
บทเรียนส่งต่อมรดก ศึกชิงอาณาจักรไวน์ 300,000 ล้าน ระหว่างทายาทในบ้าน vs ผู้บริหารนอกตระกูล
25 มิ.ย. 2026
หนึ่งในปัญหาที่น่าปวดตับที่สุดของคนรวย อย่างคุณ Pierre Castel มหาเศรษฐีชาวฝรั่งเศส วัย 99 ปี ผู้ก่อตั้ง Castel Group อาณาจักรไวน์หรูที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของโลก
ก็คือการส่งต่อมรดกให้กับทายาท ไม่ให้เกิดเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันระหว่างคนในตระกูล
ทำให้เขาได้วางโครงสร้างไม่ให้เกิดความขัดแย้งระหว่างทายาททั้ง 5 สายของตระกูลเขาได้สำเร็จ
ทุกอย่างเกือบจะไปได้สวย เพียงแต่สิ่งที่เขาทำพลาดไป คือการให้อำนาจมากเกินไป กับผู้บริหารมืออาชีพ ที่เป็นบุคคลภายนอกตระกูล
จนเกิดเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผู้บริหารที่เป็นทายาทในตระกูล ผู้รับสืบทอดกิจการตามกฎหมาย กับกลุ่มผู้บริหารมืออาชีพนอกตระกูล ที่กุมอำนาจธุรกิจไว้อย่างเบ็ดเสร็จ
แล้วเรื่องราวความขัดแย้งระหว่างทายาทในตระกูล กับผู้บริหารนอกตระกูลของ Castel Group จะเข้มข้น และน่าติดตามแค่ไหน ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
ก่อนที่ Castel Group จะกลายมาเป็นอาณาจักรไวน์หรูที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลกได้อย่างทุกวันนี้ มีจุดเริ่มต้นมาจากลูกชายผู้อพยพชาวสเปนที่ชื่อว่าคุณ Pierre Castel
ในวัยเด็ก คุณ Pierre Castel ได้ออกจากโรงเรียนกลางคัน เพื่อช่วยพ่อของเขาทำงานในไร่ไวน์แถวเมืองบอร์โด แหล่งผลิตไวน์ที่ขึ้นชื่อของฝรั่งเศส
คุณ Pierre Castel ได้สั่งสมประสบการณ์ในอุตสาหกรรมไวน์ ตั้งแต่ที่เขายังเป็นแรงงานในไร่องุ่น ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ผลิตไวน์
จนในวัย 23 ปี เขาได้ร่วมลงขันกับพี่น้องทั้ง 8 คนของเขา ก่อตั้งบริษัทค้าส่งไวน์ขึ้นมา
ก่อนที่ต่อมาเขาจะขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดใหม่ คือกลุ่มประเทศอาณานิคมฝรั่งเศสในแอฟริกา และขยายเข้าสู่ธุรกิจการบรรจุขวดไวน์ รวมถึงการไล่ซื้อไร่องุ่น
และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้คุณ Pierre Castel ก้าวกระโดดจากแรงงานเก็บองุ่น สู่เจ้าของไร่องุ่น และเจ้าของอาณาจักรไวน์หรูได้สำเร็จ
ปัจจุบัน Castel Group เป็นเจ้าของแบรนด์เครื่องดื่ม 3 ประเภทหลัก คือ
- ไวน์ เช่น แบรนด์ Baron de Lestac และ Roche Mazet
- เบียร์ เช่น แบรนด์ Castel Beer และ Flag
- น้ำอัดลม และน้ำผลไม้ เช่น แบรนด์ Djino และ Youki
แม้บริษัท Castel Group จะเป็นบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหุ้น แต่มีการคาดการณ์กันว่า บริษัทมีรายได้ปีละประมาณ 250,000 ล้านบาท และมีมูลค่าบริษัทสูงถึง 330,000 ล้านบาท
ด้วยมูลค่าที่มากขนาดนี้ ประกอบกับผู้ก่อตั้งอย่างคุณ Pierre ตอนนี้อายุเกือบ 100 ปีแล้ว จึงต้องมีการวางโครงสร้างการสืบทอดธุรกิจให้รัดกุม
โดยคุณ Pierre เลือกที่จะครอบอาณาจักรธุรกิจแห่งนี้ให้อยู่ภายใต้กอง Trust ที่จดทะเบียนในสิงคโปร์
สำหรับกอง Trust ที่คุณ Pierre ตั้งขึ้น จัดเป็นกอง Trust ประเภท Irrevocable Trust
ซึ่งเมื่อผู้ก่อตั้ง Trust โอนทรัพย์สินอะไรเข้ากอง Trust แล้ว จะไม่สามารถยกเลิก หรือแก้เงื่อนไขอะไรได้อีก
โดยมี Trustee เป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ให้ทั้งหมด และ Trustee ในกอง Trust นี้ก็คือ SG Trust (Asia) บริษัทย่อยของธนาคารยักษ์ใหญ่สัญชาติฝรั่งเศสอีกที
แต่ความซับซ้อนของเรื่องนี้คือ คุณ Pierre ไม่ได้โยนหุ้นในบริษัทเข้ากอง Trust นี้ตรง ๆ
แต่กลับสร้างกองทุนที่ชื่อ Investment Beverage Business Fund (IBBF) ขึ้นมาถือหุ้นในบริษัท Holdings ที่ถือหุ้นในบริษัทต่าง ๆ ของ Castel Group อีกชั้นหนึ่ง
และให้กอง Trust ถือทรัพย์สินในกองทุนนี้เท่านั้น แต่จะไม่มีอำนาจในการบริหารกองทุน
