
พันธบัตร เครื่องมือที่สหรัฐฯ ใช้ซื้อดินแดน จนประเทศใหญ่ขึ้น 2 เท่า
9 ต.ค. 2026
รู้ไหมว่า ก่อนที่บรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกในทุกวันนี้ จะใช้ตราสารหนี้อย่างหุ้นกู้ เป็นเครื่องมือขยายอาณาจักรธุรกิจของตัวเอง
เมื่อ 200 ปีก่อน สหรัฐอเมริกา ก็เคยใช้เครื่องมือแบบเดียวกันนี้ ขยายอาณาเขตของประเทศตัวเอง จนสามารถเพิ่มพื้นที่ของประเทศได้เป็นเท่าตัวเลย
จากการออกพันธบัตร เพื่อซื้อดินแดนแถบลุยเซียนา ที่ปัจจุบันกินอาณาเขตของหลายรัฐ ตั้งแต่เหนือสุด ไปจนถึงใต้สุดของสหรัฐอเมริกา
แล้วเรื่องราวนี้ จะมีความน่าสนใจมากแค่ไหน ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
ในช่วงเริ่มก่อตั้งประเทศ สหรัฐอเมริกายังเป็นประเทศเกิดใหม่ ที่ไม่ได้มีพื้นที่กว้างใหญ่ ครอบคลุมทั้ง 2 ฝั่งมหาสมุทรอย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบัน
อาณาเขตดั้งเดิมของสหรัฐอเมริกา มีเพียงแค่พื้นที่ฝั่งตะวันออกที่ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติกเท่านั้น และยังไม่รวมรัฐฟลอริดา ที่ตอนนั้นยังเป็นของสเปนอยู่
ขณะที่พื้นที่ตอนกลางของประเทศ ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกการเกษตรที่อุดมสมบูรณ์ ก็มีสเปน และฝรั่งเศส สลับกันเป็นเจ้าของ
ส่วนพื้นที่ทางตะวันตก ที่ติดกับชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ก็มีทั้งส่วนที่เคยเป็นของอังกฤษ และส่วนที่เป็นของสเปน
จนกระทั่งในสมัยของประธานาธิบดีโทมัส เจฟเฟอร์สัน ประธานาธิบดีคนที่ 3 ของสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส ภายใต้การนำของนโปเลียน โบนาปาร์ต เริ่มมีความคิดที่จะขายพื้นที่ตอนกลางบนทวีปอเมริกาเหนือ
ในสมัยก่อน พื้นที่แถบนั้นเรียกว่า ดินแดนลุยเซียนา ที่ในปัจจุบันพื้นที่แถบนั้นครอบคลุมมากกว่า 15 รัฐของสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่เหนือสุด ยันพื้นที่ตอนใต้ของประเทศที่ติดกับอ่าวเม็กซิโก
สาเหตุที่นโปเลียน ต้องการขายพื้นที่กว้างใหญ่อันอุดมสมบูรณ์ผืนนี้ ก็เพราะในตอนนั้นฝรั่งเศสกำลังทำสงครามกับอังกฤษ
แต่กองทัพเรือของฝรั่งเศส ด้อยกว่าของอังกฤษมาก นโปเลียนจึงต้องการหาเงินมาสร้างกองทัพเรือให้ยิ่งใหญ่ไม่แพ้อังกฤษ
ขณะที่ฝั่งรัฐบาลสหรัฐอเมริกาในยุคนั้น ก็มองว่าพื้นที่แถบนั้นมีความสำคัญต่อการขนส่งสินค้าออกไปขายยังต่างประเทศมาก
เพราะแม่น้ำมิสซิสซิปปี ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสินค้า ออกสู่อ่าวเม็กซิโกของสหรัฐอเมริกา ตั้งอยู่ในพื้นที่บริเวณนั้น
และนอกจากจะได้เส้นทางการค้าเพิ่มแล้ว ยังสามารถเพิ่มพื้นที่ผลิตสินค้าเกษตร เพื่อส่งออกไปต่างประเทศเพิ่มขึ้นได้ด้วย
ทั้ง 2 ฝ่าย จึงตกลงซื้อขายที่ดินขนาดใหญ่ ที่กินพื้นที่มากถึง 2,141,900 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าประเทศไทยทั้งประเทศถึง 4 เท่า
โดยตอนนั้นฝรั่งเศสเสนอขายที่ดินทั้งหมดในราคาแค่ 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือถ้าปรับเงินเฟ้อเป็นมูลค่าปัจจุบันก็ประมาณ 12,790 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ตอนนั้นสหรัฐอเมริกา ยังเป็นประเทศเกิดใหม่ ที่เพิ่งได้รับเอกราชจากอังกฤษมาไม่นาน เงินในคลังก็มีไม่มาก
ประกอบกับก่อนหน้านี้ ฝรั่งเศสเคยมีข้อพิพาททางทะเลกับกลุ่มพ่อค้าชาวอเมริกัน จนถูกเรียกร้องให้ชดใช้เงินเป็นจำนวน 3.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
