
เจาะกลยุทธ์ อาลก โลเฮีย ผู้ใช้เวลา 16 ปี ปั้น IVL ให้เป็นธุรกิจ 100,000 ล้าน
6 เม.ย. 2026
เมื่อพูดถึงบริษัทที่มีมูลค่านับแสนล้านบาท ก็คงมีอยู่ไม่กี่บริษัทในไทย และส่วนใหญ่ก็มักจะถูกสืบทอดกิจการต่อ ๆ กันมาหลายชั่วอายุคนแล้ว
แต่มีอยู่บริษัทหนึ่ง ที่ผู้ก่อตั้งใช้เวลาเพียง 16 ปีเท่านั้น ในการปั้นบริษัทให้มีมูลค่าถึง 100,000 ล้านบาท
เรากำลังพูดถึงบริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL นั่นเอง
แล้วถ้าอยากรู้ว่า IVL ใช้กลยุทธ์อะไร ในการขยายธุรกิจให้เติบโตได้อย่างรวดเร็วแบบนี้ ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
IVL ถูกก่อตั้งขึ้นในปี 2537 โดยคุณอาลก โลเฮีย ชายวัย 30 ปี เชื้อสายอินเดีย ที่เข้ามามองหาลู่ทางทำธุรกิจในประเทศไทย
ด้วยความที่ทางบ้านของเขาเองก็มีธุรกิจอยู่แล้ว จึงทำให้คุณอาลก ได้รับเงินทุนเริ่มต้นเกือบ 200 ล้านบาท
โดยธุรกิจแรกที่เขาทำก็คือ การทำโรงงานผลิตเส้นด้ายจากขนสัตว์ เป็นรายแรกในไทย
อีก 1 ปีต่อมา เขาก็เริ่มเข้าสู่ธุรกิจปิโตรเคมี ด้วยการก่อตั้งโรงงานผลิตเม็ดพลาสติก PET ที่เอาไว้ใช้ทำขวดน้ำอัดลม ในประเทศไทย
จุดเปลี่ยนสำคัญของ IVL มาถึงในปี 2540 เมื่อประเทศไทยเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง หลายบริษัทในไทยล้มละลาย เพราะการลอยตัวค่าเงิน
ทำให้เงินบาทอ่อนค่า จากเดิม 1 ดอลลาร์สหรัฐ = 25 บาท พอธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศลอยตัวค่าเงิน ก็ทำให้ 1 ดอลลาร์สหรัฐ = 50 บาททันที
บริษัทหลายแห่งกู้เงินจากต่างประเทศ แต่มีรายได้เป็นเงินบาท ก็ทำให้หนี้เพิ่มขึ้น 2 เท่า ขณะที่รายได้ไม่เพิ่มขึ้นเลย
แต่นั่นไม่ใช่สำหรับบริษัทของคุณอาลก โลเฮีย เพราะ IVL เป็นธุรกิจที่มีรายได้หลักมาจากการส่งออก เมื่อเงินบาทอ่อนค่า ก็ทำให้รายได้ของบริษัทเพิ่มขึ้น 2 เท่าทันที
IVL จึงใช้โอกาสนี้เข้าซื้อบริษัทที่มีปัญหาอย่างบริษัท อินโด โพลี ซึ่งเป็นโรงงานผลิตเส้นใยพอลิเอสเตอร์ในไทย
และได้ใช้โรงงานแห่งนี้เป็นฐานในการปลุกปั้นให้ IVL กลายเป็นผู้ผลิตเส้นใยพอลิเอสเตอร์รายใหญ่ที่สุดของประเทศไทยในเวลาต่อมา
หลังจากนั้น IVL ก็กลายเป็นบริษัทที่เน้นการเข้าซื้อกิจการ เพื่อสร้างการเติบโตให้ตัวเองแทนการขยายธุรกิจแบบเดิม ๆ
แต่การเข้าซื้อกิจการของ IVL ก็ไม่ได้ทำแบบมั่ว ๆ ไร้แบบแผน แต่แผนการเข้าซื้อกิจการของ IVL มักจะผ่านการวางแผนมาอย่างดี
1. IVL มักจะเข้าซื้อกิจการที่กำลังประสบปัญหาในการดำเนินงาน เพื่อให้ IVL สามารถเข้าซื้อได้ในราคาต่ำ
ซึ่งสิ่งที่ IVL ได้มาพร้อมกันกับกิจการก็คือโรงงาน ทำให้ต้นทุนของการขยายโรงงานจากการซื้อ ต่ำกว่าการต้องเริ่มสร้างโรงงานใหม่เอง
IVL จึงสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องเสียเวลา 3 ถึง 5 ปีในการสร้างโรงงานขึ้นมาใหม่
ซึ่ง IVL ก็เพียงแค่ใช้ความเชี่ยวชาญของตัวเองปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตของโรงงานที่ซื้อมาใหม่
และด้วยความที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ IVL ทำธุรกิจอยู่ มีความเป็นวัฏจักร บางครั้งราคาสินค้าพลาสติกก็ตกต่ำ หรือต้นทุนปิโตรเคมีเพิ่มสูงขึ้นมาก จนหลายกิจการทนไม่ไหว
ก็ทำให้ IVL มีโอกาสซื้อกิจการเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้กับตัวเองอยู่เรื่อย ๆ
