เจาะกลยุทธ์ William Heinecke ผู้ปลุกปั้น Minor ให้เป็นธุรกิจ 100,000 ล้าน

เจาะกลยุทธ์ William Heinecke ผู้ปลุกปั้น Minor ให้เป็นธุรกิจ 100,000 ล้าน

27 เม.ย. 2026
ถ้าพูดถึงธุรกิจโรงแรมระดับโลก หลายคนอาจจะนึกถึงโรงแรม Hilton, Ritz-Carlton หรือ Marriott ที่ไม่ว่าเราจะไปเที่ยวประเทศไหน เราก็มักจะเจอโรงแรมเหล่านี้
แต่รู้ไหมว่า ประเทศไทยก็มีอาณาจักรธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และสินค้าไลฟ์สไตล์ครบวงจร ที่ขยายธุรกิจไปทั่วโลกเหมือนกัน
เรากำลังพูดถึงบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT เจ้าของแบรนด์โรงแรมอนันตรา และแบรนด์เดอะ พิซซ่า คอมปะนี ที่คนไทยคุ้นเคยกันดี
แล้วถ้าอยากรู้ว่า คุณ William Heinecke ผู้ก่อตั้ง MINT เขามีกลยุทธ์ในการขยายธุรกิจให้เติบโตไปในระดับโลก จนตอนนี้มีมูลค่าบริษัทนับแสนล้านบาทได้อย่างไร ?
WealthThink ขอต้อนรับทุกท่าน เข้าสู่ซีรีส์ The Founder เจาะกลยุทธ์ผู้นำ ที่ทำให้ธุรกิจไทย ปักธงเติบโตระดับโลก
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
ท่ามกลางแดดที่ร้อนอบอ้าวในกรุงเทพฯ มีวัยรุ่นชาวอเมริกันคนหนึ่งกำลังเดินไปตามท้องถนน 
ชายหนุ่มคนนี้ไม่ได้กำลังเดินท่องเที่ยวอยู่ แต่กำลังตระเวนเดินไปรับจ้างทำความสะอาดสำนักงานต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ
และชายหนุ่มคนนี้ก็คือคุณ William Heinecke ในวัย 17 ปีนั่นเอง 
ในตอนนั้นเขาคือเด็กหนุ่มที่เห็นโอกาสในการทำธุรกิจในไทย เขาจึงเริ่มก่อตั้งบริษัทรับจ้างทำความสะอาดสำนักงานขึ้นมา
พร้อมก่อตั้งบริษัทขายโฆษณาทางวิทยุ ซึ่งต่อมาเขาขายกิจการให้กับบริษัทการตลาดชื่อดังอย่าง Ogilvy & Mather
เมื่อขายกิจการไปแล้ว ทำให้เขาเริ่มมีเงินทุนพอ ที่จะเริ่มจับธุรกิจใหม่ นั่นคือธุรกิจโรงแรม และร้านอาหาร ซึ่งเป็นธุรกิจด้านการท่องเที่ยว
เนื่องจากคุณ William มองว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยมีโอกาสเติบโตสูงมาก
เขาจึงเริ่มก่อตั้งบริษัท Minor Holdings ขึ้นมาในปี 1970 ซึ่งคำว่า Minor ก็มาจากการก่อตั้งบริษัทตั้งแต่ที่เขายังเป็นผู้เยาว์อยู่นั่นเอง
คุณ William เริ่มสร้างโรงแรมแห่งแรกที่พัทยา ในชื่อ Royal Garden หลังจากนั้นก็ขยายโรงแรมออกไปอีก 2-3 แห่ง
ปัจจุบันแบรนด์โรงแรม Royal Garden ไม่มีแล้ว เพราะคุณ William ได้เปลี่ยนชื่อแบรนด์เป็นโรงแรมอนันตราแทน
ในขณะที่ธุรกิจร้านอาหารก็ทำควบคู่กันไปด้วย โดยตอนแรกคุณ William จะเน้นใช้กลยุทธ์ไปซื้อแฟรนไชส์ของร้านอาหารแบรนด์ดังจากต่างประเทศ เอาเข้ามาเปิดในไทย
