สูตรลับบริหารธุรกิจ ฉบับ Cargill-MacMillan ตระกูลรวยเงียบ 2,000,000,000,000 บาท แห่งสหรัฐฯ

สูตรลับบริหารธุรกิจ ฉบับ Cargill-MacMillan ตระกูลรวยเงียบ 2,000,000,000,000 บาท แห่งสหรัฐฯ

4 ส.ค. 2026
เข้าตลาดหุ้น น่าจะเป็นหนึ่งในเป้าหมาย ที่เจ้าของกิจการหลายคน พยายามที่จะไปให้ถึง
เพราะนั่นหมายถึงการปลดล็อก โอกาสในการเพิ่มมูลค่าหุ้นของบริษัทที่ตัวเองถืออย่างมหาศาล
สามารถระดมทุนจากนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ รวมทั้งสร้างชื่อเสียงให้กับตัวผู้ก่อตั้งและบริษัท จากการเป็นจุดสนใจของนักลงทุนและสื่อต่าง ๆ
ถึงอย่างนั้นก็มีเจ้าของกิจการบางกลุ่ม ที่อยากจะรวยแบบเงียบ ๆ ด้วยการรักษาธุรกิจที่ตัวเองก่อตั้งมา ไว้ในมือของคนในตระกูล โดยไม่ต้องแบ่งกำไรกันกับนักลงทุนภายนอก
กิจการแบบนี้ ภาพในหัวของเราก็คงเป็นกิจการเล็ก ๆ ทำธุรกิจกันเองกับที่บ้านทั่ว ๆ ไป แต่ไม่ใช่กับตระกูล Cargill-MacMillan ที่เราจะพูดถึงในวันนี้
เพราะพวกเขาคือตระกูลที่เป็นเจ้าของ Cargill บริษัทอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีความมั่งคั่งรวมกันทั้งตระกูลอยู่ที่ 2,286,000 ล้านบาท นับเป็นตระกูลที่มั่งคั่งที่สุดอันดับ 5 ของสหรัฐอเมริกา
แล้วพวกเขามีสูตรลับในการบริหารธุรกิจอย่างไร ถึงสามารถรวยเงียบ ๆ ได้ โดยไม่ต้องพึ่งคนนอก ผ่านตลาดหุ้นแบบนี้ ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
1. 80% ลงทุนทบต้น 20% ให้ผลตอบแทน
กฎเหล็กในการบริหารเงินของบริษัทนี้ อยู่คู่กับตระกูล Cargill-MacMillan มานานเกิน 100 ปีแล้ว
โดยในปี 1912 คุณ John MacMillan ผู้เป็นลูกเขยของคุณ William Wallace Cargill ผู้ก่อตั้งบริษัท Cargill
ได้เข้ามารับเผือกร้อนในบริษัทที่กำลังมีหนี้ท่วมหัวเกือบล้มละลาย จากการลงทุนของพ่อตา ที่กู้เงินเพื่อขยายไปยังหลากหลายธุรกิจที่ตัวเองไม่เข้าใจ
แต่สุดท้ายคุณ John MacMillan ก็ใช้เวลา 6 ปีจนบริษัทสามารถกลับมาตั้งตัวได้ และตรากฎ “ลงทุน 80 ปันผล 20” ไว้นับตั้งแต่นั้น เพื่อไม่ให้บริษัทต้องกลับไปสู่สภาพเกือบล้มละลายแบบเดิมอีก
เพราะด้วยโมเดลธุรกิจของบริษัท Cargill ที่ขายสินค้าเกษตรและอาหาร ทั้งในแบบซื้อมาขายไป รวมถึงเป็นซัปพลายเออร์วัตถุดิบให้กับเชนร้านอาหารระดับโลก เช่น McDonald’s, Jollibee หรือ KFC
บริษัทจึงมีกระแสเงินสดจำนวนมาก ไหลเข้าบริษัทอยู่อย่างสม่ำเสมอ และทำกำไรได้หลักพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในแต่ละปี เป็นเรื่องปกติ
การกันกำไรไว้ก่อน 80% จึงทำให้บริษัท Cargill มีเงินสดตุนไว้มากพอที่จะเข้าซื้อกิจการดี ๆ หรือขยายธุรกิจเดิมที่มีอยู่ได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องกู้เงินหรือขายหุ้น ให้คนนอกเข้ามามีอำนาจควบคุมธุรกิจนั่นเอง
2. เปิดโอกาสให้คนนอกตระกูลเข้ามาบริหาร
ธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่มักจะเก็บตำแหน่งผู้บริหารไว้ให้คนในตระกูลเอง โดยบางตระกูลที่เข้มงวดมาก ก็ถึงกับห้ามแม้แต่ลูกเขยและลูกสะใภ้ ไม่ให้มามีบทบาทในธุรกิจเลย
