ทำไม เกือบ 7 ใน 10 ของมหาเศรษฐีติดอันดับโลก รวยเงียบ ๆ แบบไม่เข้าตลาดหุ้น

ทำไม เกือบ 7 ใน 10 ของมหาเศรษฐีติดอันดับโลก รวยเงียบ ๆ แบบไม่เข้าตลาดหุ้น

12 ต.ค. 2026
เวลาพูดถึงมหาเศรษฐีระดับโลก เราจะนึกถึงเจ้าของบริษัทยักษ์ใหญ่ในตลาดหุ้น เช่น Mark Zuckerberg, Elon Musk หรือ Jeff Bezos 
จนทำให้หลายคนมองว่า การเอาบริษัทเข้าตลาดหุ้น คือหนทางสู่การก้าวขึ้นเป็นเศรษฐี ผู้มีความมั่งคั่งติดอันดับโลก 
แต่การสำรวจจาก Altrata's Billionaire Census ในปี 2025 ที่ผ่านมา ซึ่งได้เก็บข้อมูล Billionaires หรือ มหาเศรษฐีที่มีความมั่งคั่ง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป ที่ส่วนใหญ่ก็จะติดอยู่ในการจัดอันดับของ Forbes หรือ Bloomberg 
กลับพบว่า 68% ของ Billionaires เหล่านั้น มีธุรกิจที่สร้างความมั่งคั่งให้ตัวเอง อยู่นอกตลาดหุ้น
พูดง่าย ๆ ก็คือ มหาเศรษฐีติดอันดับโลก เกือบ 7 ใน 10 คน สามารถสร้างความร่ำรวยได้ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าตลาดหุ้นเลย
แล้วถ้าหากสงสัย ว่ามีเหตุผลอะไรที่ทำให้มหาเศรษฐีมากมาย ต้องเก็บบริษัทของตัวเองไว้รวยเงียบ ๆ ไม่เข้าตลาดหุ้นแบบนี้ ? 
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
1. ธุรกิจทำเงินได้มากพอ จนไม่จำเป็นต้องเข้าตลาดหุ้น 
ถ้าเป้าหมายหลักของการเข้าตลาดหุ้นคือ การระดมทุนเพื่อหาเงินไปขยายกิจการ 
บริษัทของเหล่ามหาเศรษฐีรวยเงียบ บางแห่งก็ไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น ด้วยเหตุผลสั้น ๆ ก็คือ บริษัททำเงินได้มากพออยู่แล้ว 
เช่น Cargill หนึ่งในบริษัทการเกษตรที่ใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ซึ่งตระกูล Cargill-MacMillan เป็นเจ้าของ และแน่นอนไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น 
ก็มีรายได้ในงบการเงินปี 2026 (Cargill ปิดงบทุกวันที่ 31 พฤษภาคม) มากถึง 5,524,750 ล้านบาท 
ถ้าคิดภาพความมหาศาลไม่ไหว เทียบให้เห็นภาพง่าย ๆ ก็คือ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ที่ใช้ดูแลคนทั้งประเทศไทย ยังอยู่ที่ 3,780,600 ล้านบาท เท่านั้นเอง 
การจะระดมทุนจากตลาดหุ้น ที่ต้องผ่านขั้นตอนยุ่งยาก เปิดเผยเอกสารมากมาย แถมยังมีค่าใช้จ่าย จึงไม่ได้จำเป็นเลย สำหรับบริษัทแบบนี้ 
เพราะถ้าอยากขยายกิจการ บริษัทเหล่านี้ก็แค่แบ่งเงินสดมหาศาลที่ทำได้ในแต่ละปี ซึ่งอาจจะมีการกู้เงินดอกเบี้ยต่ำบ้าง มาลงทุนขยายกิจการ หรือซื้อกิจการอื่นเมื่อเห็นควร เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว 
ซึ่งจากการสำรวจของทาง Altrata พบว่าธุรกิจของเหล่ามหาเศรษฐีรวยเงียบนอกตลาดหุ้นทั้งหลาย ส่วนใหญ่จะอยู่ในธุรกิจการเงิน, อุตสาหกรรม, ธุรกิจบริการ, อสังหาริมทรัพย์ และอาหาร 
โดยธุรกิจเหล่านี้ ต่างก็มีโมเดลธุรกิจที่สร้างกระแสเงินสดได้จำนวนมาก รวมถึงสามารถใช้สินทรัพย์ที่มีเป็นหลักประกันในการกู้เงินได้ จึงไม่จำเป็นต้องใช้เงินทุนจากตลาดหุ้นเข้ามาเสริม
2. ไม่ต้องการเสียอำนาจควบคุม เพื่อแลกกับเงินทุน
เวลาที่เอาบริษัทเข้าตลาดหุ้น สัดส่วนการถือหุ้นของเจ้าของเก่าจะลดลง จากการที่บริษัทออกหุ้นใหม่ ให้นักลงทุนทั้งรายย่อยและสถาบัน มาจับจองกันเป็นเจ้าของหุ้น จนทำให้ได้ส่วนแบ่งกำไรน้อยลง เรียกกันว่า Dilution Effect 
แต่เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่เจ้าของธุรกิจหลายคนยิ่งไม่อยากเสียมากกว่าตัวเงินจากกำไร คืออำนาจในการควบคุมธุรกิจของตนเอง 
เพราะตัวเลขสัดส่วนการถือหุ้นที่ลดลง ในอีกด้านหนึ่งก็คือ สิทธิ์ออกเสียงเพื่อผลักดันนโยบายต่าง ๆ ในการดำเนินธุรกิจ ผ่านที่ประชุมผู้ถือหุ้นที่ลดลงเหมือนกัน 
