เจาะลึกแนวทางกระจายความเสี่ยง ด้วยการใช้ Alpha จากงาน BBLAM Global Investment Forum 2026

เจาะลึกแนวทางกระจายความเสี่ยง ด้วยการใช้ Alpha จากงาน BBLAM Global Investment Forum 2026

26 พ.ค. 2026
แม้หลายคนจะยังเชื่อในสูตรสำเร็จอย่างพอร์ต 60/40 หรือ Core & Satellite แต่โลกการลงทุนปี 2026 กลับไม่ได้ใจดีกับสูตรแบบเดิมอีกต่อไป
โลกวันนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนตั้งแต่ภูมิรัฐศาสตร์ สงคราม นโยบายการค้า จนถึงดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ
แถมหลายครั้งที่ตลาดปรับตัวลง สินทรัพย์ที่เคยช่วยกันพยุงพอร์ตทั้งหุ้นและตราสารหนี้ก็กลับร่วงพร้อมกัน
ทำให้รูปแบบการกระจายความเสี่ยงที่คุ้นเคยกำลังถูกท้าทาย โดยการลงทุนที่พึ่งพา Beta หรือสินทรัพย์ที่ผลตอบแทนเติบโตล้อกับตลาด และดัชนี เริ่มพึ่งพาได้ยากขึ้นตามไปด้วย
คำถามคือ นักลงทุนจะเอาตัวรอดได้อย่างไร ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
ผู้จัดการกองทุนระดับโลกกว่า 11 สถาบัน จากเวที BBLAM Global Investment Forum 2026
ต่างก็เห็นตรงกันว่านอกจากการกระจายความเสี่ยง นักลงทุนต้องให้ความสำคัญกับ 2 สิ่ง คือ
- สร้าง Resilience หรือความยืดหยุ่นให้กับพอร์ต
เพื่อให้พอร์ตทนแรงกระแทก และสร้างกระแสเงินสดได้สม่ำเสมอทุกภาวะตลาด
- หา Alpha หรือสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด
เพื่อสร้างเกราะคุ้มกันให้พอร์ต และชดเชยความเสี่ยงที่สูงขึ้น
พูดง่าย ๆ คือ การมีทั้ง Resilience และ Alpha คือหัวใจของการจัดพอร์ตอย่างมีชั้นเชิง เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนระยะยาว แบบเดียวกับที่นักลงทุนสถาบันใช้
แล้วการจัดพอร์ตแบบมีชั้นเชิง ควรเป็นอย่างไร ?
การเอาตัวรอดในภาวะตลาดผันผวน นักลงทุนต้องเริ่มปรับวิธีคิด และจัดพอร์ตให้เหมือนนักลงทุนสถาบัน ที่มีกรอบบริหารสินทรัพย์ 2 แกนหลัก ได้แก่
- SAA (Strategic Asset Allocation)
การวางพอร์ตระยะยาว ตามเป้าหมายและความเสี่ยง โดยอาจถือสินทรัพย์อย่างน้อย 3-5 ปีขึ้นไป
- TAA (Tactical Asset Allocation)
การปรับพอร์ตระยะสั้น ราว 1-12 เดือน ที่ยืดหยุ่นตามสถานการณ์ เพื่อหลบความเสี่ยง และคว้าโอกาส
แต่ประเด็นสำคัญคือ ปัจจุบันเส้นแบ่งระหว่าง SAA และ TAA กำลังผสานกันเป็นส่วนเดียว ทำให้พอร์ตแบบ 60/40 บน SAA ที่เคยช่วยกระจายความเสี่ยง กลับเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น
นักลงทุนจึงควรยกระดับพอร์ต ด้วยการกระจายความเสี่ยงแบบหลายมิติ ให้ครอบคลุม 3 แกนหลัก คือ
แกนที่ 1 กระจายความเสี่ยงข้ามขั้วอำนาจการเมือง
เน้นทำความเข้าใจนโยบาย และจุดแข็งแต่ละขั้วอำนาจ ก่อนกระจายพอร์ตไปในหลายภูมิภาค หรือหลายอุตสาหกรรม เพื่อรับมือโลกที่กำลังแบ่งขั้ว และห่วงโซ่อุปทานที่เปลี่ยนไป
แกนที่ 2 กระจายความเสี่ยงด้านสกุลเงิน
นักลงทุนไม่ควรให้พอร์ตกระจุกตัวในสินทรัพย์ที่อ้างอิงกับสกุลเงินเดียว เพื่อลดความเสี่ยงจากนโยบายของประเทศนั้น ๆ และลดแรงกระแทกจากค่าเงินผันผวน
แกนที่ 3 กระจายความเสี่ยงด้านระยะเวลา และสภาพคล่อง
นอกจากการมองปัจจัยพื้นฐาน และการเติบโตระยะยาวแล้ว นักลงทุนควรบริหารสภาพคล่องให้ตรงกับช่วงเวลาที่จะใช้เงินด้วย เพื่อไม่ให้ถูกบังคับขายสินทรัพย์ Alpha ช่วงวิกฤติ

