สรุป 3 วิธีลงทุน ที่ช่วยเปลี่ยนกองทุน RMF ให้กลายเป็นเงินหลักล้าน หลังเกษียณ

สรุป 3 วิธีลงทุน ที่ช่วยเปลี่ยนกองทุน RMF ให้กลายเป็นเงินหลักล้าน หลังเกษียณ

2 พ.ย. 2026
เมื่อพูดถึงกองทุนลดหย่อนภาษีอย่าง RMF หลายคนอาจจะซื้อเพียงเพื่อแค่จะตั้งใจลดหย่อนภาษี โดยไม่ได้คาดหวังผลกำไรจากการลงทุนมากนัก
แต่รู้ไหมว่า เพียงแค่เรานำกลยุทธ์การลงทุนที่ทำได้ง่าย ๆ มาประยุกต์ใช้กับการซื้อกองทุน RMF ให้การลงทุนของเรามีระบบ และแบบแผนที่ชัดเจน 
เพื่อเพิ่มโอกาสการทำกำไร และลดโอกาสการขาดทุน จากกองทุน RMF 
ก็สามารถทำให้กองทุน RMF เป็นเครื่องมือสร้างความมั่งคั่งหลักล้านบาทหลังเราเกษียณได้ ไม่ใช่แค่ลดหย่อนภาษีเพียงอย่างเดียว
แล้วกลยุทธ์การลงทุน ที่ช่วยให้เราซื้อกองทุน RMF อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นอย่างไร ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
1. จัดพอร์ตแบบ Core & Satellite Model
ก่อนที่เราจะซื้อกองทุน RMF กองแรก เราควรออกแบบหน้าตาพอร์ตการลงทุนของเราก่อนว่า เราอยากให้พอร์ตการลงทุนของเรา ประกอบไปด้วยสินทรัพย์อะไรบ้าง
เปรียบเสมือนกับการทำอาหาร ที่ก่อนจะซื้อวัตถุดิบ เราก็ต้องคิดก่อนว่า เราจะทำอาหารเมนูอะไร
โดยกลยุทธ์การจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite จะแบ่งการลงทุนในพอร์ตการลงทุนของเราเป็น 2 ส่วนหลัก คือ
- Core Portfolio 
ส่วนนี้ จะเป็นกองทุนที่เราตั้งใจจะถือระยะยาว ส่วนมากแล้ว Core Portfolio จะมีน้ำหนักการลงทุนในพอร์ตประมาณ 60-80% ของเงินลงทุนทั้งหมด
และมักจะเป็นกองทุนที่มีระดับความเสี่ยงไม่สูงมากจนเกินไป อย่างเช่น กองทุนอิงดัชนีตลาดหุ้นประเทศต่าง ๆ หรือกองทุนตราสารหนี้
หน้าที่ของ Core Portfolio คือ ลดความผันผวนให้กับพอร์ตการลงทุนโดยรวม และปล่อยให้เงินลงทุนเติบโตในระยะยาว
- Satellite Portfolio
ส่วนนี้จะเน้นไปที่การลงทุนระยะสั้น ในกองทุนที่เน้นลงทุนกระจุกตัวในธีมการลงทุนใดการลงทุนหนึ่ง หรือกระจุกตัวในอุตสาหกรรมเดียว
น้ำหนักการลงทุนในส่วนนี้จะอยู่ที่ประมาณ 20-40% ของเงินลงทุนทั้งหมด
หน้าที่ของ Satellite Portfolio คือการจับจังหวะเข้าลงทุนในสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์ในแต่ละช่วงเวลา
และเมื่อได้กำไรจากการลงทุนแล้ว ก็ต้องพร้อมสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน ไปยังกองทุนอื่นต่อไป
ซึ่งข้อควรระวังในการบริหารพอร์ตแบบ Core & Satellite ในพอร์ตกองทุน RMF ก็คือ กองทุน RMF ไม่สามารถขายออกมาตรง ๆ ได้ เพราะจะผิดกฎการลดหย่อนภาษี 
