ทำไม เกษียณไวเกินไป อาจทำให้เราพลาดโอกาสได้ เงินก้อนหลักล้านบาท

ทำไม เกษียณไวเกินไป อาจทำให้เราพลาดโอกาสได้ เงินก้อนหลักล้านบาท

5 ต.ค. 2026
ยิ่งอายุงานเยอะขึ้น เงินเดือนที่มากขึ้น ก็มักมาพร้อมกับความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว
ทำให้มนุษย์เงินเดือนหลายคนที่เหนื่อยล้ากับการทำงาน เริ่มหันมามองเงินในบัญชีธนาคารของตัวเอง แล้วคิดอยากจะลาออกก่อนที่ตัวเองจะมีอายุถึงวัยเกษียณ
ซึ่งเรื่องนี้ หากมองแบบผิวเผินก็อาจจะดูเป็นเรื่องที่ไม่เสียหายอะไร เพราะคนที่ทำงานมานานแล้ว ก็ย่อมมีเงินเก็บเป็นจำนวนมาก แถมยังมีเงินก้อนจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไว้ใช้จ่ายอีกด้วย
แต่รู้ไหมว่า ถ้าเรายังทำงานอยู่ต่อไปอีกสักหน่อย จนครบอายุเกษียณ เราอาจได้รับเงินก้อนหนึ่งเพิ่มเติม ถึงหลักล้านบาทเลยทีเดียว
แล้วเงินก้อนที่ว่า คือเงินอะไร ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
เงินก้อนที่ว่านี้ก็คือ ค่าชดเชยเกษียณ ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างต้องจ่ายให้ลูกจ้าง เมื่อลูกจ้างทำงานถึงอายุเกษียณตามสัญญาการจ้างงานของบริษัท
เพราะตามหลักกฎหมายแล้ว การเกษียณตามอายุ ถือเป็นการเลิกจ้างรูปแบบหนึ่ง ดังนั้นบริษัทต้องจ่ายเงินก้อนให้พนักงาน
ซึ่งโดยปกติแล้ว อายุเกษียณตามสัญญาจ้างงาน จะอยู่ที่ประมาณ 55-60 ปี
แต่หากบริษัทใดไม่ได้ระบุอายุเกษียณไว้ในสัญญาจ้าง กฎหมายจะกำหนดไว้ที่อายุ 60 ปี
แล้วค่าชดเชยเกษียณที่เราควรได้รับ มีสูตรคำนวณอย่างไร ?
ก็ขึ้นอยู่กับว่า เรามีอายุงานเท่าไร นับตั้งแต่วันแรกของการเข้ามาทำงานในบริษัท
- ถ้าอายุงานไม่น้อยกว่า 120 วัน แต่ไม่ถึง 1 ปี จะได้ค่าชดเชย 30 วัน
- อายุงานไม่น้อยกว่า 1 ปี แต่ไม่ถึง 3 ปี จะได้ค่าชดเชย 90 วัน
- อายุงานไม่น้อยกว่า 3 ปี แต่ไม่ถึง 6 ปี จะได้ค่าชดเชย 180 วัน
- อายุงานไม่น้อยกว่า 6 ปี แต่ไม่ถึง 10 ปี จะได้ค่าชดเชย 240 วัน
- อายุงานไม่น้อยกว่า 10 ปี แต่ไม่ถึง 20 ปี จะได้ค่าชดเชย 300 วัน
- อายุงาน 20 ปีขึ้นไป จะได้ค่าชดเชย 400 วัน
วิธีการคำนวณก็คือ เอาเงินเดือนสุดท้ายของเราหารด้วย 30 จะได้ค่าจ้างต่อวันของเรา จากนั้นก็คูณด้วยจำนวนวันที่เราจะได้เงินชดเชย
เช่น หากเราเข้างานที่บริษัทแห่งนี้ตอนอายุ 30 ปี แล้วเกษียณตามอายุสัญญาที่ 55 ปี
แปลว่า เรามีอายุงานในบริษัทเกิน 20 ปีแล้ว และมีสิทธิได้รับค่าชดเชย 400 วัน
