มหากาพย์ภาษีมรดก มูลค่า 267,000 ล้านบาท ของตระกูล Samsung ที่เพิ่งจ่ายครบ แต่กลับรวยขึ้นเกือบ 2 เท่า

มหากาพย์ภาษีมรดก มูลค่า 267,000 ล้านบาท ของตระกูล Samsung ที่เพิ่งจ่ายครบ แต่กลับรวยขึ้นเกือบ 2 เท่า

8 พ.ค. 2026
267,000,000,000 บาท คือมูลค่าภาษีมรดก ที่ทายาทอาณาจักร Samsung เพิ่งจ่ายให้รัฐบาลเกาหลีใต้ จนครบทุกบาททุกสตางค์เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา
นี่ไม่ใช่แค่มูลค่าที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์เกาหลีใต้ แต่ยังถือเป็นหนึ่งในการจ่ายภาษีมรดกที่มีมูลค่ามากที่สุดของโลกอีกด้วย..
ตัวเลขนี้มากพอ ๆ กับงบประมาณรายจ่ายทั้งปี ของกระทรวงคมนาคมไทย ที่ใช้ดูแลและผลักดันเมกะโปรเจกต์สำคัญของประเทศ ทั้งมอเตอร์เวย์ รถไฟฟ้า และรถไฟทางคู่
โดยเบื้องหลังของมูลค่าภาษีมหาศาลนี้มาจากโครงสร้างภาษีมรดกของเกาหลีใต้ ที่มีอัตราเรียกเก็บสูงสุดถึง 50% และยังมีการบวกเพิ่มอีก 20% สำหรับหุ้นของผู้ถือหุ้นใหญ่
ซึ่งด้วยเงื่อนไขสุดโหดนี้เอง จึงทำให้ตระกูล Lee ต้องใช้เวลาบริหารจัดการภาษีก้อนนี้นานกว่า 5 ปี 
อีกทั้งยังมีเบื้องหลังที่ต้องแลกมาด้วยคำครหา รวมถึงแรงกดดันจากสังคมอย่างหนักหน่วง
มหากาพย์การสืบทอดอำนาจนี้ มีเรื่องราวอย่างไร ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
ย้อนกลับไปในปี 2020 ช่วงที่คุณ Lee Kun-hee ทายาทรุ่นที่ 2 ผู้ปลุกปั้นแบรนด์ Samsung จนเป็นที่รู้จักและยอมรับไปทั่วโลก ได้เสียชีวิตลง
เขาได้ทิ้งมรดกมูลค่ามหาศาล ทั้งหุ้น อสังหาริมทรัพย์ และคอลเลกชันงานศิลปะระดับโลก รวมมูลค่ากว่า 26 ล้านล้านวอน หรือราว 660,000 ล้านบาทในขณะนั้น
โดยมีทายาทผู้รับมรดก ได้แก่ คุณ Hong Ra-hee ผู้เป็นภรรยา
และลูกอีก 3 คนคือ คุณ Lee Jae-yong ลูกชายคนโต กับลูกสาวอีก 2 คนคือ คุณ Lee Boo-jin และคุณ Lee Seo-hyun
แต่สิ่งที่ตามมาพร้อมกับมรดกก้อนใหญ่นี้เป็นเงาตามตัว ก็คือภาระภาษีมรดกจำนวนมหาศาล 
เพราะด้วยความที่กฎหมายเกาหลีใต้ที่มีการเก็บภาษีมรดกสูงสุดถึง 50% และยังมีข้อกำหนดเพิ่มเติมในส่วนของมรดกที่เป็นหุ้น
ที่กำหนดว่า หากคนที่ได้หุ้นเป็นมรดก จนกลายเป็นผู้ถือหุ้นที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท จะโดนคิดภาษีเพิ่มอีก 20%
ทำให้แม้ทายาทจะมีการบริจาคงานศิลปะของศิลปินระดับโลก และโบราณวัตถุไปกว่า 23,000 ชิ้นให้หน่วยงานของรัฐ เพื่อลดมูลค่าของกองมรดกลง
แต่พวกเขาก็ยังจำต้องจ่ายภาษีมรดกสูงถึง 12 ล้านล้านวอน หรือราว 267,000 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าเกือบครึ่งหนึ่งของมรดกที่ได้รับทั้งหมดอยู่ดี
ถึงตรงนี้หากชวนคิดเล่น ๆ รู้หรือไม่ว่าถ้าคุณ Lee Kun-hee ผู้ล่วงลับเกิดเป็นคนไทย ภาระภาษีที่ต้องจ่ายจะลดลงมหาศาล
เพราะประเทศไทยไม่เก็บภาษีมรดกจากคู่สมรส และเก็บภาษีจากผู้รับมรดกแต่ละคนเฉพาะส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท อีกทั้งลูก ยังเป็นทายาทสายตรง ทำให้เสียภาษีในอัตราเพียง 5% เท่านั้น
เท่ากับว่า จากเดิมที่ตระกูล Lee ต้องจ่ายราว 267,000 ล้านบาทให้รัฐบาลเกาหลีใต้ ถ้าคิดตามภาษีมรดกบ้านเรา จะเหลือเพียงประมาณ 24,735 ล้านบาทเท่านั้น
