
มูรากามิ โยชิอากิ นักลงทุนสายเดือด แห่งตลาดหุ้นญี่ปุ่น ผู้บริหารเงินลงทุน 100,000 ล้าน
2 ก.ย. 2026
ก่อนจะปรับตัวขึ้นมาแรงในช่วงที่ผ่านมานี้ ตลาดหุ้นญี่ปุ่นในยุคหนึ่ง ก็มีความคล้ายคลึงกับตลาดหุ้นไทย
ตรงที่นักลงทุนมักจะถือหุ้นอยู่เงียบ ๆ ไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงในการประชุมผู้ถือหุ้น และปล่อยให้การบริหารธุรกิจเป็นเรื่องของผู้บริหารของบริษัท
แต่ทุกสิ่งก็เปลี่ยนไป เมื่อมีข้าราชการหนุ่มคนหนึ่ง ตัดสินใจลาออกจากงานราชการที่มั่นคง แล้วเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และความเสี่ยงมากมาย
สไตล์การลงทุนของเขาค่อนข้างแปลกใหม่ในยุคนั้น เพราะเขาจะเข้าไปกว้านซื้อหุ้นในบริษัทให้ได้มากที่สุด
แล้วเข้าไปกดดันให้ผู้บริหารบริษัท ทำในสิ่งที่เขาเชื่อว่าเป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ดีที่สุด ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าบริษัทได้
เขาคนนี้ มีชื่อว่า คุณมูรากามิ โยชิอากิ ผู้ก่อตั้งกองทุน City Index Eleventh
แล้วเรื่องของชายคนนี้จะน่าสนใจมากแค่ไหน ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
อันที่จริงคุณโยชิอากิ คุ้นเคยกับการลงทุนในตลาดหุ้นมาตั้งแต่เด็กแล้ว
ตั้งแต่อายุ 9 ขวบ พ่อของเขาที่เป็นเจ้าของบริษัทนำเข้าส่งออก เคยให้เงินเขาไปเริ่มต้นลงทุนเป็นจำนวนเงินมากถึงเกือบ 800,000 บาท
โดยเขานำเงินก้อนนั้นไปซื้อหุ้นของบริษัท Sapporo Holdings ซึ่งเป็นบริษัทเบียร์ยี่ห้อดังในญี่ปุ่นโดยคิดเหตุผลง่าย ๆ ว่า พ่อของเขาชอบดื่มเบียร์
คุณโยชิอากิ เป็นเด็กหัวดี จึงสามารถสอบเข้าและเรียนจบมหาวิทยาลัยโตเกียว ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของญี่ปุ่นในปี 1983
หลังจากนั้นเขาก็ได้เข้าทำงานเป็นข้าราชการ ในกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น หรือ METI
ซึ่งนับว่าเป็นกระทรวง ที่รวบรวมข้าราชการระดับหัวกะทิ ในการพัฒนาให้ญี่ปุ่นกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ในช่วงที่เขาทำงานราชการอยู่ เขามีโอกาสได้พบปะกับผู้บริหารของบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งมากมาย
และนิสัยที่เขาชอบทำก่อนพบปะผู้บริหาร ก็คือการศึกษาเกี่ยวกับธุรกิจ และงบการเงินของแต่ละบริษัท
เขาพบว่า บริษัทญี่ปุ่นหลายแห่ง มักจะบริหารกันอย่างระมัดระวัง คือนอกจากจะไม่ค่อยชอบกู้ยืมเงินกันแล้ว
บริษัทหลายแห่งยังเก็บเงินสดไว้ในบริษัทเป็นจำนวนมาก แทนที่จะนำเงินไปลงทุนขยายธุรกิจ
ด้วยหน้าที่ของเขาในกระทรวงเศรษฐกิจ ที่ต้องโน้มน้าวให้บริษัทเอกชนลงทุน เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ
หลายครั้งเขาพบว่า ผู้บริหารของบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านั้น ไม่ค่อยฟังคำแนะนำจากข้าราชการอย่างเขาสักเท่าไร
ทำให้เขาเริ่มคิดว่า เขาอาจจะทำหน้าที่แบบเดียวกันนี้ได้ดีกว่า ถ้าเขาสวมหมวกเป็นนักลงทุน
