ทำไม คนญี่ปุ่นกำลังทิ้งมรดก มูลค่ารวมกว่า 26,000 ล้านบาท ให้เป็นของรัฐ

ทำไม คนญี่ปุ่นกำลังทิ้งมรดก มูลค่ารวมกว่า 26,000 ล้านบาท ให้เป็นของรัฐ

25 มี.ค. 2026
ในขณะที่คนส่วนใหญ่ทั่วโลกอยากได้มรดกจากพ่อแม่หรือปู่ย่าตายาย แต่ตอนนี้คนญี่ปุ่นกำลังเลือกที่จะทิ้งมันให้ตกเป็นของรัฐ
ซึ่งมูลค่าทรัพย์สินมรดกที่ถูกทิ้งเหล่านั้น รวมกันแล้วมากถึง 129,163 ล้านเยน หรือคิดเป็นมูลค่าราว 26,000 ล้านบาท อันเป็นตัวเลขสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์
สิ่งนี้เองกำลังสะท้อนว่า มรดกในญี่ปุ่นกำลังเปลี่ยนจากของขวัญ กลายมาเป็นภาระ
ซึ่งข้อมูลจากศาลญี่ปุ่นก็ระบุว่า มีทายาทยื่นเรื่องขอสละสิทธิ์การรับมรดกเพิ่มขึ้นทุกปี ล่าสุดสูงถึง 308,000 คดี เป็นยอดตัวเลขที่พุ่งสูงขึ้นเกือบ 3 เท่าในรอบ 20 ปี
ปัญหานี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่ค่อย ๆ สะสมมานานหลายทศวรรษ 
ซึ่งเมื่อรวมที่ดินของคนที่ไม่มีทายาทสืบทอด เข้ากับมรดกที่ถูกสละสิทธิ์จากคนรุ่นใหม่
พื้นที่รกร้างไร้เจ้าของเหล่านี้ จะมีขนาดใหญ่กว่าเกาะไต้หวันทั้งเกาะเลยทีเดียว
หากอยากรู้ว่า อะไรทำให้มรดกกลายเป็นสิ่งที่คนญี่ปุ่นจำนวนมากไม่อยากรับ ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
เมื่อพูดถึงประเทศญี่ปุ่น นอกจากจะเป็นเมืองท่องเที่ยวยอดฮิตแล้ว อีกภาพจำหนึ่งที่หลายคนนึกถึงก็คือ สังคมผู้สูงอายุ
โดยพักหลังมานี้ เราก็มักจะเห็นข่าวของผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นที่เสียชีวิตลงอย่างโดดเดี่ยวอยู่บ่อยครั้ง..
แต่รู้หรือไม่ว่า เบื้องหลังของความโดดเดี่ยวเหล่านี้ ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกัน
นั่นคือ คนญี่ปุ่นเลือกเป็นโสดและใช้ชีวิตคนเดียวมากขึ้น
ข้อมูลระบุว่า ในแต่ละปีมีผู้สูงอายุวัย 65 ปีขึ้นไป ที่ไม่เคยแต่งงานเลย เสียชีวิตลงมากกว่า 100,000 คนต่อปี และตัวเลขนี้ก็ยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ
ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ มีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2040 หรืออีกไม่ถึง 20 ปีข้างหน้า ประชากรญี่ปุ่นเกือบครึ่งประเทศอาจกลายเป็นคนโสด
ซึ่งคำว่าโสดในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงแค่คนที่ไม่เคยแต่งงาน
แต่ยังรวมถึงคนหย่าร้าง และผู้สูงอายุที่คู่ชีวิตจากไปแล้วด้วย
นั่นหมายความว่า ในวันที่พวกเขาจากโลกนี้ไป โอกาสที่ทรัพย์สินที่สะสมมาทั้งชีวิตจะไม่มีทายาทมารับช่วงต่อก็จะยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
ทำให้สุดท้ายมรดกเหล่านี้ก็จะถูกปล่อยทิ้งร้าง จนต้องตกเป็นของแผ่นดินไปในที่สุด
อ่านถึงตรงนี้หลายคนอาจสงสัยว่า ในเมื่อไม่มีลูก ไม่มีคู่สมรส แล้วญาติคนอื่น ๆ ทำไมไม่มารับมรดกแทนที่ ?
