เจาะกลยุทธ์ TU ผู้ผลิตทูน่ากระป๋องจากไทย ที่ไล่ซื้อธุรกิจ จนเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดในโลก

เจาะกลยุทธ์ TU ผู้ผลิตทูน่ากระป๋องจากไทย ที่ไล่ซื้อธุรกิจ จนเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดในโลก

21 พ.ค. 2026
ปลาใหญ่กินปลาเล็ก เป็นสัจธรรมในธรรมชาติที่หลายคนรู้จักกันดี 
ซึ่งในโลกธุรกิจก็มีสิ่งคล้าย ๆ กันนี้ คือการที่บริษัทขนาดใหญ่ไล่ซื้อกิจการที่เล็กกว่า เพื่อลดคู่แข่ง และขยายส่วนแบ่งตลาดของบริษัทใหญ่
แต่รู้ไหมว่า มีบริษัทไทย ประเทศที่เป็นเหมือนปลาเล็กในมหาสมุทรกว้างใหญ่ที่ชื่อว่าตลาดโลก 
ใช้กลยุทธ์การเข้าซื้อกิจการด้วยความชำนาญ จนเติบโต และก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตทูน่ากระป๋องรายใหญ่ที่สุดในโลกได้สำเร็จ
เรากำลังพูดถึงเรื่องราวของบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU บริษัทที่ก่อตั้งโดยคุณไกรสร จันศิริ 
แล้วถ้าอยากรู้ว่าเรื่องราวของบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จะน่าสนใจมากแค่ไหน ?
WealthThink ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ซีรีส์ The Founder เจาะกลยุทธ์ผู้นำธุรกิจไทย ปักธงเติบโตระดับโลก
TU ก่อตั้งโดยคุณไกรสร ในปี 2520 โดยตอนแรกใช้ชื่อบริษัทว่า ไทยยูเนี่ยน แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ทำธุรกิจแปรรูป และส่งออกทูน่ากระป๋อง
ในช่วงแรกบริษัทมีพนักงานอยู่เพียงแค่ร้อยกว่าคนเท่านั้น ซึ่งโรงงานแรกของบริษัทอยู่ที่จังหวัดสมุทรสาคร
หลังจากนั้นอีก 4 ปีต่อมา เริ่มมีการขยายธุรกิจ ก่อตั้งโรงงานแห่งที่ 2 ขึ้นที่สงขลา ชื่อว่าบริษัท สงขลาแคนนิ่ง จำกัด
ในช่วงนั้นเองที่อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเลของไทยมีความได้เปรียบ เพราะไทยมีค่าแรงที่ต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้ว ที่นิยมบริโภคอาหารทะเลกระป๋อง เช่น ภูมิภาคยุโรป และสหรัฐอเมริกา
เนื่องจากกระบวนการแปรรูปอาหารทะเลกระป๋อง ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก ธุรกิจที่อยู่ในประเทศที่ได้เปรียบเรื่องค่าแรง อย่างเช่น TU 
จึงได้เปรียบคู่แข่งที่มีโรงงานแปรรูปอยู่ในประเทศพัฒนาแล้ว ที่ค่าแรงสูงกว่ามาก
นอกจากนี้ประเทศไทยเป็นรัฐ 2 ฝั่งทะเล ที่มีท่าเรือทั้งด้านทะเลอันดามัน เชื่อมต่อกับมหาสมุทรอินเดีย และท่าเรือในฝั่งอ่าวไทย เชื่อมต่อกับมหาสมุทรแปซิฟิก 
จึงเป็นทำเลที่เหมาะมากที่จะนำเข้าวัตถุดิบทางทะเล เข้ามาแปรรูปในไทย ขณะที่ประเทศในโซนยุโรป และสหรัฐอเมริกา กำลังประสบปัญหาพื้นที่ในการจับสัตว์น้ำที่น้อยลง
ทำให้ TU เติบโตจากยอดส่งออกไปขายยังต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ในปี 2531 คุณไกรสร จึงก่อตั้งบริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด เพื่อผลิตอาหารทะเลแบบแช่แข็ง และเยือกแข็ง
ก่อนที่ต่อมาจะเปลี่ยนชื่อบริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด เป็นบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ในปัจจุบัน
และในปี 2532 คุณไกรสร ก็เปลี่ยนให้บริษัท สงขลาแคนนิ่ง มาผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงแทน เพราะมองเห็นโอกาสในการเติบโตของธุรกิจนี้
ต่อมาบริษัท สงขลาแคนนิ่ง ก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC บริษัทย่อยที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยอีกแห่งของ TU
โดยในตอนแรก ธุรกิจผลิตอาหารสัตว์ และอาหารทะเลที่ว่ามาทั้งหมดนี้ เป็นการรับจ้างแบรนด์อื่นผลิตเท่านั้น ไม่ได้เริ่มจากการมีแบรนด์สินค้าของตัวเอง
จนกระทั่งในปี 2540 เกิดวิกฤติต้มยำกุ้งขึ้น นับเป็นวิกฤติที่สร้างความเสียหายให้กับหลายธุรกิจในไทยที่กู้เงินจากต่างประเทศ
แต่ไม่ใช่สำหรับ TU ซึ่งมีรายได้หลักมาจากการส่งออก.. 