เช่น Mister Donut, Swensen’s, Sizzler, Dairy Queen และ Burger King
แต่ที่ประสบความสำเร็จสุด ๆ จนสร้างรายได้ให้กับ Minor ได้เป็นกอบเป็นกำก็คือ Pizza Hut 
โดย Minor สามารถขยายสาขา Pizza Hut ได้มากถึง 200 สาขา ภายในระยะเวลา 18 ปี
แต่เมื่อเห็นว่าธุรกิจ Pizza Hut ในไทยไปได้สวย ทางบริษัทแม่กลับต้องการยกเลิกสัญญากับ Minor เพื่อเข้ามาทำธุรกิจด้วยตัวเอง
ทำให้ Minor ไม่มีสิทธิ์ในการบริหารแบรนด์ Pizza Hut ในไทยอีกต่อไป
แม้ Minor จะไม่มีสิทธิ์ในแบรนด์ Pizza Hut อีกแล้ว แต่ Minor ก็ยังเป็นเจ้าของสัญญาเช่าพื้นที่ในทุกสาขาของร้าน Pizza Hut
สิ่งที่ Minor ทำเพื่อแก้เกมก็คือ การปลดป้าย Pizza Hut 200 สาขาออกไป แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น The Pizza Company ทันที
จากนั้นก็เริ่มโหมแคมเปญการตลาด เพื่อให้ The Pizza Company เป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ 
ถ้าใครทันช่วงนั้นจะเห็นคุณ William ผู้ก่อตั้ง Minor ขับมอเตอร์ไซค์นำขบวนพนักงานส่งพิซซา เพื่อโปรโมตแบรนด์ตามท้องถนนทั่วกรุงเทพฯ ด้วยตัวเอง
และกลยุทธ์การตลาดของ The Pizza Company ในยุคนั้นก็เป็นที่น่าจดจำไม่น้อย เพราะ The Pizza Company เป็นแฟรนไชส์เจ้าแรกที่การันตีว่าสามารถส่งอาหารให้ถึงมือลูกค้าได้ภายใน 30 นาที
สงครามพิซซาระหว่างกลุ่ม Minor และบริษัทแม่ของแบรนด์ Pizza Hut จึงจบลงด้วยชัยชนะของกลุ่ม Minor ที่สามารถครองส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 60% ของตลาดพิซซาในไทยได้จนถึงทุกวันนี้
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของ The Pizza Company ไม่ได้มาจากกลยุทธ์การตลาด และการมีสาขาอยู่ในมือมากมายเท่านั้น
แต่เบื้องหลังคือ หลักคิดของ The Pizza Company ที่ไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นธุรกิจร้านอาหาร แต่อยู่ในธุรกิจ “People Business” หรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับคน
เพราะธุรกิจพิซซา แทบไม่ได้ใช้เครื่องจักรผลิตเลย ทุกขั้นตอนตั้งแต่การนวดแป้ง ไปจนถึงการส่งพิซซาให้ถึงมือลูกค้า ล้วนต้องใช้คนทั้งสิ้น
หลักคิดนี้ก็สามารถนำมาปรับใช้ได้ดีกับธุรกิจโรงแรม ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของกลุ่ม Minor ด้วยเช่นกัน 
เพราะการจะดึงให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการแบรนด์โรงแรมของเราซ้ำ ๆ ก็ต้องอาศัยคุณภาพการบริการของพนักงานทุกคน
