
ทำไม ต่อให้ถือหุ้นกระจายมากแค่ไหน ความเสี่ยงในการลงทุน ก็ไม่หายไปหมด
27 ส.ค. 2026
หลายคนที่ลงทุนอยู่ มักจะถูกสอนว่า การกระจายการลงทุน คือสิ่งที่ควรทำเพื่อลดความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุนของเรา
ทำให้หลายคนมักจะเข้าใจ ว่าการลงทุนในหุ้น หรือกองทุน มากมายหลายอย่าง หรือหลายสินทรัพย์ จะทำให้ความเสี่ยงในการลงทุนนั้นหมดไป
แต่รู้หรือไม่ว่าอันที่จริงแล้ว ต่อให้กระจายการลงทุนไปมากมาย ก็อาจไม่ได้ทำให้พอร์ตการลงทุนของเรา ปลอดความเสี่ยงอยู่ดี
ถ้าสงสัยว่าเพราะอะไร การกระจายความเสี่ยง ถึงไม่เท่ากับการทำให้ ความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนเราหายไป ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
เวลาที่เราลงทุนนั้น สิ่งที่เรากลัวที่สุดนั้นก็คือ ราคาหุ้นของบริษัทลดลงเรื่อย ๆ และไม่อาจกลับมาที่เดิม
ไม่ว่าจะจากพื้นฐานธุรกิจที่เปลี่ยนไป เช่น สินค้าขายไม่ได้ หรือโดนคู่แข่งแซงหน้า
รวมถึงการได้ผู้บริหารที่ทำธุรกิจผิดพลาด จนหนี้ท่วมหัว หรือแม้แต่ผู้บริหารไร้ธรรมาภิบาล ยักยอกเงินจากบริษัท
ซึ่งความเสี่ยงจากตัวธุรกิจเหล่านี้ การกระจายการลงทุน ในหุ้นหลาย ๆ ตัว จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงลงได้
เพราะถ้าหากบริษัทหนึ่งล้มละลายไป เงินลงทุนของเราก็ยังเหลืออยู่ในบริษัทอื่น ๆ ไม่ได้กลายเป็นศูนย์ หรือขาดทุนหนัก จนไม่สามารถกลับมาได้เลย
ถึงอย่างนั้น การลงทุนหุ้นให้มากตัวที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าเราสามารถกำจัดความเสี่ยงจากการลงทุนให้หมดไปได้เลย
เพราะเหตุการณ์ในอดีตก็เคยแสดงให้เราเห็นแล้วว่า การที่ตลาดหุ้นทั้งตลาดในประเทศหนึ่ง หรือแม้แต่ทั้งโลก จะพากันปรับตัวลงนั้น มีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอ
ไม่ว่าจะเป็นช่วง วิกฤติ Great Depression เมื่อเกือบ 100 ปีที่แล้ว, วิกฤติต้มยำกุ้ง, วิกฤติซับไพรม์ ปี 2008 และล่าสุดก็การแพร่ระบาดของโควิด
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นทั้งตลาด ก็ยังได้รับผลกระทบจากนโยบายของภาครัฐและธนาคารกลางด้วย
เช่น การขึ้นภาษี หรือการขึ้นดอกเบี้ย ที่ทำให้ธุรกิจมีต้นทุนสูงขึ้น ก็สามารถทำให้ตลาดปรับตัวลงเหมือนกัน
รวมไปถึงการที่เศรษฐกิจของประเทศ หรือเศรษฐกิจโลกถดถอย ก็ส่งผลต่อตลาดหุ้นโดยรวมได้เช่นกัน
ความเสี่ยงที่กระทบทั้งตลาดแบบนี้ ต่อให้เราจะกระจายลงทุนหุ้น 100 ตัว 1,000 ตัว หรือ 10,000 ตัว ก็ไม่สามารถกำจัดให้หมดไปได้
นั่นจึงทำให้การใส่หุ้น หรือกองทุนเข้าไปในพอร์ตเยอะ ๆ ไม่ได้หมายความว่าจะช่วยลดความเสี่ยงลงไปเรื่อย ๆ จนหมด
ซ้ำร้ายการกระจายการลงทุนที่มากเกินไป ยังทำให้เกิดสิ่งที่คุณ Peter Lynch นักลงทุนในตำนานเรียกว่า “Diworsification”
ซึ่งเป็นการที่นักลงทุนพยายามเพิ่มหุ้นในพอร์ตเพื่อหวังจะกระจายความเสี่ยง แต่การซื้อหุ้นอย่างสะเปะสะปะ กลับไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงลงได้มากอย่างที่ตั้งใจไว้ แถมไปลดโอกาสในการสร้างผลตอบแทนลง