โดยเงินที่ต้องใช้ในระยะสั้น-กลาง อาจนำไปวางในสินทรัพย์สภาพคล่องสูง หรือตราสารหนี้ที่สร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ เพื่อเป็นกันชนช่วงตลาดผันผวน
ส่วนเงินที่ใช้ลงทุนระยะยาว สามารถปล่อยให้ทำงานเพื่อมุ่งเน้นการเติบโต หรือกระจายสู่สินทรัพย์ Alpha ได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลกับความผันผวนระยะสั้น
แล้วนักลงทุนจะหา Alpha ได้จากที่ไหน ?
สถานการณ์วันนี้ทำให้การหา Alpha ไม่ได้จำกัดอยู่ที่กรอบเดิม ๆ สินทรัพย์ทางเลือกกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนชนะตลาดในระยะยาว
โดยนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่พิเศษ อาจคุ้นกับการหา Alpha ผ่าน 2 สินทรัพย์ทางเลือก คือ
- Private Asset หรือสินทรัพย์นอกตลาด มักให้ผลตอบแทนสัมพันธ์กับตลาดต่ำ ช่วยทำกำไรโดยไม่ต้องพึ่งทิศทางตลาด แต่ต้องแลกกับการล็อกเงิน 5-10 ปี และเงื่อนไข Gating ที่จำกัดการขายบางช่วง
- Hedge Fund คือกองทุนที่ใช้กลยุทธ์หลากหลาย เช่น การ Short, Leverage หรือ Arbitrage เพื่อสร้างผลตอบแทนในทุกภาวะตลาด (Absolute Return) แม้จะมีข้อจำกัดด้านสภาพคล่องบางช่วง
สำหรับนักลงทุนรายย่อย ปัจจุบันตลาดมี Liquid Alternatives กองทุนที่ใช้กลยุทธ์แบบ Hedge Fund แต่ซื้อขายได้ทุกวัน ช่วยให้เข้าถึง Alpha ที่ไม่สัมพันธ์กับหุ้นหรือตราสารหนี้ และไม่กระทบสภาพคล่องได้
แต่การหา Alpha ในตลาดการลงทุนทั่วไปก็ยังไม่หายไป เพียงแค่เปลี่ยนไปสู่การเกาะเมกะเทรนด์ที่มีโอกาสโตระยะยาวแทน โดยผู้จัดการกองทุนระดับโลก 11 สถาบัน ได้ยกตัวอย่างเทรนด์ที่น่าสนใจ คือ
- โครงสร้างพื้นฐาน AI เช่น ธุรกิจ Data Center หุ่นยนต์ พลังงานไฟฟ้า และระบบสนับสนุนของ AI
- การเปลี่ยนผ่านพลังงาน มหาอำนาจทั่วโลกเร่งลงทุน เพื่อสร้างความมั่นคงในประเทศ และลดการพึ่งพาทรัพยากรแบบดั้งเดิม
- นวัตกรรม และเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น จีน ที่หลายอุตสาหกรรมเติบโตสอดรับนโยบายภาครัฐ เช่น EV พลังงานสะอาด และภาคการผลิตขั้นสูง
- สินทรัพย์ดิจิทัล สินทรัพย์ทางเลือกที่คาดว่าผู้ลงทุนจะสนใจมากขึ้น และเติบโตมหาศาลในทศวรรษหน้า
- ภาคการบริโภคที่เติบโต เช่น อินเดียที่ภาคการบริโภคมีหุ้นขนาดกลาง และขนาดเล็ก ที่มีศักยภาพเติบโต
- การฟื้นตัวเชิงโครงสร้าง เช่น ญี่ปุ่น พลิกจากเงินฝืดสู่เงินเฟ้อ ปลดล็อกการปฏิรูปองค์กร และการลงทุนรอบวัฏจักรใหม่
ถึงตรงนี้ แม้จะเข้าใจแนวคิดทั้งหมดแล้ว แต่การหา Alpha ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องใช้ข้อมูลเชิงลึก และติดตามตลาดเพื่อปรับพอร์ต SAA และ TAA อย่างต่อเนื่อง
นี่จึงเป็นที่มาของ Multi-Manager, Multi-Asset Solution Platform จาก BBLAM ที่ต้องการช่วยให้นักลงทุนรายย่อยมีแนวทางสร้างพอร์ต ในระดับเดียวกับนักลงทุนสถาบัน
ภายใต้การร่วมมือกับ 11 พาร์ตเนอร์ระดับโลก ที่จะผสานมุมมองและกลยุทธ์ลงทุนพร้อมรับมือกับทุกโอกาสในโลกของการลงทุน
ทีนี้ ลองมาดูกันว่าทั้ง 11 พาร์ตเนอร์ของ BBLAM มีจุดเด่นใดมาตอบโจทย์นักลงทุนไทยกันบ้าง..
- Allianz Global Investors
โดดเด่นด้านการลงทุนแบบ Thematic โดยเฉพาะธีมเทคโนโลยี และ AI คู่กับกลยุทธ์ All China Strategy ที่เน้นหาโอกาสจากธุรกิจจีน ในทุกตลาดทั่วโลก

