
สรุปบทเรียนการบริหาร 5 ข้อ ผ่านเคสการดูแลกรุงเทพมหานคร ของผู้ว่าชัชชาติ
1 ก.ค. 2026
เป็นเวลา 244 ปีผ่านมาแล้ว นับตั้งแต่วันที่กรุงเทพมหานคร ได้ถูกสถาปนาขึ้น เพื่อเป็นราชธานีแห่งใหม่ ไว้สืบทอดความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรอยุธยา
ถึงแม้ว่าเมืองแห่งนี้ จะมีอายุยาวนาน อยู่มาหลายชั่วอายุคน แต่กว่าที่จะมีการจัดให้เลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อย่างเป็นทางการ ก็เพิ่งเริ่มต้นในปี 2518 หรือประมาณ 51 ปีมานี้เอง
ในบรรดาผู้ว่าฯ ทั้ง 17 คน มีอยู่แค่คนเดียวเท่านั้น ที่ในปี 2565 สามารถสร้างสถิติคะแนนเสียงสูงที่สุดถึง 1.38 ล้านเสียง
และครั้งล่าสุดคือปี 2569 ก็ยังสามารถทำลายสถิติเดิม ด้วยคะแนนเสียงสูงทะลุ 1.44 ล้านเสียงไปแล้ว
คนที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่นี้ จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกเสียจากผู้ที่ได้รับฉายาว่า “รัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี” นามว่า คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์
หากสงสัยว่า แล้วแนวคิดในการบริหารเมืองมหานคร นามว่า กรุงเทพฯ ในยุคของคุณชัชชาติ มีความน่าสนใจอย่างไร ถึงสามารถนำมาถอดเป็นบทเรียน เอาไปใช้ได้จริงในโลกธุรกิจบ้าง ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
สำหรับแนวคิดการบริหารสไตล์ของคุณชัชชาติ สามารถสรุปออกมาเป็นแก่นสำคัญได้ 5 ข้อ ดังนี้
1. รวมใจกลุ่มคนที่แตกต่าง ให้สามารถทำงานร่วมกันได้
ระบบการบริหารจัดการเมืองของกรุงเทพฯ นั้น ผู้ว่าฯ และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร หรือ ส.ก. จะถูกเลือกแยกกัน จากบัตรคนละใบ
ในบางครั้ง ผู้ว่าฯ และ ส.ก. ก็อาจจะมาจากทีมเดียวกัน เพราะอยู่ในพรรคการเมืองเดียวกัน
แต่ก็มีอยู่บ้าง ที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ เลือกลงแบบอิสระ ไม่ได้มีทีมงาน ส.ก. ของตัวเองเตรียมไว้ก่อน
หากเป็นแบบในกรณีหลัง หลายคนอาจจะมองว่านี่เป็นข้อจำกัด เพราะจะทำให้ฝั่งผู้ว่าฯ และ ส.ก. ทำงานกันได้ไม่ราบรื่น
แต่สำหรับคุณชัชชาติ กลับมองว่า นี่เป็นข้อดีที่จะช่วยคานอำนาจ เพราะจะได้มีคนเข้ามาช่วยตรวจสอบการทำงาน และกล้าเห็นแย้งผู้ว่าฯ หากมีไอเดียที่ไม่ตรงกัน ได้อีกทางหนึ่งด้วย
หากทุกคนมีความหวังดี อยากจะเข้ามาทำงานเพื่อเสริมสร้างให้เมืองดีขึ้นจริง ๆ
ทุกคนก็จะต้องทำงานอย่างโปร่งใส เห็นประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง จนสามารถวางความขัดแย้ง จากแนวคิดที่แตกต่างไว้ชั่วคราวก่อน
และเลือกเดินหน้ากันต่อไป เพื่อพยายามสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ จนประชาชนที่ต้องใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ได้ประโยชน์กันถ้วนหน้า
2. ภาวะผู้นำ เริ่มด้วยการทำเป็นตัวอย่าง
