Birla ตระกูลรวย 700,000 ล้าน ที่มีธุรกิจในตลาดหุ้นไทย แต่คนไม่ค่อยรู้จัก

Birla ตระกูลรวย 700,000 ล้าน ที่มีธุรกิจในตลาดหุ้นไทย แต่คนไม่ค่อยรู้จัก

20 ต.ค. 2026
นอกจากเป็นแหล่งความมั่งคั่งของเจ้าสัวไทย รู้ไหมว่าตลาดหุ้นไทย ยังมียอดภูเขาน้ำแข็งแห่งความมั่งคั่งของ ตระกูลเศรษฐีข้ามชาติซ่อนอยู่
นั่นก็คือ TR หรือ บริษัท ไทยเรยอน จำกัด (มหาชน) และ BCT หรือ บริษัท เบอร์ล่า คาร์บอน (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)
หุ้นที่พูดไปหลายคนอาจจะไม่ได้รู้จักชื่อ แต่เจ้าของ 2 บริษัทกลับไม่ธรรมดา 
เพราะพวกเขาคือตระกูล Birla มหาเศรษฐีจากอินเดีย ที่มีความมั่งคั่งมากถึง 770,700 ล้านบาท จากการประเมินของ Bloomberg 
แถมตระกูลนี้ไม่ใช่เศรษฐีใหม่ แต่เป็นตระกูลที่รักษาความมั่งคั่งมาได้นานถึง 7 รุ่นแล้วด้วย 
แล้วตระกูล Birla มีที่มาอย่างไร แล้วทำไมถึงมีธุรกิจอยู่ในตลาดหุ้นไทยแบบนี้ ? 
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
ตระกูล Birla นั้นเริ่มต้นจากการเป็นพ่อค้าฝ้าย ในปี ค.ศ. 1857 หรือสมัยรัชกาลที่ 4 ที่ตอนนั้นประเทศอินเดีย ยังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ
โดยรุ่นแรกนั้นเริ่มต้นธุรกิจที่เมืองปิลานี ก่อนที่คุณ Baldeo Das Birla รุ่นที่ 2 จะย้ายธุรกิจมายังเมืองบอมเบย์ (มุมไบ ในปัจจุบัน) หนึ่งในศูนย์กลางการค้าของอินเดียในขณะนั้น เพื่อความสะดวกในการทำธุรกิจ 
จุดเปลี่ยนที่ทำให้ตระกูล Birla เติบโตจากพ่อค้าไปเป็นมหาเศรษฐีที่มีทั้งอำนาจและเงินตรา เกิดขึ้นในรุ่นที่ 3 ภายใต้การนำของคุณ Ghanshyam Das Birla หรือ G.D. ลูกชายคนสุดท้องของคุณ Baldeo
โดยความมั่งคั่งของตระกูล เติบโตกว่า 4 เท่า จากการทำธุรกิจค้าขายเส้นใยปอ ที่กำลังเป็นที่ต้องการของอังกฤษ ที่ต้องผลิตถุงกระสอบจำนวนมาก สำหรับใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 
แต่ถึงแม้จะร่ำรวยจากการค้าขายกับเจ้าอาณานิคม แต่คุณ G.D. กลับเป็นหนึ่งในนายทุนผู้หนุนหลังรัฐบุรุษของอินเดียอย่าง มหาตมา คานธี ในการประกาศอิสรภาพจากอังกฤษ 
หลังจากที่อินเดียได้รับเอกราชในปี ค.ศ. 1947 เขาก็ได้ขยายกิจการของครอบครัวจากการค้าขาย ไปเป็นการผลิตและการอุตสาหกรรมมากขึ้น
จากการตั้ง Grasim บริษัทผลิตเส้นใยเรยอน ในปี ค.ศ. 1948 และ Hindalco บริษัทผลิตอะลูมิเนียม ในปี ค.ศ. 1958 รวมถึงมีการขยายธุรกิจไปยัง ปูนซีเมนต์ เคมีภัณฑ์ และธนาคารอีกด้วย 
แต่นอกจากคุณ G.D. แล้ว พี่น้องคนอื่น ๆ ที่มีหัวทางด้านธุรกิจเหมือนกัน ต่างก็ออกไปก่อตั้งธุรกิจของตัวเองและประสบความสำเร็จเช่นกัน เช่น การทำธุรกิจผลิตรถยนต์ ทำให้ตระกูล Birla มีกันอยู่หลากหลายสาย
ธุรกิจสืบทอดมาถึงรุ่นที่ 5 ซึ่งก็คือคุณ Aditya Vikram Birla ผู้พา Birla Group ก้าวออกจากอินเดียสู่ตลาดโลก
และประเทศแรกที่พวกเขาเลือกเป็นฐานในการทำธุรกิจกับตลาดโลก ก็คือ “ประเทศไทย”.. 