ทำให้เมื่อรัฐบาลไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาท การอ่อนค่าของเงินบาทจาก 25 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ไปสู่ 50 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้รายได้ของ TU เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวทันที
พร้อมอาศัยจังหวะนี้ เข้าซื้อกิจการในสหรัฐฯ ที่มีปัญหา คือบริษัทเจ้าของแบรนด์ Chicken of the Sea 
ซึ่งเป็นแบรนด์อาหารทะเลอันดับ 3 ของสหรัฐฯ ที่กำลังประสบปัญหาทางการเงิน ทำให้ TU สามารถเข้าซื้อกิจการได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้บริษัทเริ่มผันตัวจากผู้รับจ้างผลิต มาสู่การเป็นเจ้าของแบรนด์ระดับโลก
ต่อมาในปี 2551 ก็เกิดวิกฤติการเงินซับไพรม์ในสหรัฐฯ TU ก็ได้อาศัยจังหวะนี้ เข้าซื้อกิจการเพื่อขยายฐานการผลิตในเอเชีย
เช่น การเข้าซื้อบริษัท ยู่เฉียงแคนฟู้ด จำกัด ผู้ผลิตและส่งออกอาหารทะเลกระป๋องที่มีฐานการผลิตในเวียดนาม
และบริษัท อะแวนติ ฟิดส์ จำกัด ผู้ผลิตอาหารกุ้ง และผลิตภัณฑ์กุ้งแช่แข็งที่มีฐานการผลิตในอินเดีย
นอกจากนี้ในปี 2553 ถึง 2559 เป็นช่วงที่บริษัท ขยายตลาดออกไปสู่ยุโรป ผ่านการเข้าซื้อแบรนด์อาหารทะเลกระป๋องหลายแบรนด์ในยุโรป
เช่น การเข้าซื้อบริษัท MWB เจ้าของแบรนด์ John West ซึ่งเป็นแบรนด์อาหารทะเลชื่อดังในสหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ และเนเธอร์แลนด์
แบรนด์ Petit Navire แบรนด์ปลาทูน่า ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในฝรั่งเศส 
การเข้าซื้อบริษัท เมอร์อไลอันซ์ จำกัด ผู้ผลิตปลาแซลมอนรมควันรายใหญ่ที่สุดในฝรั่งเศส และเป็นอันดับ 4 ของยุโรป
และการเข้าซื้อบริษัท คิง ออสการ์ เอเอส จำกัด เจ้าของแบรนด์ปลาซาร์ดีนกระป๋อง ระดับพรีเมียมจากนอร์เวย์ ครองตลาดในสหรัฐฯ นอร์เวย์ และออสเตรเลีย เป็นต้น
อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะสงสัยว่า แล้วอะไรคือเคล็ดลับของ TU ที่สามารถเข้าซื้อกิจการในต่างประเทศได้มากขนาดนี้ ?
เรื่องนี้ถ้ายังจำกันได้ WealthThink เคยเขียนเกี่ยวกับกลยุทธ์การทำ M&A ของ IVL เอาไว้
ในกรณีของ TU ก็มีสูตรสำเร็จที่คล้ายกับของ IVL คือการซื้อกิจการของทั้ง IVL และ TU เป็นการซื้อกิจการแบบ Vertical Integration 
คือการซื้อกิจการรวบตั้งแต่ธุรกิจต้นน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ ทำให้ควบคุมต้นทุนการผลิตให้ต่ำลงได้จากการซื้อธุรกิจต้นน้ำ และเพิ่มอัตรากำไรจากการครอบครองธุรกิจปลายน้ำ
จะเห็นได้ว่า TU เริ่มจากการเป็นฐานรับจ้างผลิต ต่อมาก็เริ่มเข้าซื้อแบรนด์จากสหรัฐฯ คือ Chicken of the Sea เพื่อเพิ่มอัตรากำไรให้สูงขึ้น
จากนั้นก็ขยายฐานการผลิตในประเทศที่ค่าแรงต่ำในเอเชีย เพื่อควบคุมต้นทุนการผลิต
เมื่อต้นทุนต่ำลง ก็จะทำให้บริษัทมีอัตรากำไรที่ดีขึ้น จนมีทุนเพียงพอในการไล่ซื้อแบรนด์อาหารทะเลในยุโรป
เมื่อไล่ซื้อแบรนด์ทั่วไปได้ครบแล้ว บริษัทก็เริ่มไล่ซื้อแบรนด์ระดับพรีเมียม ที่มีอัตรากำไรสูงขึ้นไปอีก เช่น การซื้อบริษัท คิง ออสการ์ ที่เราได้กล่าวไป
และนี่ก็คือเรื่องราวและกลยุทธ์การขยายธุรกิจของ TU บริษัทเล็ก ๆ ที่เริ่มจากการทำโรงงานรับจ้างผลิตในจังหวัดสมุทรสาคร
ที่ใช้กลยุทธ์การเข้าซื้อกิจการอย่างชาญฉลาด จนทำให้เติบโตไปไกลระดับโลก กลายเป็นบริษัทแปรรูปทูน่ากระป๋องที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้สำเร็จ..
#WealthCreation
#ธุรกิจไทย
#TU
References
- รายงานประจำปี 2568 ของบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) 
© 2026 WealthThink. All rights reserved. Privacy Policy.