คำตอบของเรื่องนี้ แบ่งออกได้เป็น 2 มุม
1. กลุ่มที่ไม่มีสิทธิ์รับ เพราะข้อจำกัดทางกฎหมาย
สาเหตุอย่างหนึ่ง มาจากลำดับทายาทของญี่ปุ่นที่ค่อนข้างจำกัด ซึ่งแตกต่างจากไทยพอสมควร
เพราะกฎหมายไทย เปิดโอกาสให้ญาติค่อนข้างกว้าง โดยนอกจากคู่สมรสแล้ว ยังไล่ลำดับญาติไปตั้งแต่ลูก พ่อแม่ พี่น้อง ไปจนถึงลุง ป้า น้า อา หรือแม้แต่ลูกพี่ลูกน้อง ก็ยังมีโอกาสรับมรดกแทนที่ได้
แต่ในญี่ปุ่น ลำดับทายาทถูกจำกัดไว้แคบกว่านั้น โดยกลุ่มที่จะมีสิทธิ์รับมรดกร่วมกับคู่สมรสได้ จะแบ่งเป็น
- ลูก หากเสียชีวิตก่อน ก็จะตกทอดไปที่หลาน
- พ่อแม่ หากเสียชีวิตก่อน ก็จะตกทอดไปที่ปู่ย่าตายาย
- พี่น้อง หากเสียชีวิตก่อน ก็จะตกทอดไปที่ลูกของพี่น้อง
ทีนี้ลองนึกภาพตามว่า..
ถ้าคนคนหนึ่งเป็นโสด ไม่มีคู่สมรส ไม่มีลูก แถมยังเป็นลูกคนเดียว และพ่อแม่ก็เสียชีวิตไปหมดแล้ว
ต่อให้เขายังมีญาติห่าง ๆ อย่างลุง ป้า น้า อา หรือลูกพี่ลูกน้อง คนเหล่านี้ก็ไม่มีสิทธิ์รับมรดกตามลำดับทายาทได้เลย ยกเว้นจะระบุไว้ในพินัยกรรม
ซึ่งในความเป็นจริงคนญี่ปุ่นก็ทำพินัยกรรมกันค่อนข้างน้อย
หรืออีกทางที่จะได้มรดกคือต้องเป็นคนที่ดูแลผู้ตายอย่างใกล้ชิดแล้วไปยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอรับมรดก
แต่ด้วยสภาพสังคมของญี่ปุ่นที่แทบทุกครอบครัว ต่างก็มีผู้สูงอายุที่ต้องคอยดูแลกันอยู่แล้ว ดังนั้นการจะมีคนที่คอยดูแลอย่างใกล้ชิดก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
สุดท้าย เมื่อไม่มีใครมีสิทธิ์รับมรดก และไม่ได้ทำพินัยกรรมระบุไว้ ทรัพย์สินเหล่านั้นก็จะถูกโอนเข้าสู่คลังของรัฐไปโดยปริยาย
2. กลุ่มที่มีสิทธิ์รับ แต่ขอสละสิทธิ์
สาเหตุสำคัญของปัญหานี้ มาจากการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนหนุ่มสาวจำนวนมากที่พากันย้ายถิ่นฐานเข้าสู่เมืองใหญ่ เพื่อหาโอกาสในการทำงานและคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า
ผลที่ตามมาจึงทำให้พื้นที่ชนบทค่อย ๆ เหลือเพียงแค่ผู้สูงอายุ..