รัฐบาลสหรัฐอเมริกา เลยแบ่งเงินออกเป็น 2 ก้อน ก้อนแรก คือรัฐบาลสหรัฐอเมริกาจะรับหน้าที่ชดใช้หนี้ที่ฝรั่งเศสติดไว้กับพ่อค้าชาวอเมริกัน
ส่วนก้อนที่เหลือ รัฐบาลสหรัฐอเมริกา จะออกพันธบัตรด้วยอัตราดอกเบี้ย 6% ต่อปี กำหนดไถ่ถอนตอนปี 1819-1822
หรือพูดง่าย ๆ ว่าเป็นการกู้ยืมเงิน ที่มีระยะเวลาการกู้ประมาณ 16-19 ปี นักลงทุนถึงได้เงินต้นคืน
ซึ่งนักลงทุนที่ว่า ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นรัฐบาลฝรั่งเศสเอง
เพราะสหรัฐอเมริกา ไม่ได้ระดมทุน ด้วยการขายพันธบัตรให้นักลงทุนภายนอก
แต่เลือกที่จะออกพันธบัตรให้รัฐบาลฝรั่งเศสถือทั้งหมด จากนั้นก็จะค่อย ๆ ทยอยจ่ายเงินต้นคืน พร้อมดอกเบี้ยให้รัฐบาลฝรั่งเศส
อย่างไรก็ตาม นโปเลียน ผู้นำฝรั่งเศสในตอนนั้น ต้องการเงินสดก้อนใหญ่ทั้งหมดทันที เพื่อพัฒนากองทัพเรือให้ทันสมัยแข่งกับอังกฤษ
จึงขายพันธบัตรนี้ต่อให้ธนาคารแบริ่ง บราเธอร์ ของอังกฤษ และธนาคารโฮปของดัตช์ ซึ่งเป็นสถาบันการเงินชั้นนำในยุคนั้น ในราคาแค่ 87% ของมูลค่าหน้าตั๋ว
ต่อมา ธนาคารทั้ง 2 แห่ง ก็ขายพันธบัตรนี้ในราคาพาร์ หรือ 100% ของมูลค่าหน้าตั๋ว ให้นักลงทุนรายอื่น ๆ
พูดง่าย ๆ คือ ธนาคารทั้ง 2 แห่ง ทำกำไรจากการซื้อพันธบัตรในราคาส่วนลด และขายออกไปในราคาเต็ม
เมื่อดีลทั้งหมดเสร็จสิ้นลง รัฐบาลฝรั่งเศสก็โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งหมดให้กับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ในเดือนธันวาคม ปี 1803
ทำให้สหรัฐอเมริกาขยายอาณาเขตการปกครองเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวทันที
พื้นที่กว้างใหญ่ที่สหรัฐอเมริกาได้ครอบครองภายในชั่วข้ามคืน กลายเป็นแหล่งเพาะปลูกสินค้าเกษตรที่สำคัญ และเส้นทางขนส่งสินค้าทางน้ำ ที่ออกไปสู่อ่าวเม็กซิโกได้อย่างรวดเร็ว
รายได้ที่สหรัฐอเมริกาจัดเก็บได้จากการขายที่ดินให้ผู้อพยพเข้ามาใช้ทำมาหากิน และภาษีศุลกากร ที่จัดเก็บจากการค้าขายกับต่างประเทศที่เฟื่องฟู
ก็ทำให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกา มีเงินไปจ่ายชำระหนี้พันธบัตรที่ออกไปได้ แม้ก่อนหน้านี้สหรัฐอเมริกา จะมีเงินในคลังไม่พอจ่ายซื้อที่ดินก็ตาม
ดีลการซื้อที่ดินลุยเซียนาของสหรัฐอเมริกาในตอนนั้น จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นดีลอสังหาริมทรัพย์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดตลอดกาลดีลหนึ่งของโลกเลย
ปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ เมื่อรวมเงินต้น และดอกเบี้ยจ่ายจากการออกพันธบัตรแล้ว
มูลค่าที่ดินของลุยเซียนา ที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาซื้อไปในตอนนั้น จะมีต้นทุนอยู่ที่ 23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นมูลค่าในปัจจุบันที่ประมาณ 19,600 ล้านบาท..
References
-https://en.wikipedia.org/wiki/Louisiana_Purchase
-https://history.state.gov/milestones/1801-1829/louisiana-purchase
-https://www.history.com/this-day-in-history/april-30/louisiana-purchase-concluded
-https://www.monticello.org/the-louisiana-purchase
-https://baringarchive.org.uk/exhibition/the-louisiana-purchase/
-https://en.wikipedia.org/wiki/Louisiana_Purchase
-https://history.state.gov/milestones/1801-1829/louisiana-purchase
-https://www.history.com/this-day-in-history/april-30/louisiana-purchase-concluded
-https://www.monticello.org/the-louisiana-purchase
-https://baringarchive.org.uk/exhibition/the-louisiana-purchase/