เพราะการกระจายการลงทุนไปในหุ้นให้มากที่สุด บางครั้งเราก็อาจจะเข้าไปลงทุนในธุรกิจกลาง ๆ ที่ไม่ได้โดดเด่นอะไร รวมไปถึงหุ้นของธุรกิจที่เราไม่ได้เข้าใจ
อีกทั้งยังทำให้สัดส่วนของหุ้นคุณภาพสูงหรือหุ้นผู้ชนะในอุตสาหกรรมในพอร์ตของเรานั้น ลดน้อยลงไปด้วย
ซึ่งผลเสียของการให้น้ำหนักหุ้นผู้ชนะน้อยเกินไป ก็อาจทำให้การหวังผลตอบแทนระดับสูงเป็นไปได้ยาก
ยกตัวอย่างเช่น ราคาหุ้น ABC ปรับตัวขึ้นมาถึง 100% ในช่วงปีที่ผ่านมา
โดยพอร์ตหุ้น A มีสัดส่วนหุ้น ABC ในพอร์ตอยู่ 10% ก็จะได้ผลตอบแทนจากหุ้นนี้ไป = 10% x 100% = 10%
ในขณะที่พอร์ตหุ้น B มีสัดส่วนหุ้น ABC ในพอร์ตอยู่แค่ 1% ก็จะได้ผลตอบแทนจากหุ้นนี้ไปเพียงแค่ = 1% x 100% = 1% เท่านั้นเอง
กระจายการลงทุนไปในหุ้นหลายตัวเกินไปก็ไม่ดี แต่ถือหุ้นน้อยตัวก็ดูจะเสี่ยงมาก ๆ
ถึงตรงนี้หลายคนก็คงมีคำถามแล้วว่า ต้องลงทุนหุ้นเป็นจำนวนกี่ตัวดีถึงจะเหมาะสม ?
ก็ต้องตอบว่า ตัวเลขเป๊ะ ๆ เช่น ถือหุ้นแค่ 10 20 30 หรือ 100 ตัว นั้นไม่มี
การจะเลือกว่าในพอร์ตของเราควรมีหุ้นกี่ตัวดี จึงขึ้นอยู่กับสไตล์การลงทุน และประสบการณ์ในการลงทุน ว่ารับความเสี่ยงจากหุ้นได้มากน้อยแค่ไหน
แต่ในความเป็นจริงแล้ว นักลงทุนอย่างเรา ก็ไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างแค่ ลงทุนหุ้นน้อยตัว หรือกระจายการลงทุนให้เยอะที่สุดเพียงอย่างเดียวเสมอไป
เพราะเราสามารถเดินทางสายกลางได้ จากกลยุทธ์การลงทุนที่เรียกว่า “Core and Satellite” เหมือนกัน
ด้วยการแบ่งเงินลงทุนเป็นส่วน Core ที่ลงทุนในกองทุนอิงดัชนี ที่กระจายการลงทุนในหุ้นหลายร้อยตัวทั้งตลาด เพื่อกระจายความเสี่ยง ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ที่สัดส่วนประมาณ 70% ถึง 80%
แล้วอีก 20% ถึง 30% ที่เหลือ ก็เป็นเงินลงทุนส่วน Satellite ที่ลงทุนในหุ้นรายตัว หรือกองทุนที่ลงทุนกระจุกในอุตสาหกรรมที่เราสนใจ
เพื่อเพิ่มน้ำหนักให้กับหุ้นที่เราเชื่อมั่น ซึ่งอาจจะมีอยู่แล้วในกองทุนที่เป็นส่วน Core และเปิดโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น ให้กับพอร์ตการลงทุนโดยรวม
แต่ก็ยังต้องย้ำไว้ตรงนี้ว่า กลยุทธ์ลงทุนแบบ Core and Satellite ก็ยังทำให้เราได้เจอกับความเสี่ยงที่กระทบทั้งตลาดอยู่เหมือนเดิม
ทำให้สุดท้ายแม้เราจะหนีความเสี่ยงไม่พ้น แต่เหรียญอีกด้านของความเสี่ยงนั้น ก็คือโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่มากขึ้นเหมือนกัน
คำถามที่เราควรถามตัวเองในการลงทุนนั้น จึงไม่ใช่การถามว่า ทำอย่างไรให้การลงทุนของเราไม่มีความเสี่ยงเลย
แต่คือการรู้ว่าตัวเองนั้นกำลังเสี่ยงอยู่กับอะไร และเราคาดหวังโอกาสในการสร้างผลตอบแทนได้มากแค่ไหน จากความเสี่ยงที่เรากำลังเจออยู่..
#WealthPreservation
#กองทุน
#Diworsification
References