2. ซื้อกิจการให้ครบตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ
หรือที่ในวงการธุรกิจ เรียกว่าเป็นการทำ Vertical Integration
ด้วยความที่เม็ดพลาสติกที่ IVL ผลิต ถูกกำหนดราคาตามตลาดโลก การควบคุมต้นทุนจึงเป็นสิ่งที่กำหนดว่าบริษัทจะทำกำไรได้มากน้อยแค่ไหน
ดังนั้น IVL จึงมีการเข้าซื้อกิจการที่เป็นธุรกิจต้นน้ำ ซึ่งเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบสำคัญในการผลิตเม็ดพลาสติกของ IVL
โดยเป็นการเข้าซื้อกิจการต้นน้ำ ในช่วงที่เกิดภาวะวิกฤติ ทำให้ IVL สามารถซื้อกิจการพร้อมกันได้หลายแห่ง ภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี
เช่น ในปี 2551 ในช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกา ทาง IVL ก็ได้เข้าสู่ธุรกิจผลิตกรด PTA ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตเม็ดพลาสติก
และเข้าซื้อโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกเพิ่มเติมในยุโรปอีก 2 แห่งด้วย
ทำให้ IVL สามารถควบคุมต้นทุนการผลิตเม็ดพลาสติกได้ดีขึ้น
ส่วนการซื้อธุรกิจปลายน้ำ ก็อย่างเช่น การเข้าซื้อธุรกิจผลิตบรรจุภัณฑ์ เพื่อต่อยอดธุรกิจให้มีมูลค่าสูงขึ้น จากเดิมที่ผลิตแค่เม็ดพลาสติก
เมื่อ IVL เน้นการเติบโตผ่านการเข้าซื้อกิจการแบบนี้ ทางบริษัทจึงต้องการเข้ามาระดมทุนในตลาดหุ้นในปี 2553
ในปีเดียวกันนั้นเองที่ราคาหุ้นของ IVL ก็พุ่งทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง จน IVL มีมูลค่าบริษัทแตะแสนล้านบาทได้ในที่สุด
โดยหลังจากที่ IVL ได้เข้ามาระดมทุนในตลาดหุ้นแล้ว ทางบริษัทก็เริ่มมีการทำดีลซื้อกิจการคุณภาพที่มีมูลค่าสูงมากขึ้นบ้างแล้ว ไม่ได้แค่รอซื้อของดีในราคาถูกเพียงอย่างเดียว
ตัวอย่างดีลการเข้าซื้อกิจการขนาดใหญ่ของ IVL ที่สำคัญก็เช่น
- การเข้าซื้อบริษัท Old World Industries ผู้ผลิตเอทิลีนออกไซด์ และเอทิลีนไกลคอล อีกวัตถุดิบสำคัญในการผลิตเม็ดพลาสติก
โดยบริษัทแห่งนี้เป็นผู้ผลิตวัตถุดิบดังกล่าว รายใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมูลค่าในการเข้าซื้อกิจการอยู่ที่ประมาณ 25,000 ล้านบาท
- การเข้าซื้อโรงงานผลิตเอทิลีนออกไซด์ ของบริษัท Huntsman คิดเป็นมูลค่าในการเข้าซื้อกิจการมากกว่า 60,000 ล้านบาท
ด้วยกลยุทธ์การเข้าซื้อกิจการอย่างชาญฉลาด ก็ทำให้ IVL กลายเป็นผู้ผลิตเม็ดพลาสติกรายใหญ่อันดับ 1 ของโลกได้สำเร็จ
และปัจจุบัน IVL ได้ปรับกลยุทธ์ใหม่อีกครั้ง คือ IVL 2.0 ที่มุ่งเน้นไปที่การลดภาระหนี้ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน แทนการไล่ซื้อกิจการอย่างในอดีต เพื่อรักษาความเป็นผู้นำระดับโลก
เรื่องราวของคุณอาลก โลเฮีย ทำให้เราได้ข้อคิดว่า บางครั้งเรื่องราวที่ดูเหมือนไม่มีทางเป็นไปได้ อย่างการปั้นบริษัทมูลค่าแสนล้านบาท ภายในระยะเวลาไม่ถึง 20 ปี หรือการเป็นบริษัทไทยที่เติบโตกลายเป็นเบอร์ 1 ในระดับโลก
ก็สามารถเป็นไปได้ ถ้าเรามีกลยุทธ์ธุรกิจที่ชาญฉลาด ทำธุรกิจด้วยความระมัดระวัง รู้จักอดทนรอคอยโอกาส
เหมือนที่คุณอาลก โลเฮีย พลิกวิกฤติให้กลายเป็นโอกาสได้ในหลาย ๆ ครั้ง จนทำให้ IVL เติบโตขึ้นมาได้แบบทุกวันนี้..
#WealthCreation
#ธุรกิจไทย
#IVL
References