ Laurance ก็เริ่มลดบทบาทของตัวเองใน Venrock ลง และให้คุณ Peter ผู้เป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทขึ้นมาดูแลแทน
เพราะตอนนี้เขาก็เริ่มอยู่ในช่วงบั้นปลายของชีวิตแล้ว จึงโฟกัสไปที่การนำความมั่งคั่งของตัวเองไปสร้างสาธารณประโยชน์ ผ่านองค์กรการกุศลต่าง ๆ แทน
จนกระทั่งในปี 2004 คุณ Laurance ก็จากไปในวัย 94 ปี แต่บริษัท Venrock ในปัจจุบันนี้ ก็ยังคงเป็นกองทุน VC ที่คอยลงทุนกับธุรกิจเปลี่ยนโลกเหมือนอย่างเคย
ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนใน Gilead Sciences บริษัทพัฒนายารักษาโรค HIV และ Cloudflare ที่ทำให้การท่องเว็บไซต์ในปัจจุบันของเรารวดเร็วกว่าเดิมมาก
ยังไม่นับบริษัทสตาร์ตอัปเล็ก ๆ ทั้งในอุตสาหกรรม AI, Fintech และ Healthtech อีกมากมาย ที่บริษัทนี้ได้เข้าไปลงทุน โดยหวังว่าสักวันหนึ่งมันจะกลายเป็นธุรกิจที่เปลี่ยนโลกต่อไป
ไม่ต่างอะไรกันกับตอนที่คุณ Laurance กล้าลงทุนไปกับ Intel และ Apple แม้ในตอนนั้นจะไม่มีใครรู้เลยว่า เทคโนโลยีของบริษัทเหล่านี้ จะพลิกโลกของทุกคนได้จริง ๆ ไหม
จากเรื่องนี้ทำให้เราได้เห็นว่า ความเสี่ยงนั้นมีเหรียญอีกด้านคือผลตอบแทนก้อนใหญ่ แต่การจะไปคว้ามันมาได้ ต้องอาศัยทั้งกลยุทธ์ที่ถูกต้อง ความหนักแน่น และที่สำคัญคือเราเข้าใจสิ่งที่เรากำลังลงทุนอยู่อย่างถ่องแท้จริง ๆ
เพราะการเป็นผู้มาก่อนกาลแบบคุณ Laurance ก็อาจทำให้เราไม่ได้อะไรในโลกการลงทุน ถ้าหากสิ่งที่เราคิดนั้นถูก แต่ผิดเวลา
การที่เราเข้าใจว่าเรากำลังลงทุนอยู่กับอะไร มีความหนักแน่นในการลงทุนโดยมีกรอบเวลาชัดเจน และกระจายความเสี่ยงอยู่เสมอ
ก็จะช่วยให้เราอดทนรอไหว จนถึงวันที่อนาคตที่เราคิดไว้ ได้เดินทางมาถึงจริง ๆ
และเปลี่ยนการลงทุนที่แสนเสี่ยงในวันนี้ ให้กลายเป็นผลตอบแทนที่คุ้มค่าแก่การรอคอย..
#WealthPreservation
#กลยุทธ์ลงทุน
#Rockefeller
References