ตัวเลขนี้ถือว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับเงินปันผลที่ตระกูล Lee ได้รับจากบริษัทในเครือ ซึ่งเฉลี่ยแล้วอยู่ราวปีละ 18,000 ล้านบาท
คิดง่าย ๆ ถ้าเสียภาษีมรดกที่ไทย ก็เท่ากับใช้เงินปันผลแค่เพียงปีเศษ ๆ ก็เพียงพอที่จะจ่ายภาษีจนครบหมดได้แล้ว
แต่ตัดภาพกลับมาในโลกความเป็นจริง ที่ตระกูล Lee ต้องเผชิญ กับภาษีมรดกของเกาหลีใต้ ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่เก็บภาษีมรดกสูงที่สุด 
ทำให้ถึงแม้ว่าจะใช้เงินปันผลนับตั้งแต่ที่คุณ Lee Kun-hee เสียชีวิตมาแล้วกว่า 5 ปี ก็ยังไม่พอจ่ายภาษีมรดกทั้งหมดเลย
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ตระกูล Lee ต้องเลือกขอใช้สิทธิแบ่งจ่าย ออกเป็น 6 งวด ตลอดระยะเวลา 5 ปี 
พร้อมกับบริหารจัดการภาระภาษีก้อนนี้ ผ่านสารพัดวิธีควบคู่กันไป
โดยทางฝั่งภรรยาของคุณ Lee Kun-hee และลูกสาวทั้ง 2 คน เลือกใช้วิธีทยอยขายหุ้นบางส่วนของบริษัทในเครือออกมา เพื่อแปลงเป็นเงินสดสำหรับจ่ายภาษี
แต่สำหรับคุณ Lee Jae-yong ลูกชายคนโต ผู้เป็นทายาทรุ่นที่ 3 ของอาณาจักร Samsung การจะขายหุ้นเหมือนแม่และน้องสาว ก็ดูจะเป็นทางเลือกที่ไม่ดีนัก
เพราะการขายหุ้นออกไป ก็จะเท่ากับการเสียอำนาจควบคุมอาณาจักรธุรกิจ Samsung ไปด้วย
เขาจึงเลือกที่จะพึ่งพาเงินปันผล รวมถึงกู้เงินมาจ่ายภาษี แทนการขายหุ้นเพื่อรักษาโครงสร้างอำนาจในการควบคุมบริษัทเอาไว้
ซึ่งไม่เพียงแต่รักษาอำนาจควบคุมเท่านั้น แต่เขายังทำให้โครงสร้างนั้นแข็งแกร่งขึ้นไปอีก
โดยเฉพาะ 3 บริษัทสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น
- Samsung C&T บริษัทที่ทำหน้าที่เป็นเหมือน Holding Company โดยพฤตินัยของอาณาจักร Samsung มีสัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มขึ้นจาก 17.48% เป็น 22.01%
- Samsung Life Insurance ธุรกิจประกันที่มีบทบาทสำคัญในโครงสร้างการถือหุ้นของเครือ มีสัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มขึ้นจาก 0.06% เป็น 10.44%
- Samsung Electronics ธุรกิจหลัก ที่เป็นเรือธงของอาณาจักร มีสัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มขึ้นจาก 0.7% เป็น 1.67%
แม้ว่าตัวเลขการถือหุ้นโดยตรงในธุรกิจหลักจะดูน้อย แต่หัวใจของการกุมอำนาจอาณาจักร Samsung ไม่ได้อยู่ที่การถือหุ้นธุรกิจหลักให้มากที่สุดโดยตรง
แต่อยู่ที่กลยุทธ์การถือหุ้นไขว้กันระหว่างบริษัทในเครือ
เริ่มจากการที่คุณ Lee Jae-yong เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน Samsung C&T และ Samsung C&T ก็ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทอื่นในเครือ รวมถึง Samsung Life Insurance ด้วย
ในขณะที่ Samsung Life Insurance ก็เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน Samsung Electronics อีกต่อ ซึ่ง Samsung Electronics เองก็ยังมีการถือหุ้นบริษัทอื่นในเครือที่เหลืออีกที
ด้วยโครงสร้างอำนาจที่เชื่อมโยงไขว้กัน ราวกับใยแมงมุมนี้เอง ที่ทำให้เขาสามารถกุมอำนาจ และควบคุมทิศทางของอาณาจักร Samsung ได้ทั้งระบบ แม้จะถือหุ้นโดยตรงเพียงหยิบมือ..