หากใครที่ติดตามข่าวสารนับตั้งแต่คุณชัชชาติ ได้เป็นผู้ว่าฯ ตั้งแต่ปี 2565 ก็จะเห็นภาพกิจกรรมในชีวิตประจำวันอันคุ้นเคยของคุณชัชชาติกันจนชินตา และดูเป็นธรรมชาติไปแล้ว เช่น
- ออกมาดูสภาพความเป็นไปของเมือง ผ่านทั้งการตื่นตี 4 มาวิ่งออกกำลังกายที่สวนลุมพินี และเดินบนทางเท้าข้างทาง จนประชาชนคนทั่วไป มีโอกาสได้พบเห็นคุณชัชชาติ ตามที่ต่าง ๆ อยู่บ่อย ๆ
- ลงพื้นที่ด้วยตัวเองทุกครั้ง เวลามีปัญหาใด ๆ เกิดขึ้น เพื่อแสดงสปิริตความเป็นผู้นำ และช่วยสร้างขวัญกำลังใจ ให้บุคลากรหน้างาน มุ่งมั่นตั้งใจทำงานกันต่อไป
- ลดพิธีรีตองที่ยุ่งยากไม่จำเป็น เพื่อประหยัดเวลา เอาไปใช้ทำเรื่องสำคัญเรื่องอื่นต่อ
- กระจายอำนาจ ด้วยการตั้งคนที่มีความสามารถ เหมาะสมกับงาน ให้ดูแลจัดการในด้านที่ตนเองมีความเชี่ยวชาญ เพื่อการทำงานจะได้มีประสิทธิภาพสูงสุด
แนวทางที่ดูสม่ำเสมอแบบนี้ อาจจะดูเป็นแค่สิ่งเล็กน้อย แต่ก็สามารถช่วยหล่อหลอมวัฒนธรรมการทำงาน ผ่านการทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง เพื่อสร้างบรรทัดฐานในการทำงาน
3. ตัดสินใจบนข้อมูล และแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ
คุณชัชชาติมักจะสื่อสารให้เห็นอยู่เสมอว่า ในการจะแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วม หรือกระทั่งเรื่องมลภาวะ
ทุกอย่างนี้เราสามารถแก้ได้ด้วยการผสมผสาน ทั้งฝั่งวิทยาศาสตร์ เข้ากับการทำงานที่มีขั้นตอนปฏิบัติอันชัดเจน
ซึ่งการจะทำแบบนั้นให้ได้ผลออกมาดีที่สุด เราจะต้องเริ่มจากการจัดวางความคิด ให้เป็นระบบเสียก่อน
โดยในขั้นแรก คือเริ่มจากการระบุต้นตอของปัญหา ด้วยข้อมูลที่มีอยู่ ออกมาให้ได้ เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว เราก็มักจะต้องวนไปแก้ปัญหาที่ปลายเหตุอยู่ร่ำไป ไม่จบไม่สิ้น
เมื่อเรารู้สาเหตุแล้ว ทีนี้เราจึงจะสามารถออกแบบวิธีการที่เหมาะสม ให้แก้ปัญหานั้นเสร็จสิ้น จนไม่กลับมาเกิดแบบเดิมซ้ำ ๆ อีก
อย่างไรก็ตาม การมีแค่ข้อมูลอย่างเดียว ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะเราจะต้องรู้จักนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ ผ่านการแปลงเป็นสาระสำคัญ
เพื่อช่วยให้เราสร้างเป็นแผนงาน สำหรับตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ได้ดีขึ้น และทำให้กระบวนการทำงานโดยรวม รวดเร็วขึ้นด้วย
4. คำว่าสมบูรณ์แบบในวันนี้ อีกไม่กี่ปีก็เสื่อมลง จึงต้องพัฒนาอยู่ตลอด
การพัฒนาเมืองและการพัฒนาองค์กรใด ๆ ก็ตาม ให้อยู่รอดต่อไปข้ามยุคข้ามสมัย
คืองานที่ไม่มีวันเสร็จ เพราะเป็นกิจกรรมที่เราจะต้องทำต่อเนื่อง และจะไม่มีวันที่สมบูรณ์แบบ 100%
เพราะภาพที่เราเห็นเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้วในวันนี้ วันข้างหน้าก็อาจจะหมดคุณค่าลง