เพราะกองทุน IBBF ถูกบริหารจัดการโดยบริษัท Investment Beverage Business Management (IBBM)
พูดง่าย ๆ คือ บริษัท IBBM เป็นหัวใจสำคัญในการควบคุมทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูล Castel อย่างแท้จริง
ใครที่มีอำนาจในบริษัท IBBM ก็สามารถแต่งตั้ง หรือปลดผู้บริหารของบริษัทในเครือ Castel Group ได้
ส่วนกอง Trust ที่คุณ Pierre สร้างขึ้น ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ถือครองหุ้นในนามเท่านั้น และมีหน้าที่แค่ส่งเงินปันผลไปให้เหล่าทายาทของตระกูล Castel ตามที่คุณ Pierre กำหนดเงื่อนไขไว้ตั้งแต่แรก
เพราะคุณ Pierre ตั้งใจจะแยกสิทธิในการบริหาร และสิทธิการรับผลประโยชน์จากเงินปันผล ออกจากกัน
โดยคุณ Pierre ได้มอบสิทธิในการบริหารธุรกิจทั้งหมด ให้กับคุณ Gregory Clerc ซึ่งเป็นทั้ง CEO และกรรมการในบริษัท IBBM ด้วย
นอกจากนี้ยังมีตัวละครสำคัญที่อยู่ในฝั่งของผู้บริหารนอกตระกูลอย่างประธานกรรมการบริษัท IBBM คือคุณ Pierre Baer
ส่วนฝั่งผู้บริหารที่เป็นคนในตระกูลก็มีอยู่หลายคน แต่ที่เป็นตัวละครหลักในความขัดแย้งครั้งนี้คือ คุณ Alain Castel หลานของผู้ก่อตั้ง
เขาดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารที่ดูแลธุรกิจไวน์ทั้งหมด และมีส่วนช่วยในการขยายธุรกิจนี้ให้แข็งแกร่งในฝรั่งเศส ตั้งแต่ช่วงแรก ๆ
จุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง เริ่มมาจากคุณ Alain ถูก CEO อย่างคุณ Gregory ปลดออกจากการเป็นกรรมการในบริษัท Holdings ท่ามกลางความสงสัยของคนในตระกูล
ทำให้คุณ Alain ถูกลดบทบาทในส่วนของการดูแลธุรกิจในภาพรวมผ่านบริษัท Holdings เหลือเพียงแค่บทบาทของผู้บริหารในส่วนธุรกิจไวน์เท่านั้น
คุณ Alain จึงมองว่าคุณ Gregory ต้องการยึดอำนาจการบริหารธุรกิจจากทายาทในตระกูล
เขาจึงร่วมมือกับทายาทคนอื่น ๆ เพื่อปลดคุณ Gregory ออกจากกรรมการบริษัท IBBM ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการกุมอำนาจในธุรกิจทั้งหมด
เรื่องราวดูเหมือนว่าฝ่ายทายาทในตระกูลจะเป็นฝ่ายชนะ เพราะสามารถรวมเสียงโหวตได้มากกว่า 97%
แต่คุณ Baer ผู้เป็นประธานกรรมการบริษัท IBBM และถือหุ้นใน IBBM 3%
ได้ยกเงื่อนไข และเจตนารมณ์ของ Trust ที่ต้องการแยกสิทธิในการบริหาร ออกจากสิทธิในการรับผลประโยชน์ของเหล่าทายาท มาเป็นข้ออ้างในการระงับผลการโหวตในครั้งนี้
เหล่าทายาทในตระกูล Castel จึงต้องนำเรื่องนี้มาฟ้องศาลสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่กอง Trust ของตระกูลจดทะเบียนอยู่
โดยล่าสุดศาลสิงคโปร์ มีคำสั่งให้คุณ Baer และคุณ Gregory ละเว้นในการดำรงตำแหน่งในบริษัท IBBM ชั่วคราว จนกว่าศาลจะตัดสินคดีนี้ให้ถึงที่สุด
ซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อไปว่า สุดท้ายแล้วศาลสิงคโปร์จะมีคำตัดสินออกมาอย่างไร ?
เพราะคำตัดสินของศาลในสิงคโปร์ จะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดว่า ในอนาคตใครจะเป็นผู้มีสิทธิในการคุมธุรกิจทั้งหมดในอาณาจักร Castel Group
แต่ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร เรื่องราวของการส่งต่อธุรกิจของคุณ Pierre Castel ก็เป็นกรณีศึกษาให้เราอย่างดี
ว่าบางครั้งการวางโครงสร้างธุรกิจให้ซับซ้อน และมอบอำนาจให้ผู้บริหารมืออาชีพมาดูแลธุรกิจแทน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทายาททะเลาะกัน
อาจเป็นการแก้ปัญหาหนึ่ง เพียงเพื่อจะสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาได้
เพราะการมองเรื่องการสืบทอดกิจการ เป็นเพียงธุรกรรมทางกฎหมาย แทนที่จะเป็นการเปลี่ยนผ่านของครอบครัว
ก็อาจจะกลายเป็นการเปิดช่องว่างให้บุคคลภายนอก อาศัยช่องโหว่ของกฎและโครงสร้างที่ซับซ้อน มาใช้กีดกันทายาทที่แท้จริง ออกจากธุรกิจที่ครอบครัวสร้างกันมาหลายรุ่นได้เช่นกัน..
#WealthTransfer
#วางแผนมรดก
#CastelGroup
References