ในปี 2000 เขาจึงเริ่มก่อตั้งกองทุนของตัวเองขึ้นมา ชื่อว่า Murakami Fund ตามนามสกุลของเขา และเปิดรับเงินทุนจากนักลงทุนรายอื่น ๆ
กลยุทธ์การลงทุนของเขาก็คือ การมองหาบริษัทเป้าหมาย ที่ราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น แล้วเข้าซื้อหุ้นให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ตัวเองมีอำนาจมากพอในการควบคุมกิจการ
จากนั้นเขาก็จะเข้าไปพบผู้บริหาร แล้วใช้อำนาจจากการเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ กดดันให้บริษัททำตามกลยุทธ์ที่เขาเสนอ เพื่อช่วยเพิ่มมูลค่าบริษัทให้สูงขึ้น
เช่น การนำเงินออกมาจ่ายปันผลมากขึ้น, การนำธุรกิจย่อยที่มีการเติบโตสูง เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้น หรือแม้แต่การแนะนำให้ควบรวมกิจการกับบริษัทอื่น
ซึ่งนักลงทุนที่ใช้กลยุทธ์แบบนี้ จะถูกเรียกว่า “Activist Investor”
ชื่อเสียงของเขาเริ่มเป็นที่พูดถึงกันในแวดวงธุรกิจของญี่ปุ่นมากขึ้น พร้อม ๆ กับขนาดกองทุนของเขาที่เติบโตเกินกว่า 100 เท่า จาก 3,800 ล้านเยน สู่ 500,000 ล้านเยน หรือเกือบ 100,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียง 7 ปี
ทำให้ผู้บริหารบริษัทชั้นนำหลายแห่งของญี่ปุ่น ต่างหวาดกลัวเมื่อเห็นชื่อเขาอยู่บนรายชื่อผู้ถือหุ้น
เพราะนั่นแปลว่า เหล่าผู้บริหารจะต้องคอยรับมือ กับสารพัดกลยุทธ์ที่คุณโยชิอากิ จะงัดออกมาใช้ เพื่อให้บริษัทคายมูลค่าบริษัทที่ซ่อนไว้ ออกมาเป็นกำไรให้กับเขา
แต่สุดท้ายพ่อมดแห่งตลาดหุ้นญี่ปุ่นอย่างคุณโยชิอากิ ก็ต้องพลาดพลั้ง เมื่อเขาหมายตาจะเข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท Nippon Broadcasting System
เพื่อหวังให้บริษัทนี้เข้าควบรวมกับ Fuji Television เพื่อเพิ่มมูลค่าบริษัทให้สูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ก็มีการสอบสวนพบว่าคุณโยชิอากิ ใช้ข้อมูลภายในเพื่อเข้าซื้อหุ้นใน Nippon Broadcasting System
เขาถูกตัดสินจำคุก 2 ปี และถูกปรับเป็นจำนวนเงินเท่ากับกำไรที่เขาได้ทั้งหมด จากการซื้อขายหุ้นในครั้งนั้น
เขากล่าวขอโทษต่อหน้าสื่อมวลชน พร้อมกับกล่าวว่าจะวางมือจากการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นแล้ว
หลังจากนั้นเขาก็หายหน้าไปจากญี่ปุ่นอยู่หลายปี โดยหันไปลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่สิงคโปร์แทน
ขณะที่ลูกน้องเก่าของเขาหลายคน ก็ออกมาเปิดกองทุนของตัวเอง โดยใช้กลยุทธ์แบบเดียวกับที่คุณโยชิอากิใช้
จนกระทั่งเขากลับญี่ปุ่นอีกครั้งในปี 2015 โดยคราวนี้เขากลับมาในฐานะนักลงทุนหัวขบถอีกเช่นเคย และก่อตั้งบริษัทด้านการลงทุนแห่งใหม่ที่ชื่อว่า City Index Eleventh
เขาเริ่มปัดฝุ่นนำกลยุทธ์ที่เขาเคยใช้เมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว กลับมาใช้ใหม่