เพราะฉะนั้นหนทางที่ดีที่สุด ในการทำให้เมืองยังคงอยู่ต่อไป ก็คือการไม่หยุดพัฒนา และทำให้ดีขึ้น ๆ ในทุกวัน
เหมือนกับมหานครทั่วโลก ที่ภาพในวันนี้ กับเมื่อ 100 ปีก่อน จึงไม่เคยเหมือนกันเลย จากการพัฒนาของโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และวิถีชีวิตของผู้คน
ซึ่งแนวคิดการพัฒนากรุงเทพมหานคร ก็เฉกเช่นเดียวกับมหานครแห่งอื่น ๆ ในโลก
ที่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม หากต้องการจะดำรงคงอยู่ ข้ามกาลเวลาไปให้ทันโลก ก็จะต้องปรับปรุงสิ่งเก่า พร้อมสร้างสิ่งใหม่ ให้ยังคงก้าวหน้าต่อไปอยู่เสมอ
5. ผลลัพธ์ที่ดี อาจไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากมายอย่างที่คิด
ในวงการลงทุนและโลกธุรกิจนั้น ตัวชี้วัดว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เราเลือกลงเงิน ลงแรง และลงใจไป ได้ผลตอบแทนกลับมาคุ้มค่าความพยายามหรือไม่
เรามักจะใช้สิ่งที่เรียกว่า “Return on Investment” หรือเรียกย่อ ๆ ว่า ROI ในการวัดผล
แต่ปัจจุบันเครื่องมืออย่าง ROI ก็แพร่หลายไปในแทบทุกวงการเลย แม้กระทั่งแผนงานวัดผลนโยบายการพัฒนาเมือง
ซึ่งนโยบายที่สร้างผลกระทบได้จริง จนส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนให้ดีขึ้น อาจจะไม่จำเป็นต้องเลือกทำแค่เมกะโปรเจกต์ใหญ่ ๆ ไม่กี่ครั้งเท่านั้น
เพราะจริง ๆ แล้ว ในอีกด้านหนึ่ง การซอยย่อยออกเป็นไอเดียมากมาย ผ่านการเลือกทำสิ่งเล็ก ๆ แต่มีความสำคัญ ไปพร้อม ๆ กัน ก็อาจให้ผลลัพธ์ที่ดีได้ไม่ต่างกัน
โดยการทำสิ่งที่ดูเป็นเรื่องเล็ก ๆ เช่น การลอกท่อ หรือติดไฟถนนให้สว่าง เมื่อสะสมทบกันเป็นจำนวนที่มากพอแล้ว
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ก็อาจจะทำให้ผู้คนสัมผัสได้ว่า คุณภาพชีวิตของพวกเขา ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน ได้เหมือนกัน
อ่านมาถึงตรงนี้ เราก็น่าจะเข้าใจถึงหลักการบริหาร ในแบบฉบับของคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่ถอดเป็นบทเรียนแต่ละข้อมาให้ในบทความนี้กันดีขึ้นแล้ว
แต่แน่นอนว่าการบริหารมหานครใหญ่แบบกรุงเทพฯ ย่อมไม่มีแนวทางใดที่สมบูรณ์แบบ และถูกใจทุกคนไปเสียหมด
ก่อนที่เราจะนำบทเรียนในการบริหารเหล่านี้ไปใช้ จึงต้องเข้าใจบริบทในที่ทำงานและข้อจำกัดของตัวเองให้ดีด้วย
และหากสังเกตให้ดี จะเห็นว่าหลักการทั้งหมดที่กล่าวมา ดูจะเป็นแนวคิดพื้นฐานที่พร่ำสอนกันมาตลอดทุกยุคทุกสมัย
ถึงอย่างนั้น หลาย ๆ ครั้งความสำเร็จก็ไม่ได้เกิดจากการทำอะไรใหม่ ๆ แต่คือการทำให้หลักการแสนเรียบง่ายแบบนี้ เกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง
เพราะสุดท้ายแล้ว แก่นสำคัญจริง ๆ ในการพัฒนาองค์กร หรือกระทั่งการพัฒนาเมืองนั้น ก็ไม่ได้แตกต่างกันสักเท่าไร
นั่นก็คือการไม่หยุดเรียนรู้ รู้จักปรับตัว และทำให้ดียิ่งขึ้นต่อไปนั่นเอง..
#WealthCreation
#โมเดลธุรกิจ
#ชัชชาติ