หลักคิดนี้จึงถูกนำมาใช้กับดีลการเข้าซื้อกิจการที่ใหญ่ที่สุดของกลุ่ม Minor นั่นคือการเข้าซื้อกิจการ NH Hotel Group 
บริษัทเจ้าของโรงแรมหรูทั่วยุโรป และอเมริกา ซึ่งกลุ่ม Minor มีการทุ่มงบลงทุนไปถึงเกือบแสนล้านบาท ใกล้เคียงกับมูลค่าของกลุ่ม Minor ทั้งบริษัท
หากนับเฉพาะธุรกิจโรงแรม ก็ต้องบอกว่า NH Hotel Group มีโรงแรม และจำนวนห้องพักมากกว่ากลุ่ม Minor ถึง 2 เท่า
ซึ่งนอกจากกลุ่ม Minor จะได้โรงแรมทั้งหมดในเครือ NH Hotel Group มาอยู่ในมือแล้ว ยังได้บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการทำธุรกิจโรงแรมในทวีปยุโรป และอเมริกา ที่กลุ่ม Minor ยังไม่เคยเข้าไปทำธุรกิจด้วย
การเข้าซื้อกิจการ NH Hotel Group ในครั้งนั้น ทำให้กลุ่ม Minor ขยับจากเครือโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 68 ของโลก ขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 23 ทันที
แม้การเข้าซื้อกิจการ NH Hotel Group ทำให้กลุ่ม Minor ก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นในธุรกิจโรงแรมระดับโลก แต่ดีลการซื้อกิจการครั้งนั้นก็เกิดเรื่องไม่คาดคิดอยู่ 2 เรื่อง
เรื่องแรกคือ จากเดิมกลุ่ม Minor ต้องการซื้อหุ้นใน NH Hotel Group ประมาณ 50-60% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดเท่านั้น
แต่เมื่อถึงเวลาทำคำเสนอซื้อหุ้นทั้งหมด ตามกฎระเบียบของตลาดหลักทรัพย์สเปน ปรากฏว่านักลงทุนต่างตกลงเสนอขายหุ้นให้กลุ่ม Minor มากกว่าที่คิด
กลายเป็นว่า Minor ได้รับหุ้นของ NH Hotel Group มากถึง 94% และต่อมาทางกลุ่ม Minor ก็ซื้อเพิ่มอีกจนครบ 100% เพื่อนำ NH Hotel Group ออกจากตลาดหลักทรัพย์สเปน
การที่ Minor ต้องซื้อหุ้นของ NH Hotel Group เกินกว่าที่ตั้งใจไว้ ทำให้ Minor ต้องกู้ยืมเงินมากกว่าที่คาดไว้ 
เรื่องที่ 2 คือ พอซื้อ NH Hotel Group ไปได้ไม่นาน ก็เกิดโรคระบาดไปทั่วโลกในปี 2020 
แม้กลุ่ม Minor จะมีโรงแรมกระจายอยู่ทั่วโลก แต่พอเจอวิกฤติระดับโลก ทุกประเทศต่างใช้มาตรการล็อกดาวน์ ปิดสนามบินกันทั่วโลก
ก็ทำให้รายได้จากธุรกิจโรงแรมของกลุ่ม Minor แทบจะกลายเป็น 0 ทันที
ทั้งที่กลุ่ม Minor ที่เพิ่งทำดีลใหญ่มา กำลังมีหนี้เงินกู้ยืมมหาศาล และดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายให้ครบกำหนด
ทำให้ในปีนั้นทางกลุ่ม Minor ต้องออกหุ้นเพิ่มทุน เพื่อเสริมสภาพคล่องให้บริษัท ได้รับเงินไปเกือบ 10,000 ล้านบาท
พร้อมกับพยายามปรับลดค่าใช้จ่ายในส่วนของธุรกิจโรงแรม ส่วนธุรกิจร้านอาหาร ทางบริษัทก็เน้นเพิ่มยอดขายผ่านช่องทางดิลิเวอรีแทน