ถ้าเงินเดือนสุดท้ายของเราคือ 75,000 บาท ให้นำ 75,000 มาหาร 30 จะได้ค่าจ้างต่อวันเท่ากับ 2,500 บาท
ให้นำ 2,500 ไปคูณกับ 400 จะได้ค่าชดเชยเกษียณที่เราจะได้รับเท่ากับ 1,000,000 บาท พอดี
แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า เงินก้อนนี้จัดเป็นรายได้ ต้องนำไปยื่นภาษีด้วย
ซึ่งหากเรามีอายุงานเกิน 5 ปี สามารถนำเงินก้อนที่ได้รับจากการเกษียณอายุ ไปยื่นภาษีแยกต่างหากจากรายได้ปกติได้ ตามมาตรา 48 (5) ทำให้จ่ายภาษีน้อยลง
เพราะเราสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 2 ส่วน
ค่าใช้จ่ายส่วนแรก ให้นำ 7,000 ไปคูณกับอายุงานของเรา
จากตัวอย่าง เรามีอายุงาน 25 ปี จะมีค่าใช้จ่ายส่วนแรก เท่ากับ 7,000 x 25 = 175,000 บาท
ค่าใช้จ่ายส่วนที่ 2 มีสูตรคำนวณคือ 50% x (ค่าชดเชยเกษียณ - ค่าใช้จ่ายส่วนแรก)
จากตัวอย่าง คือ 50% x (1,000,000 - 175,000) = 412,500 บาท
จากนั้นก็เอาไปคำนวณเป็นเงินได้สุทธิ เพื่อเสียภาษีจากสูตร
เงินได้สุทธิ = ค่าชดเชยเกษียณ - ค่าใช้จ่ายส่วนแรก และส่วนที่ 2
แปลว่าจากตัวอย่าง เงินได้สุทธิ จะเท่ากับ 1,000,000 - 175,000 - 412,500 = 412,500 บาท
แต่ตอนยื่นภาษีตามมาตรา 48 (5) มีส่วนที่ต่างจากการยื่นภาษีเงินได้ปกตินิดหน่อย ตรงที่เงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรก จะไม่ได้รับการยกเว้นภาษี
ทำให้รายได้ 300,000 บาทแรก จะถูกคิดอัตราภาษีที่ 5% แปลว่า จากตัวอย่างจะมีวิธีการคำนวณภาษีแบบนี้
ภาษีขั้นแรก 300,000 x 5% = 15,000 บาท
ภาษีขั้นที่สอง (412,500 - 300,000) x 10% = 11,250 บาท
รวมภาษีที่ต้องจ่ายเท่ากับ 26,250 บาทนั่นเอง
และนี่ก็คือตัวอย่างการคำนวณเงินชดเชยเกษียณที่เราควรได้ และภาษีที่เราต้องจ่าย
อย่างไรก็ตาม ก็มีข้อควรระวังว่า ถ้าเราสมัครใจลาออกเอง ก่อนถึงอายุเกษียณที่บริษัทกำหนด ก็จะไม่ได้รับเงินก้อนนี้
จึงทำให้บางคนที่มีตำแหน่งหน้าที่การงานดี เงินเดือนสูง แต่ตัดสินใจลาออกก่อนถึงอายุเกษียณเพียงไม่กี่ปี ก็ทำให้พลาดเงินก้อนหลักล้านบาทนี้ไปอย่างน่าเสียดาย
ดังนั้นหากใครมีอายุงานเยอะแล้ว แล้วกำลังตัดสินใจลาออกจากงาน ก็ควรพิจารณาให้ดีว่า อายุเกษียณของเราใกล้เข้ามาแล้วหรือยัง
เพราะบางที การชิงลาออกก่อนอายุเกษียณเพียงไม่กี่เดือน อาจทำให้เราพลาดโอกาสรับเงินชดเชยถึงหลักล้านบาทเลยก็ได้..
#WealthPreservation
#วางแผนการเงิน
#เงินเกษียณ
References
© 2026 WealthThink. All rights reserved. Privacy Policy.