เมื่อขาดคนวัยทำงาน ธุรกิจและร้านค้าในท้องถิ่นก็เริ่มทยอยปิดตัวลง ทำให้โอกาสในการจ้างงานใหม่ ๆ หดหายตามไปด้วย 
พอเมืองเริ่มซบเซา ความต้องการอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่เหล่านี้ก็หดหายไปโดยปริยาย สุดท้ายก็ทำให้ราคาที่ดินและราคาบ้านร่วงลงจนแทบไม่เหลือมูลค่า
ทีนี้เมื่อผู้สูงอายุที่อยู่ในชนบทเหล่านั้นเสียชีวิตลง มรดกอย่างบ้านที่ถูกส่งต่อมายังทายาท จึงไม่ได้เป็นสมบัติ แต่กลายเป็นภาระแทน
เพราะทันทีที่รับมรดกเหล่านี้มา สิ่งที่มักจะต้องเจอคือ บ้านในชนบทแทบจะขายไม่ออก ปล่อยเช่าก็ไม่มีคนสนใจ แถมยังต้องเสียค่าบำรุงรักษาอยู่เรื่อย ๆ
อีกทั้งบ้านส่วนใหญ่มักเป็นบ้านเก่าและมีสภาพทรุดโทรม ถ้าจะรื้อถอนหรือรีโนเวตค่าใช้จ่ายก็สูงมาก ทำให้การลงทุนรื้อถอนมักไม่คุ้มค่ากับราคาที่ดินที่จะขายได้
แต่หากรับมาแล้วปล่อยบ้านทิ้งร้างจนผุพัง ก็อาจจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี แถมยังอาจต้องเสียค่าปรับอีกต่างหาก
ทีนี้ลำพังแค่ภาระเรื่องบ้านก็หนักพอแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้หลายคนตัดสินใจเร็วขึ้นอีกขั้น ก็คือ เงื่อนไขของเวลา
เพราะกฎหมายกำหนดไว้ว่า ภายในระยะเวลา 3 เดือนนับตั้งแต่รู้ว่ามีสิทธิ์รับมรดก หากไม่ทำอะไรเลย จะถือว่าเป็นการยอมรับมรดกทั้งก้อนโดยอัตโนมัติ
ซึ่งนั่นหมายถึง การต้องรับมรดกมาทั้งทรัพย์สินและหนี้สินแบบไม่มีข้อจำกัด ต่อให้ผู้ตายจะมีหนี้ซุกซ่อนอยู่มากกว่ามรดกที่ทิ้งไว้ ก็ต้องรับมาทั้งหมด
สุดท้ายเมื่อชั่งน้ำหนักดูแล้วว่า รับบ้านมาก็ไม่ได้ไปอยู่ จะขายก็ขายไม่ออก อีกทั้งอาจจะยังได้หนี้ติดพ่วงมาอีก ทางเลือกที่ดีที่สุดที่หลายคนเลือก จึงกลายเป็นการไม่รับมรดกตั้งแต่แรก
เมื่อนำทั้ง 2 มุมนี้มาวางต่อกัน เราก็จะเห็นภาพที่สังคมญี่ปุ่นกำลังเผชิญอยู่ชัดเจนขึ้น นั่นคือ
ในฟากหนึ่ง คือความโดดเดี่ยวของสังคมผู้สูงอายุ รวมถึงการใช้ชีวิตเป็นโสดคนเดียว ทำให้เมื่อจากไป ก็ไม่มีแม้แต่ทายาทตามกฎหมายหลงเหลืออยู่เพื่อรับช่วงต่อมรดก
ในขณะที่อีกฟาก แม้จะยังมีทายาทอยู่ แต่กลับไม่มีใครอยากรับมรดกนั้นไว้ เพราะกองมรดกเหล่านั้นไม่ได้มีแค่เงินสด หรือทรัพย์สินมีค่า แต่มันมักพ่วงมาด้วยบ้านร้างที่เก็บไว้ก็เป็นภาระ
จิกซอว์ทั้ง 2 ชิ้นนี้เองจึงเป็นคำตอบว่า ทำไมทรัพย์สินมูลค่ากว่า 26,000 ล้านบาท ถึงถูกส่งเข้าคลังของรัฐไปในที่สุด
ซึ่งก็น่าคิดเหมือนกันว่า ถ้าเราเองเป็นคนญี่ปุ่นที่ได้รับมรดกเป็นบ้านร้าง ที่มาพร้อมกับภาระค่าใช้จ่ายมหาศาลบ้าง เราจะยังอยากได้มันอยู่ไหม ?
#WealthTransfer
#มรดก
#ญี่ปุ่น
References
© 2026 WealthThink. All rights reserved. Privacy Policy.