ด้วยการตั้งบริษัท Indo Thai Synthetics Company Limited ในปี ค.ศ. 1969 ตามด้วยบริษัท TR ในปี ค.ศ. 1974 
และ BCT บริษัทผลิตสารคาร์บอนแบล็ก ซึ่งใช้ในการผลิต สี หมึกพิมพ์ แบตเตอรี่ และผลิตภัณฑ์ยางต่าง ๆ ในปี ค.ศ. 1978 โดยมีโรงงานอยู่ที่จังหวัดอ่างทอง และกำลังเริ่มก่อสร้างโรงงานใหม่ที่จังหวัดระยอง เมื่อปีที่แล้ว 
และนอกจากประเทศไทย คุณ Aditya ได้ขยายธุรกิจไปยังหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังขยายไปไกลถึงประเทศอียิปต์ด้วย 
แต่นอกจากความสำเร็จในการขยายธุรกิจไปยังหลากหลายประเทศอย่างยิ่งใหญ่ ยังมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงของรุ่นที่ 5 นี้ด้วย 
นั่นก็คือการสังคายนา สายอำนาจควบคุมของธุรกิจตระกูล Birla อย่างเป็นระบบ
ด้วยความที่พี่น้องของคุณ G.D. ซึ่งเป็นปู่ของคุณ Aditya ต่างก็มีหัวทางธุรกิจ จนแตกออกเป็นหลายบ้านมากมาย แถมถือหุ้นไขว้สลับกันไปมา ไม่นับว่ามีบริษัท Holding ด้วย 
แม้การถือหุ้นไขว้นี้ จะมีข้อดีคือทำให้ธุรกิจถูกคนนอกมาฮุบไปได้ยาก แถมทุกคนยังรู้สึกแน่นแฟ้น ด้วยการเป็นเจ้าของธุรกิจร่วมกัน 
แต่ความลำบากที่ตามมาก็คือ แยกยากว่าใครเป็นเจ้าของธุรกิจอะไร จนบางบริษัทไม่มีใครรู้ว่าอำนาจตัดสินใจต้องเป็นใครกันแน่ 
จนในปี ค.ศ. 1986 สมาชิกตระกูล Birla กว่า 10 คน จึงมานั่งจับเข่าคุยกันว่าจะทำอย่างไร เพื่อให้ธุรกิจเดินต่อได้ และแบ่งสายอำนาจควบคุมธุรกิจอย่างชัดเจน
ผลลัพธ์ของการพูดคุยนี้ ไม่ได้จบลงที่การทำธรรมนูญครอบครัว ให้ทุกคนเข้ามาร่วมกันเป็นเจ้าของธุรกิจ ภายใต้กฎเกณฑ์หนึ่งเดียว 
แต่เป็นหลักการง่าย ๆ ก็คือ “ใครดูแลธุรกิจไหน ก็เป็นเจ้าของธุรกิจนั้น” ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของร่วมกันในทุกอย่าง เพื่อให้ธุรกิจของทุกสายตระกูลเดินหน้าต่อไปได้ 
จากนั้นสายตระกูลต่าง ๆ รวมถึงบริษัท Holding ของครอบครัว ก็จัดสรรโอนหุ้นกันให้แต่ละสายตระกูล ซึ่งกว่ากระบวนการจะเสร็จสิ้น ก็กินเวลาไปเกือบ 20 ปี กว่าที่จะแยกสายธุรกิจอย่างชัดเจน 
เพราะตระกูล Birla สามารถแบ่งกันออกมาได้ถึง 6 สายเลยทีเดียว โดยมีสายตระกูลของคุณ Aditya เป็นสายตระกูลหลัก
ปัจจุบันนี้ผู้นำตระกูล Birla คือคุณ Kumar Mangalam Birla สมาชิกรุ่นที่ 6 ซึ่งขึ้นมาเป็นหัวเรือใหญ่ของ Aditya Birla Group กลุ่มบริษัทของครอบครัว 
ภายใต้การนำของเขา บริษัทได้เติบโตขึ้นไปอีกผ่านการควบรวมกิจการ และขยายธุรกิจออกไปให้หลากหลาย ทั้งในธุรกิจเสื้อผ้า โทรคมนาคม และอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงมีธุรกิจอยู่ใน 42 ประเทศทั่วโลก  
แถมถ้าเราไปเปิดดูรายชื่อผู้บริหารของบริษัท TR และ BCT ในเว็บไซต์ตลาดหุ้นไทย เรายังจะได้เห็นชื่อคุณ Kumar เป็นประธานกรรมการของทั้ง 2 บริษัทด้วย
นอกจากนี้ถ้าไปดูรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ของทั้ง 2 บริษัท จะเห็นบริษัทชื่อไม่คุ้นอยู่เป็นอันดับแรก ซึ่งนั่นก็คือบริษัท Holding ของครอบครัว 
ซึ่งการมัดรวมหุ้นของคนในครอบครัวมาไว้ในบริษัท Holding นั้น เหตุผลหนึ่งก็น่าจะเพื่อทำให้การส่งต่อธุรกิจทำได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องยุ่งยากทยอยโอน จากการมีหุ้นกระจัดกระจายอยู่ในธุรกิจหลายประเทศ
ส่วนลูกชายและลูกสาวของคุณ Kumar ซึ่งเป็นสมาชิกตระกูลในรุ่นที่ 7 ก็เริ่มเข้ามามีบทบาทในการเป็นบอร์ดบริหารของบริษัทในเครือด้วย 
จะเห็นได้ว่า สิ่งที่น่าสนใจของตระกูล Birla นอกจากความมั่งคั่งระดับโลก และการเลือกไทยเป็นประเทศแรก ๆ ในการทำธุรกิจ 
ก็คือวิธีการบริหารธุรกิจครอบครัว ที่ไม่จำเป็นต้องให้ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน เพราะยิ่งหลายรุ่นผ่านไป สมาชิกครอบครัวก็จะยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ 
การฝืนดึงทุกคนมาเป็นเจ้าของธุรกิจร่วมกันทั้งหมด จึงอาจทำให้อำนาจการตัดสินใจซับซ้อนตามไปด้วย
ตระกูล Birla จึงเลือกตกลงกันว่า ใครดูแลธุรกิจไหน ก็เป็นเจ้าของธุรกิจนั้นไป 
เพื่อให้สมาชิกรุ่นต่อไปไม่ต้องนั่งเถียงกันว่า จะให้ญาติฝ่ายไหน เป็นคนตัดสินใจในธุรกิจของตัวเองดี..
#WealthTransfer
#ธุรกิจครอบครัว
#Birla
References 
-ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
© 2026 WealthThink. All rights reserved. Privacy Policy.