แต่อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังการก้าวขึ้นมาเป็นผู้กุมอำนาจสูงสุด ของทายาทรุ่นที่ 3 ครั้งนี้ของคุณ Lee Jae-yong ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ 
มันแลกมาด้วยการเข้าไปพัวพันกับคดีการติดสินบนระดับประเทศ จนถึงขั้นถูกดำเนินคดี จนเกิดแรงกดดันจากกระแสสังคมอย่างหนักหน่วง
สาเหตุก็เพราะช่วงที่คุณ Lee Kun-hee ผู้เป็นพ่อล้มป่วยกะทันหัน ทำให้ภาระอันหนักอึ้ง ตกมาอยู่ที่ลูกชายอย่างคุณ Lee Jae-yong ในชั่วข้ามคืน
ซึ่งปัญหาตอนนั้นคือ แม้คุณ Lee Jae-yong จะเป็นทายาทโดยสายเลือดและเป็นลูกชายคนเดียว แต่สัดส่วนการถือหุ้นของเขาไม่ได้มีมากพอที่จะควบคุมกิจการทั้งหมดได้อย่างเด็ดขาด 
เส้นทางการสืบทอดอำนาจของเขา จึงต้องอาศัยการจัดโครงสร้างการถือหุ้นใหม่โดยผลักดันให้เกิดการควบรวมกิจการระหว่างบริษัทในเครือ 
แม้ดีลนี้จะกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวระดับประเทศที่ต้องแลกมาด้วยภาพลักษณ์และชื่อเสียง แต่หากมองในเชิงโครงสร้างต้องยอมรับว่ากลยุทธ์นี้ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เพราะมันคือจิกซอว์ชิ้นสำคัญ ที่ส่งให้เขาก้าวขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Samsung C&T และใช้บริษัทนี้กุมอำนาจอาณาจักร Samsung ทั้งระบบ อย่างที่ได้อธิบายไปก่อนหน้า
มหากาพย์การสืบทอดกิจการครั้งนี้จึงทิ้งบทเรียนสำคัญว่า นอกเหนือจากการเตรียมสภาพคล่องสำหรับจ่ายภาษีมรดกแล้ว
การวางแผนโครงสร้างธุรกิจ เพื่อส่งต่ออำนาจล่วงหน้า ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน
ปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ..
รู้หรือไม่ว่า แม้ตระกูล Lee จะต้องเสียภาษีมรดกมูลค่ามหาศาลเกือบ 3 แสนล้านบาท แต่ปัจจุบันมูลค่าความมั่งคั่งของตระกูล กลับเพิ่มขึ้นมาเป็นเกือบ 2 เท่าตัว
โดยเบื้องหลังความมั่งคั่งนี้ มาจากราคาหุ้นของธุรกิจเรือธงอย่าง Samsung Electronics ซึ่งพุ่งทะยานจากอานิสงส์ของกระแสความต้องการชิป AI ทั่วโลก
รวมไปถึงราคาหุ้นของบริษัทอื่น ๆ ในเครือ ก็ต่างพากันปรับตัวขึ้นยกแผงเช่นกัน
เรื่องนี้ก็น่าคิดเหมือนกันว่า ถ้าคุณ Lee Kun-hee เพิ่งจะมาเสียชีวิต ในวันที่ Samsung Electronics มีมูลค่าบริษัททะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างตอนนี้
ภาระภาษีที่ทายาทตระกูล Lee ต้องแบกรับนั้น จะหนักหนาแค่ไหน..
#WealthTransfer
#วางแผนมรดก
#Samsung
References
© 2026 WealthThink. All rights reserved. Privacy Policy.