โดยการลงทุนที่ทำกำไรให้เขาได้มากที่สุด คือการเข้าซื้อหุ้น Cosmo Energy Holdings บริษัทพลังงาน เจ้าของโรงกลั่นน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของญี่ปุ่น
โดยเขาได้เข้าซื้อหุ้นเพื่อเรียกร้องให้บริษัท นำบริษัทลูกที่ทำธุรกิจพลังงานสะอาด มาจดทะเบียนในตลาดหุ้นแยกออกมาอีกบริษัท เพื่อปลดล็อกมูลค่าหุ้น
อย่างไรก็ตาม เรื่องก็ไม่ได้ง่ายแบบนั้น เพราะทางบริษัท Cosmo ไม่ยอม และเตรียมจะใช้กลยุทธ์ตอบโต้ด้วยการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้นักลงทุนรายย่อย แต่ไม่เสนอขายให้กับกองทุน City Index Eleventh ของคุณโยชิอากิ
เพื่อตั้งใจจะลดสัดส่วนความเป็นเจ้าของบริษัทของคุณโยชิอากิ ที่ตอนนี้ถือหุ้นอยู่ 20% ลง
คุณโยชิอากิ จึงตอบโต้กลับด้วยการจะยื่นฟ้องต่อศาล ว่าบริษัทตั้งใจกีดกันสิทธิความเป็นผู้ถือหุ้นของเขาด้วย
ในระหว่างที่คุณโยชิอากิ กำลังรอศาลตัดสินอยู่นั้น ในอีกทางหนึ่ง เขาก็เริ่มมองหากลุ่มทุนใหญ่อีกกลุ่ม ที่จะมารับซื้อหุ้นของเขา ในขณะที่เขายังมีกำไรอยู่
และเขาก็ได้เจรจาขายหุ้นให้กับบริษัท Iwatani บริษัทพลังงานอีกแห่งที่เข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์กับบริษัท Cosmo
แม้การต่อสู้ระหว่างเขากับบริษัท Cosmo จะจบลงก่อนที่เราจะรู้ผลแพ้ชนะ แต่ดีลการขายหุ้นในครั้งนั้น ก็ทำให้เขาได้รับกำไรมากถึงเกือบ 22,000 ล้านบาท
และโชคชะตาก็นำพาให้เขากลับมาแก้มือกับบริษัท Fuji Media Holdings บริษัทแม่ของ Fuji Television บริษัทที่เคยทำให้เขาต้องปิดกองทุนอีกครั้ง
เมื่อมีกระแสข่าวเกี่ยวกับการคุกคามทางเพศต่อผู้ประกาศข่าวหญิงของบริษัท ทำให้ราคาหุ้นตกลงมาอย่างหนัก
คุณโยชิอากิ เล็งเห็นโอกาสที่จะเข้าซื้อหุ้นบริษัทแห่งนี้ และกลับมายื่นข้อเสนอในการปรับปรุงองค์กรให้กับบริษัทแห่งนี้อีกครั้ง
แต่คราวนี้เขาไม่ได้ต่อสู้กับบริษัทแห่งนี้เพียงลำพังอีกต่อไป เพราะลูกสาวของเขา คุณมูรากามิ อายะ ตอนนี้ก็เติบโต กลายเป็นผู้บริหารกองทุนส่วนบุคคลอีกแห่งที่ชื่อ C&I Holdings เข้ามาร่วมกว้านซื้อหุ้นในครั้งนี้ด้วย
จนเขาและลูกสาวกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับ 1 คิดเป็นสัดส่วน 16% ของหุ้นในบริษัท ซึ่งมีอิทธิพลมากพอที่จะกดดันกลุ่มผู้บริหารได้แล้ว
จนในที่สุดทางบริษัทก็ต้องยอมรับเงื่อนไขบางส่วน และเสนอซื้อหุ้นคืนกลับมาจากกลุ่มคุณโยชิอากิ ในราคาที่สูงจนน่าพอใจ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
โดยในปัจจุบันนี้ มีการคาดการณ์กันว่าตระกูลมูรากามิ มีการถือครองหุ้นญี่ปุ่นอยู่ทั้งหมดกว่า 105,000 ล้านบาท
ทำให้สุดท้าย จากชายผู้ที่เคยพ่ายแพ้ในเกมการเงินในตลาดหุ้น จนต้องหายหน้าหายตาไปจากวงการเกือบ 10 ปี
วันนี้เขาและลูกสาว กำลังกลับมาสร้างตำนานบทใหม่ ที่พร้อมเข้าไปปฏิรูปบริษัทหลายแห่งในญี่ปุ่น ให้สร้างผลตอบแทนที่ดีคืนให้ผู้ถือหุ้นอีกครั้ง..
#WealthPreservation
#กลยุทธ์ลงทุน
#หุ้นญี่ปุ่น
References