แต่นั่นไม่ใช่กับบริษัทอายุ 160 กว่าปีอย่าง Cargill ที่จากข้อก่อนหน้า เราจะเห็นว่าลูกเขยอย่างคุณ John MacMillan ก็สามารถเข้ามาสืบทอดกิจการต่อได้
ทั้งที่คุณ William Wallace Cargill ผู้ก่อตั้งก็มีลูกชาย แต่คุณ John MacMillan ที่มีประสบการณ์ในการทำงานธนาคารมาก่อน ก็ถูกเลือกให้มานั่งเป็นหัวเรือใหญ่ของบริษัท เพื่อแก้วิกฤติ ไม่ใช่เลือกจากทายาทสายตรง
และหลังจากนั้น ในปี 1960 บริษัท Cargill ก็ตั้งคนนอกตระกูล ขึ้นมาเป็นประธานบริษัทและ CEO เป็นครั้งแรก ก่อนจะตามด้วยคุณ Whitney MacMillan ซึ่งเป็นคนในตระกูลอีกครั้งเมื่อปี 1977
แต่หลังจากที่คุณ Whitney เกษียณแล้ว ตำแหน่งประธานบริษัทและ CEO ของ Cargill ตลอด 26 ปีที่ผ่านมา
ล้วนเป็นผู้บริหารมืออาชีพ ไม่ก็มาจากพนักงานบริษัทที่ไต่เต้าขึ้นมา เช่น คุณ Brian Sikes ประธานบริษัทและ CEO คนปัจจุบัน ที่ทำงานกับบริษัท Cargill นานกว่า 30 ปี
สมาชิกครอบครัวในตระกูล Cargill-MacMillan ปัจจุบันบางส่วนก็ถอยหลังไปอยู่หลังฉาก แล้วกำหนดทิศทางบริษัท ผ่านการเป็นบอร์ดบริหาร
นอกจากนี้ ถ้าหากสมาชิกครอบครัวคนใดต้องการเข้ามาทำงานใน Cargill ก็จะต้องถูกคัดเลือกและประเมิน ไม่ต่างจากพนักงานทั่วไป ไม่มีอภิสิทธิ์ในตำแหน่งใด ๆ ทั้งสิ้น
แต่สำหรับสมาชิกครอบครัวคนไหนที่ไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับการบริหารธุรกิจ ก็สามารถอยู่ในฐานะผู้ถือหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากเงินปันผลแทน
บริษัท Cargill จึงไม่เจอปัญหาการสืบทอดตำแหน่งบริหาร เพราะไม่ได้จำกัดตำแหน่งหัวเรือใหญ่ ไว้สำหรับคนในตระกูลเท่านั้น
แต่เปิดโอกาสนั้นให้แก่คนที่เก่งและเหมาะสม โดยไม่สนใจว่าจะเป็นคนในตระกูลหรือไม่
3. เข้าใจว่าใคร ๆ ก็มีเหตุจำเป็นต้องขายหุ้น
ตระกูล Cargill-MacMillan นั้นสามารถรักษาความเป็นเจ้าของธุรกิจของครอบครัวไว้ได้ ด้วยการทำให้สมาชิกครอบครัว ขายหุ้นได้ง่ายที่สุด
คำพูดนี้แม้จะฟังดูย้อนแย้ง เพราะถ้าสมาชิกครอบครัวขายหุ้นธุรกิจครอบครัวได้ง่าย ๆ หุ้นจำนวนมากก็อาจจะถูกขายแล้วกลายเป็นของคนนอกจนหมด
แต่ตระกูล Cargill-MacMillan นั้นเข้าใจดีว่า ในบางครั้งสมาชิกบางคนก็จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากจริง ๆ เช่น การจ่ายภาษีมรดก เป็นต้น
และด้วยความที่หุ้นของบริษัท Cargill ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น การขายหุ้นเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสด ก็จะทำได้ลำบากกว่ามาก
ทางครอบครัว Cargill-MacMillan จึงมีเหตุการณ์ที่ต้องใช้วิศวกรรมทางการเงิน เพื่อเปิดทางให้สมาชิกครอบครัวได้ขายหุ้นอยู่หลายครั้ง
ครั้งแรกในปี 1992 มีสมาชิกครอบครัวบางกลุ่มต้องการใช้เงิน ทางบริษัทจึงตั้งกองทุน ESOP เพื่อกว้านซื้อหุ้นจำนวน 17% ของบริษัท Cargill จากสมาชิกครอบครัวเข้าสู่กองทุน
เพื่อไว้ใช้ทำ ESOP ซึ่งเป็นโครงการแบ่งหุ้นให้กับพนักงานและผู้บริหารระดับสูง จะได้ขยันทำงานเพื่อให้มูลค่าหุ้นของบริษัท Cargill นั้นสูงขึ้น
แม้ตอนเกษียณ พนักงานจะไม่ได้หุ้นของบริษัทไปถือครองก็ตาม แต่บริษัทจะจ่ายเงินให้เท่ากับมูลค่าหุ้นที่อยู่ในบัญชี ESOP ของพนักงาน ด้วยราคาประเมินล่าสุด