จากแต่ก่อนที่นัดคุยกันแค่กับญาติพี่น้องก็ได้ ตอนนี้กลายเป็นมีคนนอก เข้ามาถามคำถามกดดันมากมาย หรือซ้ำร้ายอาจต้องเจอกับนักลงทุนประเภท Activist Investor สายโหด ที่เข้ามาเพื่อรีดกำไรจากบริษัทให้ได้ทุกเม็ด 
การไม่เข้าตลาดหุ้นจึงเป็นการเก็บอำนาจควบคุมไว้กับคนในครอบครัว ซึ่งบางครั้งก็เข้าใจเหตุผลในการตัดสินใจมากกว่า และดำเนินการต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว 
เช่น บริษัทต้องการจะลงทุนในโครงการที่คืนทุนในอีก 10 ปีข้างหน้า หรืออยากจะงดจ่ายปันผลสัก 2-3 ปี เพื่อตุนเงินสำรอง ไว้พาบริษัทผ่านวิกฤติหนักไปก่อน
ก็สามารถทำได้โดยใช้เวลาไม่นาน และไม่จำเป็นจะต้องปั้นแต่งคำอธิบายให้คนนอกนับ 10,000 คนเข้าใจ เหมือนกับบริษัทในตลาดหุ้น 
แถมไม่ต้องเสี่ยงว่าความลับในการทำธุรกิจของบริษัทจะรั่วไหล จากการที่ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลต่าง ๆ มากมาย เหมือนบริษัทในตลาดหุ้นด้วย
3. บริษัทมีช่องทางอื่นให้ระดมทุนได้ ไม่ต้องรอ IPO
อีกสิ่งที่น่าสนใจจากการสำรวจก็คือ สัดส่วนของ Billionaires ที่ธุรกิจอยู่นอกตลาดหุ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานั้น แทนที่จะลดลง ตามตลาดหุ้นที่พัฒนาขึ้น
สัดส่วนนั้นกลับเพิ่มขึ้นแทน จากแค่ 60% ในปี 2015 กลายเป็น 68% ในปี 2025 
เพราะในปัจจุบันนี้ ตลาดหุ้นไม่ใช่ที่ระดมทุนเดียวสำหรับธุรกิจอีกต่อไป 
ปัจจุบันนี้ เหล่าบริษัทเทคโนโลยีรุ่นใหม่ หรือ Startup ก็มีกองทุน Venture Capital หรือ VC ที่พร้อมให้ทุนในการทำธุรกิจ 
ในขณะเดียวกัน ธุรกิจครอบครัวเก่าแก่ ก็มีเหล่ากองทุน Private Equity, Private Credit และนักลงทุนสถาบันมากมาย
ที่พร้อมจะให้ระดมทุน โดยที่บริษัทเหล่านั้น ไม่จำเป็นต้องอยู่ในตลาดหุ้นเลย 
อย่างไรก็ตาม สำหรับบริษัทที่ต้องการเงินทุนจำนวนมาก เพื่อเติบโตไปสู่ระดับโลกได้อย่างรวดเร็ว ก็ยังคงใช้ตลาดหุ้นเป็นที่ระดมทุนอยู่
อย่างเช่น Anthropic บริษัทเจ้าของ Claude AI ที่ผู้ก่อตั้งอย่าง Dario Amodei และผู้ก่อตั้งอีกหลายคน ก็กลายเป็น Billionaires ไปแล้ว ตั้งแต่บริษัทยังอยู่นอกตลาดหุ้น 
แต่ Anthropic ก็ต้องการ IPO เข้าตลาดหุ้น เพื่อระดมทุนสำหรับทำธุรกิจ เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนในการพัฒนา AI เป็นจำนวนมาก
หรือบางบริษัทก็ต้องการเข้าตลาดหุ้น เพื่อให้หุ้นในมือของผู้ก่อตั้ง นักลงทุน และพนักงาน ซื้อง่ายขายคล่องมากขึ้น
อย่างเช่น Facebook ที่เข้าตลาดหุ้น เพื่อให้ Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้ง, นักลงทุนรายแรก และพนักงานที่ได้หุ้นของบริษัท สามารถซื้อขายหุ้นในมือได้ง่าย ๆ ผ่านตลาดหุ้น
โดยยังเก็บอำนาจในการควบคุมธุรกิจไว้กับคนวงใน ผ่านการแบ่งหุ้นเป็น Class B สำหรับผู้ก่อตั้ง และนักลงทุนกลุ่มแรกถือ 
ซึ่งให้สิทธิ์ออกเสียงในการโหวตมากกว่า หุ้น Class A สำหรับนักลงทุนทั่วไป อยู่ถึง 10 เสียง 
จะเห็นได้ว่า การเข้าตลาดหุ้นนั้น ไม่ได้เป็นจุดหมายสุดท้ายของเจ้าของธุรกิจทุกคนเสมอไป 
เพราะยังมีธุรกิจมากมาย ที่ต้องการส่งต่อธุรกิจ ให้กับคนในตระกูล โดยไม่อยากให้คนนอกเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการตัดสินใจ สูตรลับในการทำธุรกิจ และความมั่งคั่ง
มหาเศรษฐีหลายคน จึงเลือกสร้างความมั่งคั่งระดับ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และส่งต่อมันให้กับลูกหลานแบบเงียบ ๆ ต่อไป 
โดยไม่จำเป็นต้องมีชื่อบริษัทของตัวเอง อยู่ในตลาดหุ้นที่ไหนบนโลกเลย.. 
#WealthCreation
#โมเดลธุรกิจ
#รวยเงียบ
References
© 2026 WealthThink. All rights reserved. Privacy Policy.