- BNP Paribas Asset Management
เชี่ยวชาญกลยุทธ์บริหารตราสารหนี้ทั่วโลก โดยเฉพาะกับหุ้นกู้เอกชนสหรัฐฯ (US High Yield Bond)

- ChinaAMC
ผู้จัดการกองทุนรายใหญ่ในประเทศจีน ที่เข้าใจทิศทาง และโครงสร้างเศรษฐกิจในประเทศสูง
- E Fund
มีข้อมูลเชิงลึก และความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ที่ครอบคลุมทั้งหุ้นและตราสารหนี้ในประเทศจีน
- Fidelity International
โดดเด่นด้านการคัดเลือกหุ้นรายตัว และการหาสินทรัพย์ Alpha จากเครือข่ายนักวิเคราะห์ทั่วโลก
- Franklin Templeton
มีประสบการณ์ยาวนาน ด้านสินทรัพย์ทางเลือก และโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างกระแสเงินสดระยะยาว
- Kotak International
เข้าใจเศรษฐกิจของอินเดียอย่างลึกซึ้ง โดดเด่นด้านการหาโอกาสจากการเติบโตของภาคธุรกิจในประเทศ
- Lazard
โดดเด่นด้านการวิเคราะห์ภาพรวมเศรษฐกิจโลก ควบคู่กับปัจจัยพื้นฐาน และความเสี่ยงของธุรกิจ
- Nippon Life India
เชี่ยวชาญการลงทุนตลาดหุ้นอินเดีย โดยเฉพาะการหาโอกาสจากหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กในประเทศ
- Pictet Asset Management
มีจุดเด่นด้านการลงทุนตามเมกะเทรนด์ เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
- Wellington Asset Management
เชี่ยวชาญการจัดพอร์ตแบบ Multi-Asset พร้อมการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก และ Liquid Alternatives
สังเกตไหมว่า การรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมดนี้กำลังเปิดโลกการลงทุนให้นักลงทุนเข้าถึงกลยุทธ์ที่ครอบคลุมทุกเมกะเทรนด์ เพื่อยกระดับการบริหารพอร์ตได้ดียิ่งขึ้น
ภายใต้ความร่วมมือกับ BBLAM เพื่อต่อยอดโซลูชันที่ตอบโจทย์การลงทุนได้ตรงจุด
เพราะต้องยอมรับว่า โลกที่กติกาเดิมเริ่มเปลี่ยนไป
การมีพอร์ตที่ยืดหยุ่น การมีทีมงานมืออาชีพที่คอยค้นหา Alpha อยู่เบื้องหลัง
คือข้อได้เปรียบสำคัญ
เพื่อรับมือความไม่แน่นอน และต่อยอดผลตอบแทนระยะยาวในช่วงเวลานี้ นั่นเอง..
บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด
คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน
Reference
- งานสัมมนา BBLAM Global Investment Forum 2026
© 2026 WealthThink. All rights reserved. Privacy Policy.