แต่เราสามารถสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน แล้วไปพักไว้ที่กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีความเสี่ยงต่ำแทนได้ เพื่อเป็นการเก็บกำไรจากการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง
2. ซื้อกองทุน RMF แบบถัวเฉลี่ยต้นทุน หรือการ DCA 
รู้ไหมว่า กองทุน RMF สามารถทยอยซื้อได้ตลอดทั้งปี ไม่จำเป็นต้องรอซื้อทีเดียวช่วงปลายปี
ดังนั้น เราจึงสามารถกำหนดว่าจะ DCA กองทุน RMF ทุกสิ้นเดือน หลังเงินเดือนออกเลยก็ได้
เช่น หากเรามีกองทุน RMF ในส่วน Core Portfolio 3 กองทุน เราก็อาจจะกำหนดไว้เลยว่า เราจะเลือกซื้อหน่วยลงทุนของทั้ง 3 กองทุน กองทุนละ 5,000 บาท ทุกเดือน
ข้อดีของวิธีนี้ คือการช่วยสร้างวินัยการลงทุน โดยไม่จำเป็นต้องรอว่าเราจะเหลือเงินในช่วงปลายปีเพื่อซื้อ RMF อยู่เท่าไร
และเป็นการถัวเฉลี่ยต้นทุนของหน่วยลงทุน RMF ไปด้วย ทำให้เราสามารถลดความเสี่ยงในการขาดทุนจากตลาดที่ผันผวนได้
3. Rebalance เพื่อปรับสัดส่วนการลงทุน
โดยเป็นการรักษาน้ำหนักการลงทุนในแต่ละสินทรัพย์ของพอร์ตการลงทุน ให้กลับมามีน้ำหนักตามที่เราวางแผนไว้แต่แรก
เช่น หากเรากำหนดให้น้ำหนักการลงทุนใน Core Portfolio อยู่ที่ 70% ส่วนน้ำหนักใน Satellite Portfolio อยู่ที่ 30%
หากน้ำหนักในส่วนของ Satellite Portfolio ขึ้นมาเป็น 40% เราก็ควรสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนของกองทุนในส่วน Satellite Portfolio ให้กลับเข้าไปอยู่ในกองทุนของ Core Portfolio 
ให้น้ำหนักการลงทุนใน Core Portfolio กลับมาอยู่ที่ 70% และน้ำหนักส่วนของ Satellite Portfolio อยู่ที่ 30% ตามเดิม
ซึ่งโดยปกติแล้ว มักจะมีการกำหนดให้มีการ Rebalance พอร์ตประมาณปีละ 1 ครั้ง หรือ 6 เดือนต่อ 1 ครั้ง
การ Rebalance จึงเป็นอีกกลยุทธ์หนึ่ง ที่ช่วยเปิดโอกาสให้เราเก็บกำไรจากการลงทุน พร้อมกับการถัวเฉลี่ยต้นทุนของสินทรัพย์ที่ยังไม่ทำกำไร
และนี่ก็คือ 3 กลยุทธ์การลงทุนแบบง่าย ๆ ที่เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกันได้อย่างลงตัว
ทั้งจำกัดความเสี่ยงด้วยกลยุทธ์ Core & Satellite ทยอยซื้อแบบ DCA เพื่อเฉลี่ยต้นทุน และ Rebalance ด้วยการสับเปลี่ยนกองทุนอย่างมีวินัย 
ให้การซื้อกองทุน RMF ของเรามีระบบมากขึ้น และเปลี่ยนการซื้อกองทุน RMF เพียงเพื่อจะลดหย่อนภาษี
ให้กลายเป็นเครื่องมือสร้างความมั่งคั่งให้ชีวิตหลังเกษียณของเราได้ในที่สุด..
#WealthPreservation
#TaxFest2026
#ลงทุนดีมีเงินคืน
References
© 2026 WealthThink. All rights reserved. Privacy Policy.