เมื่อวิกฤติโรคระบาดผ่านพ้นไป ทางบริษัทก็เริ่มกลับมาสานต่อ ด้วยกลยุทธ์ Asset-Light Model เพื่อสร้างการเติบโต โดยที่ใช้เงินลงทุนให้น้อยที่สุด
ซึ่งในส่วนธุรกิจร้านอาหาร ทางกลุ่ม Minor ก็จะใช้วิธีขายแฟรนไชส์ แทนการขยายสาขาด้วยตัวเอง
ในขณะที่ส่วนของธุรกิจโรงแรมนั้นจะมีโมเดลการหารายได้แบบ Asset-Light Model 3 วิธีด้วยกันคือ
1. เช่าบริหาร
โดยกลุ่ม Minor จะขายโรงแรมที่บริษัทเป็นเจ้าของให้คนอื่น จากนั้นก็จะทำสัญญาเช่ากลับมาบริหารเอง 
ตัวอย่างเช่น ในปี 2021 เครือ Minor ขายโรงแรม NH Collection Barcelona Gran Hotel Calderón และได้รับเงินสดมา 4,800 ล้านบาท
จากนั้นก็ทำสัญญาเช่าบริหารโรงแรมเป็นระยะเวลา 20 ปี และสามารถขยายสัญญาได้สูงสุดถึง 60 ปี
ข้อดีของการทำแบบนี้คือ กลุ่ม Minor จะได้รับเงินสดก้อนใหญ่กลับมาทันที แต่ก็ยังมีรายได้จากการรับจ้างบริหารโรงแรมอยู่
2. รับจ้างบริหารโรงแรม
วิธีนี้ทาง Minor จะเข้าไปทำสัญญากับเจ้าของโรงแรมที่ไม่เคยมีประสบการณ์ทำโรงแรมมาก่อน 
โดยเครือ Minor จะเข้าไปช่วยบริหาร และใช้ชื่อแบรนด์ของตัวเอง เช่น Anantara หรือ NH Collection เพื่อทำการตลาดให้
ทำให้ Minor จะได้รายได้เป็นค่าธรรมเนียมการบริหารอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน
3. โรงแรมภายใต้สิทธิ์บริหารและจัดการห้องชุด
โมเดลการบริหารแบบนี้ จะคล้ายกับการรับจ้างบริหารโรงแรม แตกต่างกันที่โมเดลนี้จะเป็นการรับบริหารคอนโดมิเนียม และเซอร์วิสอะพาร์ตเมนต์
ด้วยทิศทางกลยุทธ์ธุรกิจที่ถูกต้อง รวมกับความเชื่อมั่นของผู้ถือหุ้นที่สนับสนุนกลุ่ม MINT ในช่วงเวลาที่บริษัทเจอวิกฤติหนัก
ทำให้ในปี 2025 ที่ผ่านมา MINT สามารถทำผลประกอบการได้สูงเป็นประวัติการณ์ โดยมีรายได้มากถึง 165,804 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 9,009 ล้านบาท
จะเห็นได้ว่าเรื่องราวการก่อร่างสร้างอาณาจักรธุรกิจของคุณ William ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ตั้งแต่ที่ต้องเริ่มสร้างธุรกิจของตัวเองในต่างประเทศ ตั้งแต่อายุยังน้อย
ถึงอย่างนั้น ทุกครั้งที่เขาเจอวิกฤติ เขาไม่เคยก้มหน้ายอมรับความพ่ายแพ้ 
แต่เขาใช้ไหวพริบ และแต้มต่อของตัวเอง เอาชนะทุกปัญหามาได้ทุกครั้ง 
จน MINT กลายเป็นธุรกิจด้านการท่องเที่ยวมูลค่าแสนล้านบาท ที่ปักธงสู้กับคู่แข่งยักษ์ใหญ่ได้อย่างสมศักดิ์ศรี..
#WealthCreation
#ธุรกิจไทย
#MINT
References
© 2026 WealthThink. All rights reserved. Privacy Policy.