แต่นอกจากนี้กองทุน ESOP ยังทำหน้าที่เป็นหนึ่งในช่องทางรับซื้อหุ้นบริษัท Cargill ให้กับสมาชิกครอบครัวคนอื่น ๆ ที่อาจจำเป็นต้องใช้เงินในภายหลังได้ขายหุ้นให้กับกองทุน แทนการขายให้คนนอกด้วย
เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เพราะได้ทำทั้งโครงการโบนัสเอาใจพนักงานเก่ง ๆ และมีช่องทางให้สมาชิกครอบครัวที่ร้อนเงินได้ขายหุ้น
นอกจากนี้ ครั้งหนึ่งในปี 2011 ตระกูล Cargill-MacMillan เคยต้องเจอกับความท้าทายครั้งใหญ่ในการระบายหุ้นบริษัท Cargill ที่ขายในตลาดไม่ได้ ให้กลายเป็นเงินสด
จากการที่มูลนิธิเพื่อการกุศลของคุณ Margaret Cargill ต้องการนำเงินไปดำเนินโครงการเพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของคุณ Margaret ผู้ล่วงลับ
ซึ่งได้บริจาคหุ้น Cargill มูลค่า 9,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 460,000 ล้านบาทในปัจจุบัน) ให้กับมูลนิธิ
แต่ทางมูลนิธิก็ไม่สามารถหาช่องทางจะขายหุ้นได้ เช่นเดียวกันกับสมาชิกครอบครัวอีกหลายคน ที่ก็ต้องการเงินในตอนนั้นเช่นกัน
ตรงนี้ถ้าหากบอร์ดบริหารอนุมัติให้บริษัท Cargill เป็นคนซื้อหุ้นทั้งหมดคืนโดยตรง บริษัทอาจเสียเงินสดที่เก็บไว้สำหรับลงทุนต่ออย่างมหาศาล หรือถึงขั้นกู้หนี้ยืมสินเลย
ตอนนั้นเองที่บอร์ดบริหารได้เห็นว่า บริษัทได้มีการถือหุ้นใน Mosaic บริษัทผลิตปุ๋ย ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหุ้น มากถึง 64%
ทางบอร์ดบริหารจึงตัดสินใจเอาหุ้น Mosaic ที่บริษัทมีในมือ มาแลกกันกับหุ้นบริษัท Cargill ที่อยู่ในมือของมูลนิธิ และสมาชิกครอบครัวคนอื่น ๆ ที่ต้องการเงิน
ทำให้มูลนิธิและสมาชิกครอบครัวก็เอาหุ้น Mosaic ไปขายเป็นเงินในตลาดได้ ส่วนบริษัท Cargill ก็ได้หุ้นของตัวเองคืนมาเพิ่ม ไม่หลุดไปอยู่ในมือคนนอก
โดยไม่ต้องเสียเงิน หรือกู้หนี้ยืมสินเพิ่มเติมแม้แต่เพียงบาทเดียวเลยด้วย..
ถึงตรงนี้ถ้าเรามองดูให้ดี จะเห็นว่า สูตรลับในการบริหารธุรกิจครอบครัวของ Cargill-MacMillan นั้น แท้จริงแล้วตั้งต้นมาจาก ความเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์
พวกเขารู้ว่าคนอาจลงทุนด้วยอารมณ์ หรือไปกู้หนี้ยืมสินเพื่อทำในสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัดจนล้มละลาย
จึงต้องมีกฎเหล็กไว้ให้นำกำไรส่วนใหญ่กลับไปลงทุนต่อเสมอ
พวกเขารู้ว่าความสามารถในการบริหารธุรกิจ ไม่ได้ส่งต่อกันทางสายเลือด
จึงเปิดโอกาสให้ใครก็ตามที่มีความสามารถ เข้ามาบริหารธุรกิจได้ แล้วถอยตัวเองไปอยู่เบื้องหลังในบอร์ดบริหาร
และสุดท้ายพวกเขารู้ว่า สมาชิกครอบครัวแต่ละคนนั้น ย่อมมีความจำเป็นต้องใช้เงินแตกต่างกันไป บางคนไม่ได้ขายหุ้น เพราะอยากทอดทิ้งธุรกิจครอบครัว
จึงพยายามหาช่องทางในการเปลี่ยนหุ้นนอกตลาด ที่ขายลำบาก ให้กลายเป็นเงินสด โดยไม่ต้องเร่ขายให้คนนอก
และด้วยการวางระบบการบริหารครอบครัวแบบนี้เอง ก็ได้ทำให้ตระกูล Cargill-MacMillan รักษาธุรกิจให้อยู่ในมือของคนในครอบครัวไว้ได้ ยาวนานเกินกว่า 160 ปี..
#WealthTransfer
#ธุรกิจครอบครัว
#Cargill
References
© 2026 WealthThink. All rights reserved. Privacy Policy.